วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธ.ก.ส.พร้อมรับมือข้าวออกสู่ตลาดเดือนหน้า

ธ.ก.ส.พร้อมรับมือข้าวออกสู่ตลาดปลายเดือนตุลาคมนี้ ห่วงข้าวเปลือกเจ้าเหลือตันละ 6,000-7,000 บาท

นายลักษณ์ วจนานวัช ผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เปิดเผยว่า ธ.ก.ส.เตรียมมาตรการพร้อมรับมือปริมาณข้าวที่จะออกช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้แล้ว โดยกำชับให้สาขาเร่งทำความเข้าใจกับสหกรณ์และเกษตรกรลูกค้าถึงมาตรการต่าง ๆ ซึ่งจะช่วยพยุงราคาข้าวหอมมะลิและข้าวปทุม ไว้ได้ตามเป้าหมายของรัฐบาลและคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

ส่วนข้าวเปลือกเจ้านั้น ยอมรับว่าราคายังต่ำกว่าเป้าหมาย โดยเฉพาะช่วงนี้เริ่มมีการขายข้าวของเกษตรกรภาคกลางราคายังอยู่ที่ 7,000-7,500 บาทต่อตันสำหรับความชื้น 15% และอยู่ที่ 6,000-6,500 บาทสำหรับความชื้นที่สูงกว่า โดย ธ.ก.ส.รายงานให้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล รองนายกรัฐมนตรี รับทราบเมื่อวันที่ 12 กันยายนที่ผ่านมา ซึ่ง ธ.ก.ส.ต้องติดตามสถานการณ์ราคาข้าวและรายงานให้ทราบทุกสัปดาห์ เพราะหากเดือนตุลาคมปริมาณข้าวออกมามากจะยิ่งกดดันราคาในตลาดให้ปรับลดลง จึงอาจต้องมีมาตรการเสริมออกมาพยุงราคาแต่จะไม่ใช่การแทรกแซงราคาหรือกลไกตลาด เช่น อาจให้สินเชื่อโรงสีเพื่อเข้าไปรับซื้อราคาข้าว

สำหรับมาตรการดูแลเกษตรกรของ ธ.ก.ส. ล่าสุดพบว่าการประกันภัยนาข้าวมีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว 60,000 ราย พื้นที่ 800,000 ไร่ ส่วนการปรับลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรลูกค้า 3.14 ล้านราย อัตราดอกเบี้ยต่ำกว่าปกติร้อยละ 3 นั้น ทางกรมวิชาการเกษตรกำลังรับขึ้นทะเบียนผู้ปลูกข้าว ล่าสุดขึ้นทะเบียนแล้วกว่า 2 ล้านราย หรือร้อยละ 70 เพื่อให้ต้นทุนการผลิตลงมาอยู่ที่ 4,300 บาทต่อไร่หรือประมาณ 5,000 บาทต่อตัน ซึ่งขณะนี้ยอมรับว่าต้นทุนยังอยู่ที่ประมาณ 6,000 บาทต่อตัน หากขายข้าวได้กว่า 6,000 บาท เกษตรกรก็แทบไม่มีกำไร ธ.ก.ส.จึงจะเข้าไปช่วยเหลือต่อไป

ส่วนการให้สินเชื่อสหกรณ์เพื่อรับซื้อข้าวที่จะออกมานั้น น่าจะเริ่มทันทีปลายเดือนตุลาคมนี้ โดยตั้งวงเงินไว้ 20,000 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยจากสหกรณ์เพียงร้อยละ 1 น่าจะช่วยพยุงราคาได้อีกทางหนึ่ง รวมทั้งยังมีสินเชื่อชะลอการขายข้าวที่ให้กับเกษตรกรที่มียุ้งฉางของตัวเอง ซึ่งเท่าที่สำรวจมีนับ 100,000 รายในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือที่พร้อมเก็บข้าวหอมมะลิ ข้าวเปลือกเหนียวในความชื้นต่ำ ๆ ไว้ได้กว่า 1.5 ล้านตัน โดย ธ.ก.ส.จะให้สินเชื่อร้อยละ 80 ของราคาตลาด หรือประมาณ 12,000 บาทต่อตัน และยังปลอดดอกเบี้ย 4 เดือนอีกด้วย จึงน่าจะจูงใจให้เกษตรกรส่วนใหญ่เข้าร่วมโครงการ

นายลักษณ์ กล่าวถึงมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางว่า ขณะนี้เป็นเพียงช่วงเริ่มต้นโครงการ จึงยังช่วยเหลือบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตรกรไม่ได้มาก หลังจากนี้น่าจะเดินหน้าได้เร็วขึ้น ล่าสุดปล่อยสินเชื่อให้สหกรณ์ไปแล้ว 281 แห่งวงเงิน 2,800 ล้านบาท จากวงเงินที่ตั้งไว้ 10,000 ล้านบาท ซึ่งสหกรณ์ก็ต้องดำเนินการด้วยความระมัดระวังในการรับซื้อราคายางที่ไม่เป็นการแทรกแซงหรือสูงกว่าตลาดมากเกินไปจนจะมีผลเสียตามมาด้วย ส่วนการปล่อยสินเชื่อสนับสนุนการแปรรูปผลผลิตยางอีก 5,000 ล้านบาทนั้น ต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่ง เพราะต้องจัดทำแผนธุรกิจเสนอเข้ามาด้วย โดยน่าจะเห็นชัดเจนอีก 2-3 สัปดาห์ หลังจากนี้ ซึ่งสอดรับกับปริมารผลผลิตที่จะออกมาในช่วงฤดูกาลกรีดยาง อย่างไรก็ตาม การดูแลราคายางให้สูงขึ้นนั้น อาจต้องใช้เวลา เพราะเกี่ยวเนื่องกับตลาดการบริโภคยางในต่างประเทศด้วย ซึ่งหลายประเทศมีปัญหาการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

ส่วนสินเชื่อกรีนเครดิตเพื่อสนับสนุนเกษตรกรอินทรีย์นั้น นายลักษณ์ กล่าวว่าวันที่ 29 กันยายนนี้จะเสนอที่ประชุมบอร์ดให้ขยายขอบเขตการให้สินเชื่อครอบคลุมไปถึงพืชที่เกี่ยวเนื่องกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม การนำไปผลิตพลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนด้วย โดยเตรียมวงเงินไว้ 1,000 ล้านบาท คิดดอกเบี้ยอัตราต่ำสุด ร้อยละ 5 สำหรับสหกรณ์และร้อยละ 7 และจะปรับลดให้ร้อยละ1 ในปีถัดไป หากมีประวัติกาชำระหนี้ที่ดี