พาณิชย์เตรียมถกผู้ประกอบการสินค้าอินทรีย์ กำหนดแผนสนับสนุนหวังไทยเป็นฮับสินค้าอินทรีย์แห่งอาเซียน
คาดขอเป็นมาตรการทางภาษีภายใต้เหตุผลธุรกิจเพื่อสังคม เชื่อทำให้ผู้ค้าไทยและเกษตรกรเข้มแข็ง ส่งผลภาคการผลิต
จากกระแสความนิยมการบริโภคสินค้าเพื่อสุขภาพที่มีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้กระทรวงพาณิชย์เห็นถึงโอกาสสำคัญในการสนับสนุนสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อแสดงศักยภาพสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยในระดับสากล ตลอดจนเพิ่มมูลค่าสินค้าให้แก่เกษตรกรไทย
นางมาลี โชคล้ำเลิศ ผู้ตรวจราชการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่าได้กำหนดยุทธศาสตร์เพื่อผลักดันให้สินค้าอินทรีย์ ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ยุทธศาสตร์ในการสนับสนุนเชิงนโยบาย ซึ่งอยู่ระหว่างการประสานกับผู้ประกอบการ ทั้งส่วนผู้ค้าผู้ผลิตและเกษตรกรให้ประชุมหารือร่วมกันเพื่อหาข้อสรุปนโยบายที่ควรได้รับการสนับสนุน เบื้องต้นอาจมีการเสนอให้สิทธิพิเศษทางภาษีกับสินค้าอินทรีย์ ถือว่าเป็นสินค้าที่ทำประโยชน์ให้กับสังคม รวมทั้งในส่วนของสิ่งแวดล้อม และการให้ความเป็นธรรมกับภาคการเกษตร
โดยขณะนี้รัฐบาลกำลังมีแผนปรับโครงสร้างทางภาษีการเสนอแนวคิดดังกล่าวจะมีโอกาสประสบความสำเร็จได้ง่าย และอาจมีแนวทางเชิงนโยบายอื่นเพิ่มเติม ซึ่งต้องรอข้อสรุปจากภาคเอกชนที่ชัดเจนอีกครั้ง ว่าจะมีข้อเสนออย่างไรบ้าง
นอกจากนี้ แผนการสนับสนุนเชิงนโยบาย อาจเป็นในรูปการลดต้นทุน ด้านการตรวจมาตรฐานอินทรีย์ ซึ่งปัจจุบันมีต้นทุนสูงเพราะยังไม่มีมาตรฐานสินค้าอินทรีย์ที่เป็นสากล และได้รับการยอมรับจากทุกตลาดส่งออก เพราะแต่ละประเทศจะกำหนดมาตรฐานของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ ยุโรป หรือญี่ปุ่น ซึ่งเป็นตลาดหลักของสินค้าประเภทนี้
ส่วนไทยมีมาตรฐานของตัวเอง แต่ก็ยังไม่ได้รับการยอมรับจากตลาดอื่นๆ เช่นกัน โดยแผนการลดต้นทุนในเบื้องต้น จะเน้นการประสานกับเกษตรกรให้รวมตัวกัน เพื่อดำเนินการตรวจมาตรฐานในครั้งเดียว เพื่อให้ต้นทุนเฉลี่ยแต่ละรายลดลง แต่แนวทางระยะยาวจะร่วมผลักดันให้เกิดมาตรฐานสากลที่เป็นที่ยอมรับในทุกตลาด
นางมาลี กล่าวอีกว่าสำหรับยุทธศาสตร์อื่นๆ เช่น การสร้างความรู้ความเข้าใจ ด้านการตลาดสินค้าอินทรีย์ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ยุทธศาสตร์การพัฒนาฐานข้อมูลที่ทันสมัยเพื่อใช้ในการวางแผนการตลาดเชิงรุก ยุทธศาสตร์การขยายตลาดสินค้าอินทรีย์ทั้งในและต่างประเทศ และยุทธศาสตร์การสร้างความหลากหลายของสินค้าอินทรีย์ตรงกับความต้องการของตลาด
“การทำสินค้าอินทรีย์ต้องมีการลงทุนทั้งทุนด้านการเพาะปลูกทั่วไปและทุนด้านเวลา ที่ต้องใช้เวลาเตรียมดินอย่างน้อย 3 ปี ซึ่งในช่วงเวลานี้ผู้ประกอบการต้องได้รับการสนับสนุน เพื่อให้อยู่ได้และทำให้จำนวนผู้ผลิตสินค้าอินทรีย์เพิ่มขึ้นเพื่อไทยเป็นศูนย์กลางสินค้าอินทรีย์แห่งอาเซียน” นางมาลี กล่าว
ทั้งนี้มูลค่าการค้ารวมอินทรีย์ของโลก ในปี 2555 เท่ากับ 63,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตลาดใหญ่ที่สุดคือสหรัฐ มูลค่า 22,590 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รองลงมาเยอรมนี มูลค่า 7,040 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และฝรั่งเศส มูลค่า 4,004 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยอัตราขยายตัวรวมเฉลี่ยปีละ 10 % ซึ่งสอดคล้องกับยุทธศาสตร์สินค้าอินทรีย์ของไทยที่จะนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางของอาเซียน
โดยเมื่อปี 2556 คาดการณ์ว่าไทยมีการเพาะปลูกสินค้าเกษตรอินทรีย์พื้นที่รวม 3.14 แสนไร่ เพิ่มขึ้น 13.91% เทียบกับปีที่ผ่านมา โดยเป็นการปลูกข้าวสูงสุด 2.0 แสนไร่ รองลงมาพืชไร่อื่นๆ 6.8 หมื่นไร่และผัก 1.0 หมื่นไร่
ก่อนหน้านี้กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมแผนที่จะดำเนินกลยุทธ์ส่งเสริมการค้าสินค้าเกษตรอินทรีย์ไทยใน 4 ด้าน ประกอบด้วย1. การพัฒนาผู้ประกอบการด้านสินค้าเกษตรอินทรีย์ โดยการอบรมให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการในด้านการตลาดและการทำธุรกิจอินทรีย์ 2. การขยายตลาดสินค้าอินทรีย์ทั้งในและต่างประเทศ 3. การสร้างมูลค่าสินค้าอินทรีย์และผลิตภัณฑ์ เน้นการให้ความรู้และพัฒนาสินค้าใหม่ๆ ตามความต้องการของตลาด รวมทั้งผลักดันให้เกิดการแปรรูปผลิตภัณฑ์อินทรีย์ให้มีความหลากหลายมากขึ้น และ 4. สนับสนุนการสร้างสิ่งอำนวยความสะดวกทางการค้า และการเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ผลิต ผู้ประกอบการทั้งในและต่างประเทศ









