คงพูดได้ว่า ประเทศเจ้าของฉายา "ไวกิ้ง" ก็คือ "สวีเดน" มีความโดดเด่นไม่เป็นสองรองใครในเรื่องของ "นวัตกรรม"
เนื่องจากThe Global Innovation Index ได้จัดอันดับให้สวีเดนอยู่ในฐานะของประเทศแห่งนวัตกรรมเป็นอันดับ 2 ของโลกในปี 2013 และในการจัดอันดับความสามารถทางการแข่งขันของ World Economic Forum ประจำปี 2012-2013 นั้น สวีเดนได้ถูกจัดให้อยู่ในอันดับที่ 4 จาก 10 อันดับแรก อีกด้วย
คำถามก็คือ เขาทำได้อย่างไร?
คำตอบก็คือ เช่นเดียวกับหลายๆ ประเทศ รัฐบาลสวีเดนได้มีการจัดตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพื่อขับเคลื่อนในเรื่องของนวัตกรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสนับสนุนผู้ประกอบการระดับเอสเอ็มอี กระทั่งเป็นเหตุผลที่ทำให้สวีเดนก้าวเป็นประเทศชั้นนำทางด้านการวิจัยและนวัตกรรม ทั้งสามารถสร้างแรงดึงดูดในแง่ของการลงทุนอีกต่างหาก
ซึ่ง "Vinnova" ภายใต้กระทรวงวิสาหกิจ พลังงานและการสื่อสาร ที่ก่อตั้งเมื่อปี 2001 ก็คือ หน่วยงานราชการหลักในการแบกรับภารกิจดังกล่าว โดยเข้าไปช่วยเหลือส่งเสริมการเจริญเติบโตของธุรกิจเอสเอ็มอี และคำจำกัดความในที่นี้คือ บริษัทที่มีจำนวนพนักงานตั้งแต่ 50-500 คน
"มร.เชลร์ โฮเก้น นายเฟ้ลท์" Chief Strategy Officer,Industrial Technologies and Innovation Management Division,VINNOVA กล่าวว่า องค์กรแห่งนี้ทำการจัดแบ่งนวัตกรรมออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ นวัตกรรมทางด้านกระบวนการ ,นวัตกรรมทางด้านผลิตภัณฑ์/บริการ และนวัตกรรมทางด้านรูปแบบธุรกิจ
ส่วนความช่วยเหลือของ Vinnova จะมีอยู่ด้วยกัน 4 ด้าน หลักๆ ได้แก่
1. การสร้างจิตสำนึก
2. ให้การสนับสนุนความสามารถด้านการสร้างนวัตกรรม
3. มุ่งเน้นธุรกิจและเตรียมความพร้อมด้านเงินทุน
4. ให้การสนับสนุนเรื่องของการส่งออกและการเติบโต
ส่วนแนวทางในการผลักดัน และส่งเสริมนวัตกรรมของ Vinnova มีดังนี้
1. ทำการเชื่อมต่อหน่วยงาน หรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน เช่น ภาคการศึกษา กับภาคการวิจัย
2. ทำการกระตุ้นโดยให้เงินสนับสนุนซึ่งหลักเกณฑ์ในการพิจารณา ก็คือ
- เป็นนวัตกรรมที่สนับสนุน และมีความสำคัญต่อยุทธศาสตร์ของประเทศ
- เป็นนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการดูแลรักษาสุขภาพ การแสวงหาแนวทางหรือวิธีการในการเผชิญกับความท้าทายด้านการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของผู้สูงอายุ
- เป็นนวัตกรรมเกี่ยวกับการขนส่งมุ่งเน้นพลังงานทดแทนเพื่อไม่ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อม
- เป็นนวัตกรรมที่สนับสนุนการบริการและไอซีที เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลง และโอกาส ที่เกิดขึ้นต่อสังคม อันมีผลมาจากระบบเทคโนโลยีสารสนเทศการผลิต และการเป็นอยู่ของคนทำงาน
- เป็นนวัตกรรมที่ตระหนักถึงการใช้วัตถุดิบ และทรัพยากรธรรมชาติของประเทศอย่างคุ้มค่าในการผลิตสินค้าและบริการ เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันในตลาดโลก
3. ต้องมีความร่วมมืออย่างน้อยหนึ่งแห่งซึ่งมาจากมหาวิทยาลัย หรือองค์กรวิจัยและค้นคว้าต่างๆ
อย่างไรก็ดี ประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่ นวัตกรรมในความหมายของ VINNOVA นั้นต้องมุ่งหน้าสู่เชิงพาณิชย์ คือต้องกลายเป็นสินค้าและบริการที่ได้ "ขึ้นห้าง" ไม่ใช่ผลการวิจัยที่ "ขึ้นหิ้ง"
" นวัตกรรม คือความเสี่ยง ที่ผู้ประกอบการต้องกล้าเผชิญหน้ากับมัน และไม่ได้ทำขึ้นมาเพื่อหวังผลอย่างอื่น เช่นเพียงแค่ต้องการนำมาใช้เพื่อลดภาษีเท่านั้น" มร.เชลร์ โฮเก้น นายเฟ้ลท์ กล่าว
