"โจทย์ของเอสซีจี เวลาคัดเลือกผู้นำ คือ เลือกคนที่มีความดีอยู่ในตัวมากที่สุด ใครจะเป็นคนดีได้มากกว่ากัน"
เป็นที่รับรู้กันอย่างไม่เป็นทางการแล้วว่า “รุ่งโรจน์ รังสิโยภาส” ขุนพลมือหนึ่งจากฟากธุรกิจกระดาษ "เอสซีจี เปเปอร์" หนึ่งในธุรกิจหลักของบริษัทปูนซิเมนต์ไทย จำกัด (มหาชน) หรือเอสซีจี ถูกวางตัวให้รับภารกิจผู้นำองค์กรต่อจาก "กานต์ ตระกูลฮุน" กรรมการผู้จัดใหญ่ ซึ่งมีกำหนดจะเกษียณอายุในราวต้นปี 2559 นี้
ไม่น่าแปลกใจวันที่เอสซีจีเปิดแถลงข่าวสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยในงานบอกเล่า ถึงความสำเร็จในฐานะแชมป์หลายสมัย ในดัชนีวัดประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน จากการจัดอันดับของ Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) จะเห็น "กานต์" กับ "รุ่งโรจน์" เคียงบ่าเคียงไหล่กันอยู่ไม่ห่าง
คล้ายเป็นการส่งสัญญาณ (อย่างเป็นทางการ) ถึง “วาระ” แห่งการ "ส่งไม้ต่อ" ผู้นำคนถัดไป ได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว
เพราะระยะเวลาอีก "ปีเศษ" จากนี้ ตามวิถีปฏิบัติจะเป็นช่วงเวลาสำคัญสำหรับ CEO Trainee หรือ “ผู้นำสอนผู้นำ” เพื่อให้ภารกิจการ "ส่งมอบ" ตำแหน่งสมบูรณ์แบบไร้รอยต่อ
ย้อนกลับไป รุ่งโรจน์เป็น “หัวกะทิ” ที่ผ่านการคั้นจนข้นได้ที่ เขาเริ่มงานกับเอสซีจีทันที หลังเรียนจบปริญญาตรีวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2528 จากนั้นเติบโตมาอย่างต่อเนื่อง เคยผ่านงานมาแล้วทั้งสายงานผลิต งานขาย งานบริหาร และงานวางแผน ทั้งในประเทศและต่างประเทศ
เรียกว่า "ครบเครื่อง" เรียนงานบริหารทั้งทางกว้าง และทางลึก โดยเฉพาะการดำเนินธุรกิจ "ในต่างประเทศ" ซึ่งเป็น "ธงนำ" ที่เอสซีจี กำลังมุ่งไปอย่างไม่ลดละ
โดยเขาเคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ อย่างประธาน บริษัท TileCera Inc. USA รุกธุรกิจเซรามิกในสหรัฐนานถึง 4 ปี ถือเป็นประสบการณ์ในการดำเนินธุรกิจ "นอกอาเซียน" แม้ว่าจะต้องถอยทัพธุรกิจกลับมาตั้งหลักในภายหลัง หันมาโฟกัสตลาดอาเซียน ในยุคที่กานต์เป็นผู้นำ
รุ่งโรจน์ ยังเคยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานวางแผนกลาง เอสซีจี รับผิดชอบการ "วางแผนการลงทุนทั้งหมด" ของเอสซีจี เคยเป็นผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่ ที่รู้ว่าเป็น CFO (ประธานเจ้าหน้าที่บริหารการเงิน) ของเอสซีจี ในปี 2548-2553 ล่าสุดกับการรั้งตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี และกรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปเปอร์ เมื่อ 30 เม.ย.2557
เขายังเป็นผู้บริหารโปรไฟล์ดีตามสูตรเอสซีจี คือ จบปริญญาโทวิศวกรรมศาสตร์ University of Texas at Arlington สหรัฐ แถมท้ายด้วยปริญญาโทบริหารธุรกิจอีกใบจาก Harvard Business School สหรัฐ
เพราะฉะนั้น ถ้าใครอยากมีชีวิตที่ “รุ่งโรจน์” ในเอสซีจี แบบ “ว่าที่” คนถัดไปนี้ ควรจะรีบตั้งอกตั้งใจขยันศึกษา จะได้แทรกตัวเองเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Harvard Business School หนึ่งในหลักประกันความสำเร็จรั้วสถาบันธุรกิจเอสซีจี
“คนในเอสซีจีถ้าผ่านด่านเข้ามาอยู่วงในผู้บริหารระดับสูงแล้ว เรื่องของความสามารถไม่ต้องพูดถึง ต่างคนต่างเก่งเป็นทุนอยู่แล้ว โจทย์ของเอสซีจีเวลาคัดเลือกผู้นำคือ เลือกคนที่มีความดีอยู่ในตัวมากที่สุด ใครจะเป็นคนดีได้มากกว่ากัน นี่คือสิ่งที่เอสซีจีให้ค่า” คนวงในเอสซีจีให้ความเห็น
