อาจพูดได้ว่าโครงการ "โตโยต้า ธุรกิจชุมชนพัฒน์" ถือเป็น Best Practice นวัตกรรมของการ "ให้" อย่างสร้างสรรค์
อีกทั้งสามารถฝ่าฟันกับความท้าทายซึ่งเกิดจาก ทัศนคติที่ไม่ "เปิดรับ" ของผู้รับ ได้อย่างงดงาม
เพราะแม้จะอยู่ในโหมดของการให้ ซึ่งไม่ใช่เงินทองสิ่งของที่จับต้องได้ แต่การให้ครั้งนี้ เป็นการให้ Know-How ความรู้ ประสบการณ์ ซึ่งเป็นปัจจัยแห่งความสำเร็จของโตโยต้า
นั่นคือ วิถีโตโยต้า (Toyota Way) และ ระบบการผลิตแบบโตโยต้า (Toyota Production System -TPS ) เพื่อทำให้ธุรกิจชุมชนของไทยมีโอกาสเดินตามรอยความสำเร็จ
แนวคิดก็คือ ใครๆ ก็รู้ว่าโตโยต้าเป็นผู้ผลิตรถยนต์ระดับโลก (แน่นอนว่าคงผลิตสินค้าอื่นๆ ไม่เป็น) ทว่าแนวทางและระบบการผลิตดังกล่าวจะสามารถนำทางให้ทุกๆ ธุรกิจผ่านพ้นปัญหา ทั้งยังช่วยสร้างผลกำไรได้อย่างแน่นอน
ถือเป็นการมอบ Asset ที่ล้ำค่าของตัวเองมอบให้กับธุรกิจชุมชน
วัตถุประสงค์เพราะโตโยต้าต้องการจะยกระดับการทำความดีเพื่อสังคมหรือซีเอสอาร์ ไปสู่ขั้นที่เหนือกว่า และมีสโลแกนว่า "ขับเคลื่อนความสุข" เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปี ที่ดำเนินธุรกิจในประเทศไทย
"วุฒิกร สุริยะฉันทนานนท์" ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเชื่อมโยงไปถึงแนวคิดการพัฒนาที่ยัง ยืน (Sustainable Development)
โดยปลายทาง ธุรกิจชุมชนของไทยต้องยืนหยัดอยู่ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง
และเมื่อธุรกิจชุมชนแข็งแรง เศรษฐกิจของประเทศก็ย่อมเข้มเข็งขึ้น ทั้งหมดนี้คือ ความมุ่งหวังของโตโยต้า
เนื่องจากที่ผ่านมามีการศึกษาพบว่าเศรษฐกิจชุมชนถือเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจประเทศไทย ซึ่งมีจีดีพีคิดเป็นมูลค่า 2.8 ล้านล้านบาท เลยทีเดียว
โตโยต้าธุรกิจชุมชนพัฒน์ เปิดตัวเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2556 โดยทางตัวแทนจำหน่ายของโตโยต้าทั่วประเทศทำหน้าที่เป็นแมวมองและคัดเลือกธุรกิจชุมชนเข้าร่วมโครงการ 3 แห่ง ได้แก่ กลุ่มโอทอปธุรกิจชุมชนเสื้อโปโลฮาร์ท สปอร์ต แวร์ จ. กาญจนบุรี หัตถกรรมพื้นบ้านเตยปาหนัน บ้านวังหิน จ. กระบี่ และ แกงไตปลาแม่บ้านเกษตรกรท่าข้ามสัมพันธ์ จ. ตรัง
ส่วนหลักเกณฑ์ในการคัดเลือกที่มุ่งเน้น ก็คือ ต้องเป็นธุรกิจที่ต้องเอื้อประโยชน์ให้ชุมชนอย่างแท้จริง เป็นธุรกิจชุมชนที่กระจายงานให้คนในชุมชนมีโอกาส ทำงานหาเลี้ยงชีพ และเป็นธุรกิจใน 4 คลัสเตอร์ ได้แก่ เสื้อผ้า หัตถกรรม อาหาร และบริการ
จากนั้นก็นำเอาวิถีโตโยต้าและระบบ TPS เข้าไปประยุกต์ใช้ ด้วยกระบวนการ 4 ขั้นตอน นั่นคือ "รู้- เห็น- เป็น -ใจ" ที่ย่อมาจาก 1.การรู้ปัญหาในทุกกระบวนการ 2.การเห็นในปัญหาและแนวทางการแก้ไข 3. ธุรกิจชุมชนต้องทำเป็นด้วยตัวเอง และ 4. ต้องเข้าใจ ใส่ใจ ถูกใจลูกค้า
ทั้งนี้เพื่อมุ่งแก้ปัญหาที่มักพบอยู่บ่อยๆ ในธุรกิจชุมชน ได้แก่ ความสามารถในการผลิต (Productivity) โดยเข้าไปช่วยเพิ่มผลผลิต ช่วยเพิ่มรายได้
การส่งมอบงานตรงเวลา (Delivery) ลดการเสียโอกาสในการขาย เพิ่มความน่าเชื่อถือ เพิ่มโอกาสการส่งออกการควบคุมคุณภาพ (Quality control) ลดของเสียในการผลิต ลดต้นทุน สินค้ามีมาตรฐานการบริหารสินค้าคงคลัง (Inventory management) ลดการสูญเสียต้นทุนที่เกิดจากการบริหารสินค้าคงคลังและการจัดเตรียมวัตถุดิบที่ไม่เหมาะสม ตลอดจนการ บริหารต้นทุนในกระบวนการ (Work in process cost) ลดค่าใช้จ่ายที่เพิ่มต้นทุนการผลิตที่ไม่ก่อให้เกิดประสิทธิภาพ
