ปตท.สผ.รายงานกำไรงวดไตรมาส 3 ปีนี้ลดลง 16% จากงวดเดียวกันปีก่อน เหตุค่าใช้จ่ายตัดหลุมสำรวจเพิ่มขึ้น
บริษัทปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม (PTTEP) รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 3/57 มีกำไรสุทธิ 15,283.89 ล้านบาท ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 17,810.58 ล้านบาท ส่วนงวด 9 เดือนมีกำไรสุทธิ 45,905.35 ล้านบาท จากช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 48,742.37 ล้านบาท
ขณะที่ผลประกอบการในรูปสกุลเงินดอลลาร์ บริษัท ปตท.สผ.จะมีผลการดำเนินงานในไตรมาส 3 ปี 2557 มีกำไรสุทธิ 477 ล้านดอลลาร์ ลดลงจ่านวน 89 ล้านดอลลาร์หรือลดลง 16% เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิสำหรับไตรมาส 3 ปี 2556 จำนวน 566 ล้านดอลลาร์ โดยมีสาเหตุหลักจากค่าเสื่อมราคาที่สูงขึ้น 256 ล้านดอลลาร์ ในโครงการพีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย ซึ่งเริ่มมีการขายน้ำมันดิบในเดือนส.ค.2556 และจากโครงการคอนแทร็ค 4 ตามสินทรัพย์พร้อมใช้งานและปริมาณการผลิตที่เพิ่มขึ้น
ค่าใช้จ่ายในการสำรวจปิโตรเลียมเพิ่มขึ้น 77 ล้านดอลลาร์ จากค่าใช้จ่ายในการตัดจ่าหน่ายหลุมสำรวจของโครงการพีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย และโครงการเคนยา แอล 10 เอ ในขณะที่ค่าใช้จ่ายการดำเนินงานลดลง 40 ล้านดอลลาร์ จากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการถือสัดส่วนของโครงการ แคนาดา ออยล์ แซนด์ เคเคดี ที่ได้ด่าเนินการตามเงื่อนไขเสร็จสิ้นในเดือนพฤษภาคม 2557 ตามสัญญาโอนคืนสิทธิหน่วยลงทุนในห้างหุ้นส่วน (Partnership Units Redemption Agreement หรือ PURA)
อย่างไรก็ดี รายได้จากการขายเพิ่มขึ้นจำนวน 183 ล้านดอลลาร์ จากปริมาณการขายเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นเป็น 325,248 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน โดยเพิ่มขึ้นจากโครงการพีทีทีอีพี ออสตราเลเชีย และโครงการซอติก้า (ไตรมาส 3 ปี 2556 : 286,578 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน) ขณะที่ราคาขายเฉลี่ยลดลงเป็น 65.15 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ (ไตรมาส 3 ปี 2556 : 65.71 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบ)
รายงานระบุว่า กำไรจากรายการ Non-Recurring สำหรับไตรมาส 3 ปี 2557 จ่านวน 51 ล้านดอลลาร์เพิ่มขึ้น 85 ล้านดอลลาร์ จากงวดเดียวกันปีก่อน ที่มีขาดทุนจากรายการ Non-Recurring จำนวน 34 ล้านดอลลาร์ ส่วนใหญ่มาจากกำไรจากอนุพันธ์ทางการเงินเพิ่มขึ้นจากการ mark-to-market ของสัญญาประกันความเสี่ยงราคาน้ำมัน เนื่องจากราคาซื้อขายล่วงหน้า (forward price) ณ วันที่ 30 ก.ย.2557 ลดต่ำกว่าราคาที่ประกันความเสี่ยงไว้
นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ PTTEP เปิดเผยว่า ปริมาณการขายจะเติบโตโดยรวมที่ประมาณ 8% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา โดยส่วนใหญ่มาจากโครงการซอติก้า และการเข้าซื้อกิจการ เฮสส์ ไทยแลนด์ ในช่วงครึ่งปีแรกของปี ซึ่งโครงการดังกล่าวเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ ปตท.สผ. มีการเติบโตอย่างต่อเนื่องถึงปี 2558
ขณะที่ คาดการณ์ว่าแนวโน้มราคาน้ำมันดิบซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลกระทบต่อผลประกอบการของบริษัท ยังคงมีความผันผวนอย่างต่อเนื่อง โดยมีปัจจัยลบมาจากปริมาณน้ำมันดิบที่คาดว่ายังคงมีมากในตลาดจากการผลิตของลิเบียกลับมาผลิตน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น และความเป็นไปได้ที่อิหร่านจะกลับมาส่งออกน้ำมันดิบอีกครั้ง หากสามารถบรรลุข้อตกลงในการเจรจาด้านนิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านและ 6 ชาติมหาอำนาจในเดือนพ.ย.นี้ ประกอบกับปัจจัยทางเศรษฐกิจของยุโรป ญี่ปุ่น และ จีน ที่ยังคงซบเซาอย่างต่อเนื่องส่งผลกดดันต่อราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง สำหรับในแง่บวกมีปัจจัยด้านสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ความต้องการใช้น้ำมันดิบเพิ่มขึ้นในฤดูหนาว รวมถึง โอเปคอาจจะปรับลดกำลังการผลิตสำหรับปี 2558 ในระหว่างการประชุมเดือนพ.ย.นี้
ทั้งนี้บริษัทปตท.สผ.มีผลิตภัณฑ์หลัก คือ ก๊าซธรรมชาติ คิดเป็นประมาณ 67% ของปริมาณการขายทั้งหมด โดยราคาขายก๊าซธรรมชาติอ้างอิงราคาน้ำมันประมาณ 30-50% และมีการปรับราคาตามสัญญาซื้อขายก๊าซฯ ของแต่ละโครงการในทุก ๆ 3 เดือน 6 เดือน หรือ 1 ปี ทำให้แนวโน้มการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันในระยะสั้น ไม่ส่งผลกระทบต่อราคาก๊าซฯมากนัก
ส่วนน้ำมันดิบและคอนเดนเสท คิดเป็นประมาณ 33% ของปริมาณการขายทั้งหมด ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการที่ราคาน้ำมันปรับตัวลดลง อย่างไรก็ตาม บริษัทได้มีการบริหารความเสี่ยงจากความผันผวนของราคาน้ำมัน โดยการทำอนุพันธ์ประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันสำหรับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมของกลุ่มบริษัท โดยใช้ราคาน้ำมันดิบแบรนท์เป็นราคาอ้างอิง
สำหรับไตรมาสที่ 4 ปีนี้ บริษัทปตท.สผ. ได้ทำอนุพันธ์ประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันประมาณ 70% ของปริมาณการขายน้ำมันและคอนเดนเสท ขณะที่ภาวะเศรษฐกิจ และเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่อาจส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทปตท.สผ. ได้เริ่มโครงการ “SAVE … to be SAFE” โดยมีเป้าหมายเพื่อให้มีการบริหารการใช้จ่ายและการลงทุนให้เกิดประสิทธิภาพเต็มที่ ซึ่งจะรวมถึงการปรับปรุงกระบวนการทำงาน การลดค่าใช้จ่ายการดำเนินงานที่ไม่จำเป็นในระยะสั้น และ มีการทบทวนแผนงานและงบประมาณให้สอดคล้องกัน