มีความเชื่อมโยงกันอยู่ไม่น้อยระหว่างการวางตัวพี่ใหญ่ ซึ่งเป็นศูนย์รวมความรักและสามัคคีของคนในครอบครัวเอสซีจี กับการวางธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development : SD)
ก่อนหน้านี้ เอสซีจีถูกจัดอันดับให้เป็นที่ 1 ของโลก ในดัชนีวัดประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน ดาวน์โจนส์ ในสาขาอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และอยู่ในระดับ Gold Class ต่อเนื่องกันเป็นปีที่ 7 เริ่มตั้งแต่ปี 2551 เป็นต้นมา ผู้บริหารมองว่า ความสำเร็จที่ได้มานี้เป็นผลรวมจากการยึดแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนเป็นแผนแม่บทองค์กร
โดย Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) เป็นดัชนีหลักทรัพย์ประเมินประสิทธิผลการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัทชั้นนำระดับโลก ซึ่งกองทุนต่างๆ จากทั่วโลกจะใช้เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาลงทุน ด้วยความเชื่อมั่นว่า บริษัทที่อยู่ใน DJSI จะสร้างผลตอบแทนที่ดีและยั่งยืนให้กับผู้ลงทุน
ในมุมของ "ผู้นำองค์กร" การถูกจัดอันดับให้เป็นมือวางอันดับ 1 ในดัชนีอุดมการณ์ 4 (ตั้งมั่นในความเป็นธรรม, มุ่งมั่นในความเป็นเลิศ, เชื่อมั่นในคุณค่าของคน, ถือมั่นในความรับผิดชอบต่อสังคม) ภายใต้การกลั่นกรองอย่างเข้มข้นของคณะกรรมการบริษัท ผู้สืบทอดตำแหน่ง (successor) คนนั้นๆ ต้องใช้เวลาพิสูจน์ตัวเองหลายปีติดต่อกันกว่าจะขยับจาก Gold Class ไปสู่ Leader ได้ ดังนั้นการได้มาซึ่งเก้าอี้ประมุขสูงสุด คือ ผลรวมของการยึดอุดมการณ์ 4 ในแผนแม่บทของการสร้างภาวะผู้นำ
ในยุคปัจจุบันของกานต์ กว่าจะขึ้นแท่นเบอร์ 1 ได้ ต้องใช้เวลาถึง 22 ปีในการสะสมประสบการณ์ให้เชี่ยวกราก ทว่าในยุคอนาคตอันใกล้ของรุ่งโรจน์นี้ เมื่อนับชั่วโมงบินตั้งแต่วันแรกสตาร์ท กลับใช้เวลามากกว่าถึง 27 ปี ถ้าเผื่อเวลาอีกร่วมสองปีก่อนที่กานต์จะเกษียณ สรุปแล้วรุ่งโรจน์จะใช้เวลาหลอมรวมตัวเองร่วม 29 ปี
ขณะที่แผนการลงทุนตั้งแต่ปี 2558-2562 เอสซีจี กานต์ ระบุว่า เตรียมงบการลงทุน 2-2.5 แสนล้านบาท เพื่อเน้นไปที่การขยายการเติบโตในอาเซียน โดยธุรกิจที่สนใจ ได้แก่ ธุรกิจเทคโนโลยี กระดาษ ปิโตรเคมี และวัสดุดีไซน์ พร้อมกับบอกด้วยว่า เอสซีจีสนใจลงทุนแบบสร้างโครงการใหม่ ทั้งในยุโรป และสหรัฐ ซึ่งได้เจรจามาระยะหนึ่งแล้ว คำพูดของกานต์ จึงมีนัยของการรุกตลาดจากอาเซียน สู่ ตลาดโลก ในช่วงรอยต่อของการบริหารที่จะพ้นมือเขา สู่ ผู้นำคนใหม่
ในปี 2558 ยังเป็นปีที่เอสซีจีจะบรรลุวิสัยทัศน์การเป็นองค์กรที่ได้รับการยกย่องในฐานะเป็นองค์กรแห่งนวัตกรรม และผู้นำธุรกิจอาเซียนอย่างยั่งยืน เป็นแบบอย่างด้านบรรษัทภิบาล และการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามที่ "กานต์" กำหนดวิสัยทัศน์องค์กรไว้
การส่งต่ออำนาจบริหารในยุคผลัดใบจาก “กานต์” มาสู่ “รุ่งโรจน์” คือ pipeline ของการ "ต่อยอด" องค์กรนวัตกรรม-ผู้นำอาเซียน สู่การแข่งขันในเวที "ตลาดโลก" ขององค์กรธุรกิจระดับท็อปของไทยอย่าง เอสซีจี ที่มีขนาดรายได้ปีที่ผ่านมาถึง 4.53 แสนล้านบาท มีกำไร 3.6 หมื่นล้านบาท มีสินทรัพย์กว่า 4.4 แสนล้านบาท









