วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

สภาอุตฯจี้'ณรงค์ชัย'กลับใช้แอดเดอร์

สภาอุตฯจี้“ณรงค์ชัย”กลับใช้แอดเดอร์ ยกเลิกระบบ "ฟีทอินทารีฟ" ชี้แรงจูงใจเอกชนน้อย

ส.อ.ท.ยื่นหนังสือ"ณรงค์ชัย" กลับใช้ระบบแอดเดอร์จูงใจผลิตไฟฟ้าพลังงานงานทดแทน 5 ชนิด พร้อมปรับเพิ่มเงินแอดเดอร์ วอนกำหนดสัดส่วนโซลาร์รูฟท็อปเพิ่มเป็น 60% โซลาร์ฟาร์ม40%

นายพิชัย ถิ่นสันติสุข ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานทดแทน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย(ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท.เตรียมยื่นหนังสือถึงนายณรงค์ชัย อัครเศรณี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ในวันนี้(22 ก.ย.)โดยขอให้ปรับเปลี่ยนนโยบายส่งเสริมพลังงานทดแทน ที่ยกเลิกเงินสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนในรูปแบบแอดเดอร์ หรือ เงินส่วนเพิ่มในการรับซื้อไฟฟ้า และเปลี่ยนมาเป็นระบบฟีทอินทารีฟ หรือ การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริงระยะ 25 ปี

ส.อ.ท.มองว่าระบบแอดเดอร์เดิมมีความเหมาะสมอยู่แล้ว โดยรัฐอาจปรับเปลี่ยนรายละเอียดบ้าง ขณะที่ระบบฟีทอินทารีฟ มีข้อเสียตรงที่การกำหนดให้เงินสนับสนุนคงที่ระยะยาว 25 ปี ส่งผลให้เกิดการบิดเบือนกลไกตลาด เพราะในอนาคตเทคโนโลยีพลังงานทดแทนเกิดการเปลี่ยนแปลง ทำให้ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการแพงขึ้นหรือถูกลงได้

"การกำหนดราคาตายตัวระยะยาว 25 ปี จะกลายเป็นความเสี่ยงของภาคเอกชนให้ต้องแบกรับภาระในอนาคตได้ ปัจจุบันสถาบันการเงินไม่กล้าปล่อยกู้ให้กับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ที่ได้รับเงินสนับสนุนฟีทอินทารีฟ และราคาวัสดุอุปกรณ์ด้านพลังงานทดแทนอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงในอนาคต ซึ่งกระทรวงพลังงานยังไม่มีศักยภาพเพียงพอที่จะคาดการณ์ราคาระยะยาวได้"นายพิชัย กล่าว

นอกจากนี้ ส.อ.ท.ยังขอให้ปรับอัตราเงินค่าแอดเดอร์ใหม่ใน 5 เชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า ได้แก่ 1. การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล ขอให้เพิ่มค่าแอดเดอร์จาก 30 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 1 บาทต่อหน่วย 2.การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพหรือ ไบโอแก๊สจากน้ำเสีย ขอให้เพิ่มค่าแอดเดอร์จาก 50 สตางค์ต่อหน่วยเป็น 1 บาทต่อหน่วย 3.การผลิตไฟฟ้าจากหญ้าเนเปียร์ ควรให้ค่าแอดเดอร์ 3.50 บาทต่อหน่วย

4.การผลิตไฟฟ้าจากขยะ ให้ค่าแอดเดอร์เท่าเดิม 3.50 บาทต่อหน่วย แต่ให้ปรับเปลี่ยนระยะเวลาการให้จาก 7 ปี เป็น 10 ปี และ 5.การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม เสนอให้กำหนดค่าแอดเดอร์เป็นราคาเดียวที่ 4.50 บาทต่อหน่วย จากเดิมกำหนดแอดเดอร์ให้พลังงานลมขนาดใหญ่ 3.50 บาทต่อหน่วย ขนาดเล็ก 4.50 บาทต่อหน่วย

นายพิชัย กล่าวว่า ส.อ.ท.เชื่อว่าอัตราที่ภาคเอกชนเสนอให้ปรับเปลี่ยนใหม่นี้ จะช่วยส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันที่มีผู้ประกอบการรายเล็กมาก(วีเอสพีพี)ที่ผลิตไฟฟ้าไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ยื่นและทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับทางการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(พีอีเอ)ไว้ทั้งสิ้น 1,813 เมกะวัตต์ แต่สามารถผลิตได้จริงมีเพียง 721 เมกะวัตต์ หากปรับระบบแอดเดอร์ใหม่จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้ผู้ผลิตสนใจผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้มากขึ้นในอนาคต

"ภาคเอกชนเชื่อว่าระบบแอดเดอร์ดีอยู่แล้วเพียงปรับเงื่อนไขรายละเอียดเล็กน้อยจะจูงใจให้เกิดการผลิตไฟฟ้าพลังงานได้มากกว่าระบบฟีทอินทารีฟ"

ส.อ.ท.ยังเสนอให้ปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ใหม่ จากปัจจุบันที่มีการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์จากโซลาร์เซลล์บนหลังคา(โซลาร์รูฟท็อป)ไม่ถึง 10% ขณะที่การผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่(โซลาร์ฟาร์ม)มีสัดส่วนถึง 90% นั้น ควรปรับสัดส่วนให้เหมาะสมโดยเพิ่มโซลาร์รูฟท็อปเป็น 60% และลดโซลาร์ฟาร์มเหลือ 40% ของการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ทั้งหมด เพื่อให้เกิดการส่งเสริมผลิตไฟฟ้าบนหลังคาให้มากขึ้น