"เกศรา" มั่นใจมาตรการคุมวงเงินหุ้นร้อน "ไม่ลิดรอนสิทธิ์-แทรกแซงลงทุน" ระบุจะคุมเฉพาะบัญชีที่ซื้อขายผิดปกติ
จากกรณีที่สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย ได้ออกแนวทางควบคุมหุ้นที่มีการซื้อขายร้อนแรง ซึ่งเป็นมาตรการที่บริษัทหลักทรัพย์บางแห่งดำเนินการกันเอง โดยการควบคุมวงเงินในการซื้อขายในบัญชีทุกชนิด
นางเกศรา มัญชุศรี กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ตลาดหลักทรัพย์ มองเป็นสิ่งที่ดี ที่สมาคมบริษัทหลักทรัพย์มีแนวทางการกับดูแลการซื้อขายของสมาชิกกันเอง โดยจะดูแลเฉพาะบัญชีที่มีความผิดปกติเท่านั้น
"เรื่องดังกล่าวถือว่าเป็นเรื่องดีที่สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ จะหาแนวทางควบคุมหุ้นที่มีความร้อนแรง ซึ่งสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ คงได้มีการหารือกับสมาชิกและน่าจะได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกแล้ว และมีความเห็นตรงกันให้ใช้มาตรการดังกล่าว" นางเกศรา กล่าว
ทั้งนี้ นางเกศรา กล่าวยืนยันว่า การลดวงเงินซื้อขายหุ้นที่มีความเคลื่อนไหวผิดปกติ 20-50% ของโบรกเกอร์ที่ประกาศออกมา ถือว่าไม่เป็นการลิดรอนสิทธิ์ของนักลงทุน เนื่องจากจะมีการตักเตือนก่อนตัดวงเงิน และจะใช้กับบางบัญชีที่ซื้อขายผิดปกติเท่านั้น ไม่ได้ใช้กับทุกบัญชีที่ซื้อขายหุ้นตัวนั้นๆ และไม่ขัดกับนโยบายที่ต้องการให้นักลงทุนดูแลตัวเอง และไม่ขัดต่อเจตนารมณ์ ของตลาดหลักทรัพย์ที่ส่งเสริมให้นักลงทุนสามารถซื้อขายหุ้นได้อย่างเสรี ซึ่งตลาดหลักทรัพย์จะไม่เข้าไปควบคุม เนื่องจากเป็นการดำเนินการของโบรกเกอร์ด้วยกันเอง ที่ต้องการควบคุมความผิดปกติ
นอกจากนี้การดำเนินการดังกล่าว จะมีการเข้าไปตรวจสอบหากพบการกระทำเข้าข่ายผิดปกติ บริษัทหลักทรัพย์จะมีการแจ้งเตือนไปยังนักลงทุนให้หยุดพฤติกรรมก่อน ไม่ได้ปรับลดวงเงินการซื้อขายทันทีทันใด
"มองว่าเกณฑ์ดังกล่าว ไม่ขัดกับนโยบายของตลาดหลักทรัพย์ ที่ต้องการให้นักลงทุนดูแลตัวเอง สิ่งที่ออกมาเป็นการตัดสินใจของโบรกเกอร์ เพื่อควบคุมความผิดปกติของการซื้อขาย ส่วนตลาดหลักทรัพย์ จะตรวจสอบต่อเนื่องกับหุ้นที่ซื้อขายผิดปกติ โดยร่วมมือกับ ก.ล.ต. และสมาคมโบรกเกอร์ใกล้ชิด" นางเกศรา กล่าว
นางเกศรา กล่าวต่อว่า ในต่างประเทศก็มีการทำในรูปแบบที่ใกล้เคียงกัน แต่ตลาดหุ้นไทยมีปัจจัยที่เฉพาะตัว ทำให้ต้องมีมาตรการดังกล่าวออกมา ในการตรวจสอบการกระทำความผิดในตลาดหุ้น สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ และสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด
ดังนั้นต้องแยกการซื้อขายที่ผิดปกติ และการตรวจสอบการกระทำความผิดในตลาดทุนออกจากกัน ในส่วนตลาดหลักทรัพย์หากพบการกระทำที่น่าสงสัยในตลาดทุน จะขอข้อมูลจากบริษัทหลักทรัพย์ และส่งต่อไปยัง ก.ล.ต.เพื่อตรวจสอบในขั้นต่อไป
ด้านแหล่งข่าวบริษัทหลักทรัพย์ กล่าวว่า การดำเนินมาตรการดังกล่าวถือว่าน่าห่วง เพราะการซื้อขายวันที่ 5 พ.ย.ที่ผ่านมา เมื่อมีกระแสข่าวนี้ออกมา ส่งผลกระทบให้หุ้นปรับตัวลดลงทันที แสดงให้เห็นถึงความกังวลในตลาดทุนต่อมาตรการดังกล่าว
ทั้งนี้มองว่าหากตลาดหลักทรัพย์ จะดำเนินมาตรการนี้จริง จะส่งผลให้มูลค่าการซื้อขายต่อวันปรับตัวลดลงทันทีในระยะสั้น และอาจส่งผลให้ดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงแรงในทันทีได้ เพราะตลาดทุนในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยนักลงทุนขนาดกลางและขนาดใหญ่ และจะมีจำนวนไม่น้อยที่จะเข้าหลักเกณฑ์ดังกล่าว และทันทีที่ตลาดหลักทรัพย์กำหนดเวลาการใช้มาตรการ นักลงทุนเหล่านี้จะทิ้งหุ้นลงในตลาดก่อนที่จะมีการใช้มาตรการ
ขณะที่สำนักงานก.ล.ต. เปิดเผยสถิติตลาดทุนไตรมาส 3 ปีนี้ ปรากฏว่า รับเรื่องร้องเรียนรวม 39 เรื่อง เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีการร้องเรียน 33 เรื่อง โดยเรื่องที่ถูกร้องเรียนมากที่สุดคือ การกระทำอันไม่เป็นธรรม ได้แก่ การปั่นหุ้น การแพร่ข่าว การใช้ข้อมูลภายในการซื้อขายหลักทรัพย์ โดยมีจำนวน 19 เรื่อง รองลงมาคือการประกอบธุรกิจโดยไม่มีใบอนุญาต 14 เรื่อง และการปฏิบัติหน้าที่ของผู้แนะนำการลงทุน 6 เรื่อง
ขณะที่มีจำนวนเรื่องที่ยุติหรือส่งต่อไปยังหน่วยงานอื่น 32 เรื่อง จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมี 19 เรื่อง
ด้านการบังคับใช้กฎหมายในไตรมาส 3 ปีนี้ สั่งพักผู้แนะนำการลงทุน 6 ราย จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมี 5 ราย และมีการสั่งพักผู้บริหาร บล.หรือบลจ. 1 ราย
ในส่วนของมูลค่าการเสนอขายตราสารทุนไตรมาส 3 ปีนี้ มีมูลค่ารวม 42,453.99 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 14,546 ล้านบาท โดยส่วนใหญ่เป็นการขายหุ้นให้บุคคลในวงจำกัด (PP) 40,437.85 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีเพียง 96 ล้านบาท ส่วนการขายหุ้นให้ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก (IPO) มีมูลค่า 1,711.20 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันปีก่อนมีมูลค่า 13,767 ล้านบาท
ส่วนการขายหุ้นให้กรรมการและพนักงาน (ESOP) ในไตรมาส 3 ปีนี้ อยู่ที่ 211.60 ล้านบาท และประชาชนทั่วไป (PO) อยู่ที่ 93.33 ล้านบาท









