(รายงาน) "อีรี่" รุกวิจัย "ข้าวทนร้อน" สร้างความมั่นคงอาหาร
สถาบันวิจัยข้าวนานาชาติหรืออีรี่ ได้ออกมาประกาศผลการวิจัยข้าวสายพันธุ์ใหม่ที่จะเพิ่มผลผลิตและความทนทานต่อสภาวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงมากขึ้น ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการลดความกังวลเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหาร
นายสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง กรรมการสถาบันอีรี่ กล่าวว่า จากสภาวะโลกร้อนที่ทำให้น้ำทะเลหนุนสูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้พื้นที่สำหรับปลูกพืชหายไป ผลผลิตต่อไร่ลดลง ทางอีรี่ได้ศึกษาเรื่องนี้และสร้างสมมุติฐานกรณีเมื่อน้ำทะเลสูงขึ้น1เมตรพื้นที่การปลูกข้าวจะหายไปอย่างมหาศาล เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในที่ลุ่ม ปัญหานี้ทำให้ทั่วโลกมีความกังวลเรื่องความมั่นคงทางด้านอาหารว่าจะมีปริมาณที่ลดลงในอนาคต
ดังนั้นประเทศที่ไม่สามารถผลิตข้าวได้ในปัจจุบันหรือผลิตได้ไม่เพียงพอกับความต้องการ จึงออกไปหาพื้นที่ปลูกอื่น เช่น ประเทศตะวันออกกลาง ไปทดลองปลูกในแอฟริกาใต้ จีน เวียดนามเข้าไปลงใน กัมพูชา พม่า เป็นต้น ซึ่งการดำเนินการเหล่านี้สามารถทำได้ง่ายขึ้น โดยเป็นไปตามเงื่อนไขของข้อตกลงองค์กรระหว่างต่างประเทศต่างๆ
ขณะเดียวกันความกังวลเรื่องสุขภาพ ทำให้ผู้บริโภค มีความต้องการสารอาหารในข้าวมากกว่าคาร์โบไฮเดรต ดังนั้นเพื่อให้ก้าวผ่านปัญหาเหล่านี้ อีรี่จึงมุ่งการวิจัยพันธุ์ข้าวที่ทนร้อน สามารถปลูกได้ในน้ำเค็ม ให้ผลผลิตต่อไร่ที่ดี ซึ่งการวิจัยได้ก้าวหน้าไประดับหนึ่งแล้ว อีกทั้งในเร็วๆนี้อีรี่จะประกาศผลการวิจัยพันธุ์ข้าวที่มีวิตามินเอ เบตาแคโรทีน ด้วย
"ผลผลิตข้าวที่มีมากในโลกนี้ ส่วนหนึ่งยังมีปัญหาเรื่องการขาดแคลนในผู้บริโภคบางกลุ่มทั้งเชิงปริมาณและ การขาดแคลนธาตุอาหาร ดังนั้น เขาต้องการพันธุ์ข้าวตรงนี้ ถ้าการวิจัยประสบผลสำเร็จและมีการนำไปต่อยอดจะทำให้ข้อกังวลต่างๆคลายลง"
ส่วนสถานการณ์การผลิตและการค้าข้าวของโลกนั้น จีนและอินเดีย เป็นรายใหญ่ที่สุดในโลก มีปริมาณข้าวที่ออกสู่ตลาดรวมกันถึง140 ล้านตันข้าวสาร
ในขณะที่มีผู้ผลิตข้าวรายเล็กคือไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย ที่ผลผลิตเพียงพอกับความต้องการเหลือส่งออก ยกเว้นอินโดนีเซียที่ต้องนำเข้า
อย่างไรก็ตามการส่งออกของไทย ยังมีอุปสรรค จากคู่แข่งที่สำคัญคือเวียดนาม ที่มีศักยภาพการผลิตข้าวขาวได้ในต้นทุนที่ต่ำกว่า ประกอบกับเมื่ออินเดียประกาศนโยบายส่งออกข้าว จะส่งผลกระทบกับการส่งออกข้าวของไทยทันที
"ปี2555เมื่ออินเดียส่งออกข้าวได้10ล้านตัน ทำให้ไทยส่งออกลดลงเหลือ 6.5ล้านตันเท่านั้น ประกอบกับที่ไทยมีโครงการรับจำนำที่ทำให้ราคาข้าวป่วน ข้าวไทยจึงไม่สามารถแข่งขันได้ในตลาด"
จากนโยบายด้านข้าวของประเทศต่างๆ ที่ไม่ชัดเจน ในขณะที่จีนยังนำเข้าข้าวจากเวียดนาม พม่า กัมพูชาแบบกองทัพมด ไม่เปิดเผยอย่างเป็นทางการ องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ หรือเอฟเอโอ ขาดข้อมูลที่ถูกต้อง บางประเทศแจ้งข้อมูลลวง ทำให้การวางแผนผลิตข้าวและการส่งออกข้าวของแต่ละประเทศมีปัญหา
ดังนั้นสถานการณ์ข้างหน้าทุกประเทศจะต้องมาหารือกัน ซึ่งการประชุมของอีรี่ที่จัดขึ้นทุก 4 ปีนี้ จะเป็นเวทีสำหรับการแลกเปลี่ยน องค์ความรู้และข้อมูลต่างๆ ที่สำคัญ จีน อินเดีย ต้องเปิดเผยกันมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม การผลิตข้าวของจีน ยังมีปัญหา และคาดว่าผลผลิตข้าวจะลดลง จากที่ชาวนาอพยพเข้ามาทำงานในเมือง มีสถิติ คือออกจากชนบท 20 ล้านคน/ปี ดังนั้นภาคการเกษตรก็ขาดคน ผลผลิตของข้าวก็ลดลง
นอกจากนี้ภูมิอากาศ ที่เปลี่ยนแปลงเกิดภัยแล้งขึ้นในเขตภาคกลาง เกษตรกรหันมาใช้น้ำบาดาล ดินเริ่มเสียผลผลิตข้าวลดในขณะที่ความต้องการข้าวในประเทศมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งหมดนี้กดดันให้จีนหันไปลงทุนปลูกข้าวในพื้นที่อื่นและมีการนำเข้าข้าวตามแนวชายแดนแต่ละปีจำนวนมาก
สำหรับอินเดีย มีผลผลิตข้าวประมาณปีละ110-120 ล้านตัน ข้าวเปลือก ถ้าผลิตได้เท่านี้จะเหลือส่งออก 10 ล้านตันเท่ากับไทย ในปี57/58 นี้คาดว่า อินเดียจะห้ามส่งออก ดังนั้นจะเป็นโอโอกาสของไทยที่คาดว่าจะส่งออกได้เป็นอันดับ 1 ของโลกอีกครั้งประมาณ 8.7 - 10 ล้านตันข้าวสาร
ทั้งนี้ไทยจะต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากปัจจุบันที่คิดว่าข้าวมันขาด ต้องปรับทัศนคติเกี่ยวกับเรื่องข้าว มาบริหารร่วมกันระหว่างคนผลิตคนซื้อ สร้างราคาเหมาะสมอยู่ได้ทั้งซื้อ ขาย ต้องมีระบบการลงทุนนั้นเป็นการลงทุนระยะยาว ถ้าไทยต้องการตลาดข้าวที่แน่นอนต้องจัดการตลาดส่งออกได้มากกว่านี้ไม่งั้นจะต่อรองราคาได้ยาก









