ยูโรโซน : ธนาคาร 25 แห่งไม่ผ่าน Stress Test การทดสอบภาวะวิกฤติ (Stress Test) ธนาคารยุโรป 130 แห่ง พบว่าธนาคาร 25 แห่งมีแนวโน้มไม่ผ่านการทดสอบ โดยมีฐานเงินทุนต่ำกว่าข้อกำหนดของ ECB ที่ 2.5 หมื่นล้านยูโร (12 แห่งเพิ่มทุนในปี 2557 แล้ว 1.5 หมื่นล้านยูโร และอีก 13 แห่งกำลังจะแก้ไขเรื่องฐานเงินทุนต่ำ) อย่างไรก็ตาม หลังทำการทดสอบ ค่าเงินยูโรแข็งค่าขึ้นเพียงเล็กน้อย บ่งชี้ว่านักลงทุนยังไม่เชื่อมั่นในภาคการเงินและเศรษฐกิจยูโรโซนมากนัก
สหรัฐ : ประชุม FOMC วันที่ 28-29 ต.ค.2557 จับตาดูว่าจะประกาศยุติโครงการ QE3 & และส่งสัญญาณเรื่องอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติมหรือไม่ ในเบื้องต้นเราคาดว่าเฟดจะจบโครงการ QE3 ภายในปี 2557 แต่ยังไม่เร่งรีบที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็ว เนื่องจากการเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐยังเปราะบาง และการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกยังล่าช้า
เศรษฐกิจไทยปีนี้อาจโตไม่ถึง 1.5%...ตัวขับเคลื่อนหลักในปี 2558 คือ การใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐ อันเนื่องจากจากมูลค่าส่งออก และการเบิกจ่ายภาครัฐน้อยกว่าคาด (โดยมูลค่าส่งออกอาจติดลบ จากเดิมที่คาดว่าจะมีอัตราทรงตัวที่ 0%) ส่วนการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยไทยยังไม่เกิดขึ้นเร็วๆ นี้ เพราะเศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ช้า รวมทั้งหนี้สินภาคครัวเรือนสูงมากถึง 84% ของ GDP ในด้านการลงทุนภาคเอกชนคาดว่าจะเติบโตไม่มาก เนื่องจากอัตราการใช้กำลังการผลิตในเดือนส.ค.2557 ต่ำเพียง 60.29% (ตัวเลขจากสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม) ทำให้ภาคเอกชนไม่ต้องรีบขยายกำลังการผลิต ดังนั้นปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโตหลักๆ ในปี 2558 คือ การใช้จ่ายและลงทุนภาครัฐ และการขยายตัวที่ดีขึ้นของการอุปโภคบริโภคสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งกลุ่มที่ได้อานิสงค์ทางบวก ได้แก่ ธนาคารพาณิชย์ที่เน้นสินเชื่อภาครัฐ & SME ที่เป็น Supply Chain ของโครงการรัฐ, กลุ่มรับเหมา & วัสดุก่อสร้าง, อาหาร, ค้าปลีก, ที่พักอาศัย & ให้เช่าพื้นที่ เป็นต้น
จับตาการแพร่ระบาดของไวรัสอีโบลา ซึ่งขณะนี้มีผู้ติดเชื้อไวรัสอีโบลาแล้วเกือบ 1 หมื่นราย (ไม่รวมที่ไม่ตรวจพบ & ยังไม่แสดงอาการ) และเสียชีวิตแล้วเกือบ 5 พันราย ส่วนใหญ่อยู่ในไลบีเรีย กินี และเซียร์ราลี ภาคตะวันตกของแอฟริกา โดยขนาดเศรษฐกิจ 3 ประเทศนี้คิดเป็น 1% ของ GDP โลก (ที่มา : IMF) ซึ่งดูเหมือนผลกระทบจะไม่มาก แต่ถ้าเชื้อไวรัสแพร่ระบาดออกไปหลายประเทศมากขึ้น ก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจโลกอย่างแน่นอน
กลยุทธ์การลงทุน : การซื้อใหม่ เน้นตามด้วยค่าบวก เนื่องจากปัจจัยทั้งภายนอกและภายในยังไม่ค่อยเสถียรนัก และมีความวิตกกังวล/ความเสี่ยงในหลายจุดดังกล่าวข้างต้น ส่วนปัจจัยที่คาดว่าจะช่วยพยุงตลาด คือ 1. การเก็งกำไรผลประกอบการ 3Q57 และแนวโน้มปี 2558, 2. ความหวังว่าเฟดจะไม่ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็ว, 3. การเข้าซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศ อันเนื่องจากการเปิดกองทุนหุ้น หรือที่มีหุ้นผสมใหม่ๆ และการซื้อ LTF เพื่อใช้ลดหย่อนภาษีหลัง SET Index ปรับลดจากระดับสูงสุดมาแล้ว 5%
หุ้นที่น่าสนใจ : แนะนำเลือกลงทุนในบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวข้องกับการอุปโภค & บริโภคในชีวิตประจำวัน มีเครือข่ายสาขากว้างขวาง มีการกระจายรายได้และฐานลูกค้าที่ดี และเติบโตได้ต่อเนื่องในระยะกลาง-ยาว (Defensive Play) ได้แก่ KBANK, CPALL, CPF, GFPT, TUF, BTS, TTW, AP, PS, SPALI, CPN, CK, STEC, SCC เป็นต้น









