มีมุมมองบวกต่อผลประกอบการ
ประเด็น
ประเด็นสำคัญจากการเข้าพบผู้บริหารวานนี้ (15 ต.ค. 57 )
1. รายได้ 3Q57 จะเติบโตอย่างมีนัยสำคัญทั้ง YoY และ QoQ และตั้งเป้าหมายรายได้ปี 58 เติบโต 20-25% มาอยู่ที่ระดับ 1.2 พันล้านบาท จากการทำการตลาด, การออกผลิตภัณฑ์ใหม่และการขยายช่องทางการขายมากขึ้น
2. มีแนวโน้มเพิ่มสัดส่วนการผลิตสินค้าเองมากขึ้น จากระดับปัจจุบัน 20% เพิ่มขึ้นเป็น 50%
3. การตั้งสำรองการด้อยค่าของธุรกิจเดิม จะสามารถตัดหมดได้ภายใน 1-2 ปี
4. สัดส่วนรายได้จากการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นได้อีก จากสินทรัพย์ที่ดินและคลังสินค้า ที่มีอยู่ในมือจำนวนมาก
ผลกระทบ / ความเห็น
มีมุมมองบวกต่อ KAMART มากขึ้น เราคลายความกังวลในส่วนของเงินทุนหมุนเวียนอยู่ในระดับสูง หลังได้รับการยืนยันจากผู้บริหารถถงแนวโน้มอัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือ (Inventory turnover) ที่จะมีแนวโน้มดีขึ้นในอนาคต จากปัจจุบันที่อยู่ในระดับต่ำที่ 1.5 เท่า (หรือเทียบเท่า 240 วัน) ซึ่งเป็นผลกระทบจากสินค้าคงคลังธุรกิจเดิม โดยหลังจากที่บริษัทตั้งสำรองการด้อยค่าธุรกิจเดิมและสินค้าล้าสมัยออกไป เราเชื่อว่าอัตราหมุนเวียนของสินค้าคงเหลือจะมีแนวโน้มที่ดีขึ้นเป็น 3.5 เท่า เทียบเท่า 100 วัน ภายใน 2–3 ปี และส่งผลดีต่อการลดลงของระดับเงินทุนหมุนเวียน นอกจากนี้ หลังบริษัทไม่มีภาระการตั้งสำรองการด้อยค่าธุรกิจเดิม จะเป็นการปลดล็อคผลประกอบการ กำไรสุทธิมีโอกาสเติบโตก้าวกระโดด
อัตรากำไรอยู่ในระดับที่น่าพอใจ แม้แนวโน้มค่าใช้จ่ายในการทำการตลาดจะสูงขึ้น จากการเพิ่มการโฆษณาสินค้าและการสร้างแบรนด์อย่างจริงจัง แต่เราเชื่อว่า KAMART จะสามารถรักษาอัตรากำไรสุทธิราว 20% เอาไว้ได้ จากการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีอัตรากำไรสูง และหันมาเพิ่มสัดส่วนการผลิตสินค้าเอง เริ่มเห็นผลชัดเจนใน 2Q56 แล้ว ที่มีอัตรากำไรขั้นต้น 53% สูงสุดในรอบ 10 ไตรมาส เราคาดว่ากำไรจะยังเติบโตต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง โดย 3Q57 คาดจะมีกำไรสุทธิราว 53 ล้านบาท จากสมมติฐานเบื้องต้นรายได้ +10% QoQ นอกจากนี้ เศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัว, การขยายช่องทางการขายในโมเดิร์นเทรดและต่างประเทศ มีโอกาสหนุนให้รายได้ในปีหน้าเติบโต 20% มาอยู่ที่ 1.2 พันล้านบาทได้ หากคงอัตรากำไรสุทธิ 20% ในปี 58 จะมีกำไรสุทธิอยู่ในระดับ 240 ล้านบาท
มีศักยภาพสร้างรายได้ได้อีกมาก KAMART จะยังไม่หยุดเติบโต จากแผนแตกไลน์การผลิตในกลุ่มผลิตภัณฑ์สปา สร้างฐานลูกค้ากลุ่มที่มีอายุมากขึ้น จากฐานลูกค้าเดิมที่จำกัดในกลุ่มวัยรุ่นและวัยทำงาน นอกจากนี้สินทรัพย์ที่ดินและโรงงานของบริษัท ที่อยู่ในทำเลที่มีศักยภาพสามารถสร้างมูลค่าเพิ่มได้อีกมาก เรามองว่ามีโอกาสที่รายได้จากส่วนนี้เพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า จากปัจจุบันที่มีรายได้จากอสังหาริมทรัพย์เพื่อการลงทุนราว 30 ล้านบาท
คำแนะนำ / เหตุผล
เราอยู่ในระหว่างทบทวนคำแนะนำ ประมาณการ และมูลค่าเหมาะสม อย่างไรก็ตามเรามีมุมมองบวกต่อแนวโน้มผลการดำเนินงานที่ยังอยู่ในช่วงการเติบโต และฐานะทางการเงินไม่น่ากังวล จะยังมีการจ่ายเงินปันผลต่อเนื่อง โดย Consensus ให้ค่าเฉลี่ยมูลค่าเหมาะสม 7.30 บาท เทียบเท่า 17xP/E’58 ถือว่ายังถูกเมื่อเทียบกับอุตสาหกรรมที่ซื้อขายที่ P/E เฉลี่ย 28 เท่า








