ดันเหมืองโปแตซหวังลดนำเข้าปุ๋ย "จักรมณฑ์ "ร่วม "ปรีดิยาธร" บินศึกษาเทคโนโลยีเยอรมนี
"จักรมณฑ์"ดันเหมืองโปแตช จ.ชัยภูมิ ลดนำเข้าปุ๋ยเคมีกว่า 7 หมื่นล้านบาทต่อปี พร้อมลงพื้นที่ศึกษาการทำเหมืองโปแตซของเยอรมนี ป้องกันผลกระทบสิ่งแวดล้อม ระบุ หากครม.เห็นชอบอนุมัติได้ในปี 58
นายจักรมณฑ์ ผาสุกวนิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กระทรวงฯ อยู่ระหว่างผลักดันให้โครงการเหมืองโปแตช ที่ดำเนินการโดยบริษัทเหมืองแร่โปแตชอาเซียน ที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิให้เดินหน้า หลังจากที่ได้เริ่มต้นโครงการไปแล้วกว่า 30 ปี แต่ไม่ได้มีการลงทุน จนกระทั่งกระทรวงการคลังที่เคยเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของบริษัทฯ ขายหุ้นใหญ่ออกไปให้เอกชน และคลังเหลือถือหุ้นส่วนน้อย
“ปริมาณแร่โปแตชที่ จ.ชัยภูมิมีอยู่กว่า 60 ล้านตัน หากทำขึ้นมาใช้จะเป็นประโยชน์ในอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมี ซึ่งสามารถลดการนำเข้าปุ๋ยปีละกว่า 7 หมื่นล้านบาทได้และยังมีอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ อีกมาก”นายจักรมณฑ์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม หลังมีแผนที่จะผลักดันให้โครงการเหมืองโปแตชเดินหน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้แสดงความเป็นห่วง และย้ำว่าให้ศึกษาเทคโนโลยีที่จะเข้ามาดูแลการบริหารจัดการเหมือง ที่ไม่สร้างผลกระทบกับชุมชน
วันที่ 15 พ.ย. นี้ตนจะเดินทางพร้อมกับ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ไปประเทศเยอรมนี เมื่อดูการดำเนินงานของเหมืองโปแตซ รวมถึงเทคโนโลยีการบริหารจัดการเหมืองของบริษัท คาริ แอนด์ ซอลท์ ซึ่งเป็นบริษัทที่สนใจจะร่วมลงทุนในบริษัทเหมืองแร่โปแตชอาเซียนด้วย โดยจะนำข้อมูลที่ได้มาอธิบายต่อที่ประชุม ครม. โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการกับเกลือที่ขึ้นมา พร้อมการขุดโปแตชว่าจะใช้เทคโนโลยีอะไร เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ส่วนความคืบหน้าของโครงการเหมืองโปแตซล่าสุด ได้จัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือEIA เรียบร้อยแล้ว และอยู่ระหว่างรับฟังความเห็น ซึ่งเหมืองโปแตซที่ อ.บำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิไม่มีปัญหาเรื่องชุมชนต่อต้าน โดยหากครม.อนุมัติและเห็นชอบทางกระทรวงอุตสาหกรรมก็จะพิจารณาอนุมัติการให้สัมปทานและในปี 2558 ขณะที่เหมืองโปแตซที่ จ.อุดรธานียังมีชุมชนต่อต้านอยู่มาก
“รัฐบาลจะศึกษาผลกระทบทุกด้านอย่างรอบคอบ หากยังไม่มีความมั่นใจก็ไม่ออกใบอนุญาต เพราะถึงอย่างไรแร่โปแตซที่ยังอยู่ในแผ่นดินไทยไม่ได้หายไปไหน ค่อยๆ ศึกษาจนกว่าจะมั่นใจ เพื่อไม่ให้ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต” นายจักรมณฑ์ กล่าว
น.ส.อารมณ์ คำจริง ผู้ประสานงานกลุ่มสิ่งแวดล้อม อ.เนินมะปรางค์ จ.พิษณุโลก กล่าวว่า ในวันที่ 11 พ.ย.นี้ จะร่วมกับประชาชนจาก จ.พิษณุโลก จ.สระบุรี จ.ลพบุรี และจ.เพชรบูรณ์รวม 30 คน จะนำหนังสือเข้ายื่นต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เพื่อให้มีการเปิดเผยข้อมูลว่าในการเซ็นอนุญาตออกประทานบัตรและอาชญาบัตรเหมืองแร่ไป 100 กว่าฉบับรอบที่ผ่านมา ทั้งที่เข้ามาทำงานเพียงไม่กี่เดือนนั้นเป็นการอนุญาตในพื้นที่ใดบ้างและได้ดำเนินการอย่างรอบคอบหรือไม่
ประชาชนใน จ.พิษณุโลกมีความกังวลว่าหากมีการอนุญาตให้ทำเหมืองแร่ทองคำแล้ว จะสร้างผลกระทบทั้งแง่ต่อสิ่งแวดล้อม สุขภาพของประชาชนรวมถึงการถูกไล่ที่ เพราะในพื้นที่ที่มีแนวโน้มว่าจะเป็นเหมืองทองคำใน จ.พิษณุโลก 7 หมื่นไร่ นั้นมีประชาชนอาศัยอยู่ 8,000-9,000 ครัวเรือน
“นอกจากนี้ ประเด็นที่เราอยากตั้งข้อสังเกตคือกฎหมาย พ.ร.บ.แร่ ที่ปรับปรุงใหม่ได้ดึงอำนาจการออกใบอนุญาตจากข้าราชการการเมืองออกไปเป็นของราชการประจำทั้งหมด ซึ่งอาจจะเอื้อต่อการทุจริตเพราะไม่มีการคานอำนาจ”น.ส.อารมณ์ กล่าว