นวัตกรรมเป็นการนำแนวคิด หรือ ไอเดีย มาทำให้บรรลุผลให้เกิดเป็นรูปธรรม ซึ่งผลลัพธ์ต้องสามารถสร้างคุณค่าที่เพิ่มขึ้นต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งในรูปของตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน
และหนึ่งในโครงการระดับประเทศที่ Vinnova ให้การสนับสนุนพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีนั้นมีชื่อว่า "The Production Leap"
ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีการนำเครื่องมือ Lean ซึ่งอาจสื่อไปในแนวทางของการลดการตัดต้นทุนและรีดไขมันส่วนเกินเข้ามาใช้ก็ตาม ทว่าสาระสำคัญของโครงการกลับมุ่งเน้นความมีส่วนร่วมระหว่างผู้ประกอบการกับทาง Vinnova รวมถึงพนักงานทุกคน หมายถึง ผลลัพธ์ตรงปลายทางจะต้องทำให้ทุกฝ่ายประสบกับคำว่า Win
ตลอดจนโครงการยังมุ่งเน้นการเรียนรู้ในขั้นตอนของการปฏิบัติ หรือ learning by doing โดยทาง Vinnova จะคอยเป็นโค้ชให้คำแนะนำขณะที่ผู้ประกอบการต้องลงมือดำเนินการด้วยตัวเอง
รวมถึง ผู้ประกอบการต้องตระหนักถึง Empowerment คือไม่สั่งการแต่เปิดกว้างให้พนักงานมีอิสระทางความคิดและการทำงาน ..นวัตกรรมที่แท้มักเกิดจากความคิดสร้างสรรค์ไม่ถูกจำกัดด้วยกรอบ
การเรียนรู้องค์กรที่เป็นเลิศ
กรณีศึกษาของ Vinnova ที่ถูกถ่ายทอดในครั้งนี้ เกิดขึ้นจากโครงการ Study Visit Business Excellence through Innovation in Sweden ภายใต้ความร่วมมือของสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ สถาบันเครือข่ายของกระทรวงอุตสาหกรรม (FTPI) และ สถาบันวิทยาการ สวทช. (NSTDA Academy: NSA) หน่วยงานภายใต้สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. (NSTDA) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ซึ่งได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับองค์กรด้วยสร้างนวัตกรรม และสามารถทำได้ด้วยการเข้าไปศึกษาดูงานองค์กรที่มีการบริหารจัดการที่เป็นเลิศ
"สุวรรณ เหรียญเสาวภาคย์" รองผู้อำนวยการสถาบันเพิ่มผลผลิตแห่งชาติ ได้สรุปมุมมองของการเข้าไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานที่ VINNOVA ว่าสวีเดนสามารถสร้างสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อความคิดริเริ่มอย่างแท้จริง ด้วยกำหนดเป็นนโยบายของประเทศว่า ทรัพย์สินทางปัญญาที่ได้จากงานวิจัยและการสร้างนวัตกรรมให้ตกเป็นของผู้ที่ทำวิจัย ดังนั้นจึงเป็นการกระตุ้นให้คนอยากคิดริเริ่ม สำคัญที่สุดก็คือ ได้ให้การสนับสนุนเรื่องของงบประมาณโดยคิดเป็น 3.4% ของจีดีพี ที่นำมาใช้ในเรื่องของ R&D ที่สร้างนวัตกรรม
ส่วนแนวโน้มนวัตกรรมในอนาคตจะเป็นรูปแบบของ Eco -System ซึ่งหมายถึงความคิดริเริ่ม คือไม่มุ่งเน้นที่ลูกค้าเท่านั้น แต่มองถึงผู้ที่เกี่ยวข้องตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า และผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะเป็นนวัตกรรมแบบก้าวกระโดด เหนือกว่าคู่แข่ง แตกต่างจากผลลัพธ์ที่มุ่งเน้นความต้องการลูกค้าเพียงอย่างเดียว ที่อาจทำให้เกิดรูปแบบธุรกิจใหม่ ที่แค่สร้างผลกำไรในระดับหนึ่งเท่านั้น
และมองว่าโครงการพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีของ Vinnova เป็นการมองระยะยาว มีความต่อเนื่อง ทั้งยังมุ่งเน้นถึงการปรับมุมมองของทั้งตัวของผู้ประกอบการและพนักงาน ช่วยสร้างวัฒนธรรมการมีส่วนร่วม ซึ่งต่างไปจากการสนับสนุนขอวหน่วยงานภาครัฐไทย ที่เน้นระยะสั้นไม่มีความต่อเนื่อง ด้วยเหตุผลสำคัญก็คือ งบประมาณที่มีจำกัดและถูกจัดสรรปีต่อปีต่อปี นอกจากนี้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยเองก็ไม่ได้ให้ความสำคัญกับเรื่องอื่นๆ ไปกว่าการบริหารจัดการประแสเงินสดเท่าไหร่นัก