ทว่าการ "ให้" ถึงแม้เป็นของ "ฟรี" ก็ไม่ได้หมายความว่า ผู้รับจะยินดี "รับ" เสมอไป ด้วยอาจมองไม่เห็นประโยชน์ ไม่เห็นคุณค่า
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การให้ความรู้ การเข้าไปแนะนำวิธีแก้ไขปัญหา ก็ต้องมีช่วงเวลาที่โตโยต้าต้องเข้าไปศึกษาถึงต้นตอ ที่มาของอุปสรรค ความผิดพลาดที่เกิดขึ้น จนอาจนำไปสู่ความคิดที่ว่า โตโยต้าเข้าไปจับผิด โตโยต้าเข้าไปหาทางเรียนรู้เพื่อจะมาผลิตแข่งในภายหลัง ฯลฯ
โตโยต้าจึงต้องเริ่มต้นที่ตัวผู้นำธุรกิจชุมชน ให้ยอมรับ และเปิดใจถึงแนวคิดดังกล่าวเป็นลำดับแรก จากนั้นก็ไล่เรียงไปถึงสมาชิกทุกคนที่อยู่ในกลุ่มธุรกิจเดียวกัน ทั้งยังต้องทำการจัดกิจกรรมที่ช่วย "ละลายพฤติกรรม" เพื่อสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ความรู้จักซึ่งกันและกัน
เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการเชื่อและยอมรับว่า โตโยต้านำเสนอวิธีการที่ดี ที่ช่วยให้ทำงานที่ดีกว่า และเพื่อทำให้เกิดผลงานที่ดียิ่งกว่า
อย่างไรก็ดี ธุรกิจที่คัดเลือกเข้าโครงการในปีแรก ที่สุดจะต้องกลายเป็นโรลโมเดลให้กับรายอื่นๆ ได้เห็นถึงความสำเร็จ และสามารถถ่ายทอดความรู้ที่ได้รับจากโตโยต้าไป ให้ธุรกิจชุมชนรายอื่นๆ ในลำดับต่อไป ดังนั้นความพร้อมของธุรกิจชุมชนแต่ละแห่งในการเปิดรับ และเดินบนเส้นทางที่ทางโตโยต้าได้นำเสนอ จึงเป็นองค์ประกอบที่ต้องนำมาประเมินและมองข้ามไปไม่ได้
"โครงการถือเป็นเรื่องใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าคนรับมองไม่ออก หรือไม่คิดว่าเป็นประโยชน์ ก็ป่วยการ ผมต้องใช้คำนี้เลย เพราะก่อนทำเราจะไปอธิบายว่าเรามีความรู้แบบนี้ เราเชื่อว่ามีประโยชน์กับเขา และมีความเป็นไปได้ว่าจะทำสำเร็จอย่างไร หนึ่ง สอง สาม ถ้าเขามองไม่ออกว่าทำแล้วจะได้อะไร เราจะให้เวลาเขาไปค้นหาคำตอบ และให้คนมองออกได้ทำก่อน"
วุฒิกร กล่าวว่า ได้วางแผนขยายผลการดำเนินงานต่อด้วยการเข้าไปสอนวิชาให้ธุรกิจชุมชนเพิ่มขึ้นอีก 3 แห่ง ซึ่งคาดว่าจะอยู่ในภาคเหนือ ภาคตะวัน ออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนล่าง เพื่อสุดท้ายจะทำให้แต่ละทุกภูมิภาคมีศูนย์ต้นแบบให้ผู้สนใจได้เข้าสอบถาม และเยี่ยมชม
ขณะที่ในอีก 6 ปีข้างหน้า (พ.ศ. 2562) โตโยต้าจะสามารถขยายโครงการดังกล่าวจนครอบคลุมทุกจังหวัดทั่วประเทศ
วุฒิกรบอกอย่างมั่นใจว่า สำหรับ "โตโยต้าธุรกิจชุมชนพัฒน์" นั้นได้เลยจุดของการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมหรือซีเอสอาร์ไปมากแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นโตโยต้าก็คงไม่ละทิ้ง แต่ยังคงมุ่งขับเคลื่อนกิจกรรมซีเอสอาร์ที่เคยทำมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีอยู่ 4 มิติหลักๆ ได้แก่ 1.ความปลอดภัยในการใช้รถใช้ถนน 2.สิ่งแวดล้อม 3.การศึกษา และ 4.คุณภาพชีวิต
ในสองเรื่องแรกทางบริษัทโตโยต้าฯจะเป็นผู้รับผิดชอบเนื่องจากมีความเกี่ยวพันกับธุรกิจที่ทำโดยตรง อีกทั้งจะเทน้ำหนัก (งบประมาณ) ให้ค่อนข้างมาก ส่วนสองเรื่องหลังนั้นได้ยกหน้าที่ให้กับทางมูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย









