"ปรีดิยาธร" รองนายกฯ เผยปัญหาเอสเอ็มอี เร่งเข้าถึงแหล่งทุนทั้งที่ไม่พร้อม ดันเอ็นพีแอลธนาคารเอสเอ็มอีพุ่ง
เผยแผนโตรับเศรษฐกิจดิจิทัล ผุดแพลตฟอร์มสร้างฐานข้อมูลเอสเอ็มอีระดับชาติแบบอินเตอร์แอ็คทีฟ ชูโมเดลเว็บไซต์อาลีบาบาของจีน สร้างตลาดออนไลน์ หวังให้เอสเอ็มอี-โอท็อป เข้าถึงช่องทางค้าต้นทุนต่ำ “สหรัฐ” ระบุอาเซียนยังมีอุปสรรคการค้า-การลงทุน ทั้งทรัพย์สินทางปัญญา ธรรมาภิบาล และกระบวนการศุลกากร ด้าน“เอกชนสหรัฐ” แนะSMEsฉวยจังหวะอาเซียนก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงทำปริมาณการค้า-ลงทุนพุ่ง หวังข้อตกลงทางการค้าช่วยดูแลผู้ประกอบการต่างชาติ
ธุรกิจขนาดกลางและย่อม หรือ เอสเอ็มอี ถือเป็นอีกภาคธุรกิจที่สำคัญ ทำให้เกิดการจ้างงานกว่า 10 ล้านคน หรือคิดเป็น 80% ของการจ้างงานนอกภาคเกษตร รัฐบาลชุดนี้ จึงพยายามหาแนวทางเข้ามาขับเคลื่อนธุรกิจให้เดินต่อได้ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัล ในการเพิ่มช่องทางการเข้าถึงตลาด และเพิ่มศักยภาพธุรกิจ ให้เกิดความสามารถในการแข่งขัน
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี กล่าวปาฐกถา ในงาน “เปิดประตูเศรษฐี SMEs ไทย” งานสัมมนาครบรอบ 20 ปี นิตยสารเส้นทางเศรษฐี วานนี้ (13 พ.ย.) ว่า ประเทศไทยมีเอสเอ็มอี 2.7 ล้านราย ในจำนวนนี้เป็นเอสเอ็มอีที่จดทะเบียนในรูปนิติบุคคล 6.8 แสนราย
นอกจากนี้ พบว่า มีลูกค้าของธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (เอสเอ็มอีแบงก์) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินที่รัฐจัดตั้งขึ้น 8 หมื่นราย แต่เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) สูงถึง 3 หมื่นราย ซึ่งมองว่า เป็นสถิติที่ล้มเหลว เมื่อเทียบกับธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ที่ขยายฐานลูกค้าเอสเอ็มอีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง มองว่าการสนับสนุนเอสเอ็มอี โดยเฉพาะเงินทุน ควรทำอย่างถูกทาง ต้องเริ่มจากสั่งสมประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ สะสมเงินทุน ตั้งกิจการเล็กๆ ของตัวเอง จนพอมีลูกค้าชัดเจน ต้องการขยายกิจการ จึงเข้าหาแหล่งเงิน เพื่อเปลี่ยนจากธุรกิจขนาดเล็ก ไปสู่ขนาดกลาง และใหญ่ แต่ที่ผ่านมา นโยบายภาครัฐเป็นการเร่งให้เงินเอสเอ็มอีไปตั้งธุรกิจ ทั้งที่ยังไม่มีความพร้อม
“เป็นห่วงภาครัฐที่พยายามจะหาเสียงด้วยการบอกว่า มาที่เอสเอ็มอีแบงก์แล้วเอาเงินไปตั้งตัวได้ ตรงนี้ห่วงที่สุด เพราะคุณยังไม่ทันจะพร้อมเลย ไม่ได้สะสมความชำนาญ ยังไม่รู้ทางเดินของธุรกิจนั้น แต่ถูกบรรยากาศการเมือง บรรยากาศของการต้องการสร้างคะแนนนิยมดึงให้เป็น ลูกหนี้ แล้วในที่สุดก็เกิดความเสียหาย”
ผุดฐานข้อมูลเอสเอ็มอีระดับชาติ
ม.ร.ว.ปรีดิยาธร ยังกล่าวว่า แนวทางสนับสนุนเอสเอ็มอี เพื่อรับกับนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) ของรัฐบาลปัจจุบัน ที่กำลังเตรียมทำแพลตฟอร์ม และสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ระดับประเทศ เพื่อสร้างฐานข้อมูลอย่างเป็นหมวดหมู่ให้ไปอยู่ในที่เดียวกัน เพื่อความสะดวกในการนำไปใช้ของผู้ประกอบการ
ทั้งนี้ต้องการให้หน่วยงานที่สนับสนุนเอสเอ็มอี รวบรวมข้อมูลที่เอสเอ็มอีมีความต้องการ กลั่นกรอง จัดเป็นหมวดหมู่ แล้วใช้ช่องทางแพลตฟอร์มออนไลน์ ที่ภาครัฐกำลังดำเนินการจัดทำนี้ เพื่อเป็นช่องทางให้เอสเอ็มอีได้เข้าถึงข้อมูล และปรึกษาหน่วยงานสนับสนุนผ่านหน้าจอได้ทันที ทั้งยังเข้าถึงเอสเอ็มอีได้ทั่วประเทศ
“ผมกำลังสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ของประเทศ ซึ่งจะมีข้อมูลทุกชนิดอยู่ในนั้น โดยหยิบข้อมูลที่มีมาจัดหมวดหมู่ แล้วไปใส่ไว้ในเว็บไซต์ หรือแพลตฟอร์มที่ทำขึ้น เพื่อให้เอสเอ็มอีได้มาใช้ ก็จะเป็นประโยชน์สำหรับเอสเอ็มอีอย่างมาก ที่จะเข้าถึงข้อมูลเหล่านี้”
ชูโมเดลอาลีบาบาเข้าถึงค้าออนไลน์
ตลอดจนการสร้างมาร์เก็ตเพลส หรือช่องทางการตลาดออนไลน์ โดยยกตัวอย่าง เว็บไซต์ อาลีบาบา ที่ประสบความสำเร็จในจีน โดยหวังให้มีลักษณะนี้ในไทย เพื่อให้เอสเอ็มอี หรือแม้แต่โอท็อป ได้ใช้เป็นช่องทางขายสินค้าออนไลน์ ที่ต้นทุนต่ำและมีประสิทธิภาพ
ในการสนับสนุนสินค้ายุคใหม่ กลุ่มไอที และนวัตกรรม อาทิ สินค้าด้านอนิเมชั่น และเกม ซึ่งคนไทยมีคนเก่ง และสามารถผลิตสินค้ากลุ่มนี้ขายให้กับต่างประเทศอยู่แล้ว ภาครัฐก็เตรียมสร้างแพลตฟอร์ม ที่จะให้การสนับสนุนคนรุ่นใหม่ได้ผลิตสินค้าไอที แล้วสร้างกิจการของตัวเองขึ้นมาได้ง่ายขึ้น ผ่านช่องทางที่มีประสิทธิภาพขึ้น
สร้างมาตรฐานการค้า-บริการ
ด้านนางสาวคริสตินา เควียน ที่ปรึกษาฝ่ายเศรษฐกิจ สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย เปิดเผยในการร่วมเสวนา "USA -The New Paradigm of Trading Model" ว่า ทิศทางการค้าการลงทุนในอาเซียนมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แต่ทางปฏิบัติผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ต้องการความแน่นอนของการเข้าถึงตลาดในอาเซียน
นอกจากนี้ พบว่า มีประเด็นปัญหาที่ไม่ช่วยสร้างความมั่นใจให้นักลงทุน เช่น ความโปร่งใสการทำธุรกิจ ธรรมาภิบาล ระบบศุลกากร การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา หากได้รับแก้ไขจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับการค้าและการลงทุน และแนวโน้มที่อาเซียนจะมีปริมาณการค้าดีขึ้น จะมีความเป็นไปทางในทางปฏิบัติจริง รวมถึง
ซึ่งข้อตกลงทางการค้าที่มีอยู่สามารถช่วยแก้ปัญหาดังกล่าวได้
นายจอร์จ ฟลุ๊ส เจ้าหน้าที่อาวุโส ที่ปรึกษาเพื่อความร่วมมือนานาชาติ กล่าวว่า อาเซียนมีความฐานเศรษฐกิจจากการผลิตสินค้าและส่งออก ขณะที่สหรัฐมีฐานเศรษฐกิจจากการค้าบริการ เช่น การให้บริการทางการเงิน หากปริมาณการค้าเพิ่มขึ้น ทำให้ปริมาณการค้าบริการเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งอาเซียนกำลังอยู่ในทิศทางนี้ ไม่ว่าจะเป็นบริการด้านการเงิน การศึกษา สุขภาพ การสื่อสาร และเทคโนโลยีหรือเศรษฐกิจดิจิทัล
ทั้งหมดนี้สหรัฐมีความเชี่ยวชาญ แต่ปริมาณการค้าบริการ จะเพิ่มขึ้นไม่ได้เต็มที่หากไม่มีการปกป้องคุ้มครองดูแล ทั้งส่วนผู้ประกอบการ และทรัพย์สินทางปัญญา ไม่มีความจำเป็นเฉพาะอาเซียนเท่านั้น แต่หมายถึงภูมิภาคอื่นๆ ด้วย
ตลาดอาเซียนโอกาสโตของเอสเอ็มอี
นายจอร์จ อาบอนยี ศาสตราจารย์พิเศษ โครงการศึกษาระดับสูงภาควิชาบริการสาธารณะและการทูต มหาวิทยาลัยแม๊กเวลล์ แห่งซีราคิวส์ กล่าวว่า ตลาดอาเซียนกำลังเปลี่ยนแปลงจากพฤติกรรมการบริโภคของชนชั้นกลางและชนชั้นล่าง ซึ่งจะเป็นตัวขับเคลื่อนให้ปริมาณการค้าและบริการในอาเซียนเพิ่มมากขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสที่เอสเอ็มอีจะใช้ในการเติบโตควบคู่ไปกับการเปลี่ยนแปลงนี้
สิ่งที่เอสเอ็มอี ต้องทำ คือ 1. เข้าถึงและเข้าใจข้อมูลทางการค้าที่เกิดจากข้อตกลงต่างๆ เพราะข้อตกลงต่างๆ จะเพิ่มโอกาสการแข่งขันให้รายเล็กได้มากขึ้น 2. เข้าถึงการเงิน ซึ่งบริษัทขนาดเล็กจะมีปัญหาเรื่องเงินทุน ประเด็นนี้ภาครัฐต้องให้การสนับสนุน และ 3. เข้าถึงนวัตกรรม ทั้งนี้เอสเอ็มอีต้องรวมตัวกัน เพื่อสร้างนวัตกรรมที่จะเข้าถึงผู้บริโภค ซึ่งมีพฤติกรรมเปลี่ยนไปทุกวันให้ได้มากที่สุด ภาคเอกชน และภาครัฐ ต้องร่วมมือให้โอกาสเอสเอ็มอี









