ขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดนอก ทพ.วัฒนา ชัยวัฒน์ หุ้นใหญ่ บมจ.แอลซีดี เด็นทัล กระซิบบอกข่าวดีของปี 2558
ทำไมอัตรากำไรสุทธิต่ำจัง? คำถามยอดฮิตที่เหล่านักลงทุนมีต่อ บมจ.แอลดีซี เด็นทัล หรือ LDC ผู้ให้บริการทางทันตกรรมทันตแพทย์เฉพาะทาง ภายใต้แบรนด์ LDC ในช่วงที่บริษัทเดินสายโรดโชว์ 10 จังหวัด
แม้ตัวเลขทางการเงินบางตัวจะไม่ถูกใจนักลงทุน แต่วันแรกของการซื้อขายหุ้น LDC ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) (เข้าตลาดหุ้นวันแรก 2 ก.ย.2557) ราคาหุ้นก็พุ่งชนซิลลิ่ง 30 เปอร์เซ็นต์ ปิดตลาดสวยงามระดับ 4.32 บาท จากราคาไอพีโอ 1.50 บาท ก่อนจะขึ้นไปสร้าง “จุดสูงสุด” ระดับ 6.60 บาท ในวันที่ 4 ก.ย.2557
“ความฮอต” ของหุ้น LDC ถูกการันตี ด้วยการปรากฎชื่อ “ไลท์-ประชา ดำรงค์สุทพธิงศ์” นักลงทุนวีไอรายใหญ่ วัยราวๆ 40 ปี เจ้าของห้อง VIP บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) (บล.ฟิลลิปเป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น LDC) ตัวเลข ณ วันปิดสมุดทะเบียน 29/8/2557 “ประชา” ถือหุ้น LDC 1.2 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.30 เปอร์เซ็นต์
“ผมไม่รู้จักและไม่เคยเจอนักลงทุนวีไอท่านนี้ เขาคงได้สิทธิจองซื้อหุ้นไอพีโอจากโบรกเกอร์ ไม่ได้มาขอซื้อก่อนบริษัทเข้าตลาดหุ้นแน่นอน ผมเซอร์ไพรส์มากที่ราคาหุ้น LDC วิ่งชนซิลลิ่ง ที่ผ่านมาทุกคนทำงานหนัก เดินสายโรดโชว์เจอนักลงทุนกว่า 2,000 คน ตอบแต่คำถามเดิมๆ แม้จะเหนื่อย แต่ก็คุ้มค่า“หนึ่ง-ทันตแพทย์วัฒนา ชัยวัฒน์” กรรมการผู้จัดการ ในฐานะหุ้นใหญ่ 69.40 เปอร์เซ็นต์ บมจ.แอลดีซี เด็นทัล บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week”
มีแผนจ่ายเงินปันผลเป็นของขวัญให้ผู้ถือหุ้นหรือไม่ “คุณหมอ” ส่งเสียงหัวเราะ ก่อนตอบว่า บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผล 40 เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิ หากไม่มีเรื่องเซอร์ไพรส์ ก็คงทำตามที่แจ้งไว้ในไฟลิ่ง
เขานิ่งก่อนตอบคำถามที่ว่า หากอนาคตมีนักลงทุนรายใหญ่สนใจขอซื้อหุ้น LDC จากคุณหมอจะยอมขายหรือไม่ “ถึงวันนั้นค่อยว่ากัน วันนี้ขอทำงานให้หนักสมกับที่นักลงทุนเชื่อมั่นเราก่อน”
“อนาคต LDC อยากขึ้นแท่นมืออาชีพ ด้านบริการทันตกรรมที่มีเครือข่ายใหญ่สุดในเอเชีย” “หมอหนึ่ง” ให้คำมั่นสัญญา
ถามถึง “จุดแข็ง” ของ LDC เขาตอบว่า ข้อแรก ศูนย์ทันตกรรมทั้ง 21 สาขาที่ร่ายล้อมอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑลมีเครื่องมือทางการแพทย์และทันตแพทย์ที่มีความเป็นมาตรฐานเดียวกัน ข้อสอง ต้นทุนการเปิดสาขาของบริษัทค่อนข้างต่ำ ส่วนใหญ่บริษัทเน้นเช่าพื้นที่ stand alone ระยะยาว 12-20 ปี ข้อสาม เรามีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า เช่น ที่จอดรถ เป็นต้น เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องสำคัญของคนไข้บางคน
ส่วนเรื่องที่ LDC ต้อง “เร่งจัดการ” แน่นอนคงเป็นเรื่องที่นักลงทุนไถ่ถามกันมากสุด นั่น คือ “ขยับมาร์จิ้น ถามว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ข้อแรก ต้องขยายสาขาให้ครอบคลุมกรุงเทพและปริมณฑล วันนี้มี 21 สาขา ภายในปี 2560 สาขาต้องเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว หรือประมาณ 40 สาขา ซึ่งแต่ละสาขาจะเน้นพื้นที่ขนาดใหญ่ประมาณ 200 ตารางวาขึ้นไป
ปัจจุบันบริษัทมีสาขาขนาดเล็กที่อยู่ในไฮเปอร์มาร์ทขนาดใหญ่เพียง 1 แห่ง นั่นคือ สาขาบิ๊กซี ลำลูกกา คลอง 4 ซึ่งยอดขายไม่ค่อยดีเท่าไร พูดแบบนี้ไม่ได้หมายว่า อนาคตเราจะไม่เปิดสาขาตามห้างสรรพสินค้า เพราะหากมีโอกาสที่ดีบริษัทก็จะทำ เราไม่ปิดกั้นตัวเอง
ข้อสอง วันนี้คนไข้ยังเข้ามาใช้บริการในบางสาขาน้อยเกินไป ทำให้อัตราการใช้งานของคุณหมอแต่ละท่านต่ำเพียง 62 เปอร์เซ็นต์ เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ ปกติศูนย์ทันตแพทย์จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 น.-19.00 น. ตามสถิติคุณหมอจะให้บริการคนไข้ 5 ชม.ต่อวัน อีก 4 ชม.ส่วนใหญ่ว่างหมดเวลาไปกับการเล่นไอแพด (ยิ้ม) ฉะนั้นช่วงเวลาที่วางเราต้องหางานให้คุณหมอทำ ขอแค่คุณหมอทำงานเพิ่มขึ้นอีกวัน 2-3 ชั่วโมง ก็โอเคแล้ว เครื่องมือทันสมัยแต่ไม่ได้ใช้งานมันไม่ควรเป็นแบบนั้น
จะหาคนไข้มาจากไหน เขาตอบคำถามนี้ว่า เรากำลังเร่งมือทำคอนเทนต์กับบริษัทเอกชนขนาด B+ แม้การทำแบบนี้จะมีมาร์จิ้นน้อยแต่ถือเป็นการปิดช่องว่าง นอกจากนั้นเรายังกำลังศึกษาการขยายฐานลูกค้าต่างประเทศ ด้วยการดีลงานผ่านเอเจนท์ต่างๆ อาจเริ่มจากลูกค้าในแถบ AEC หากไม่มีอะไรผิดพลาด ภายในปี 2558 อาจเห็นสัดส่วนลูกค้าต่างชาติประมาณ 2-3 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพูดเคยกับเอเจนท์
“วันนี้เรายังใหญ่ไม่พอที่จะออกไปตั้งศูนย์ทันตแพทย์ในต่างประเทศ แต่ในอนาคตไม่แน่ เราไม่อยากให้คำมั่นสัญญากลัวทำไม่ได้ เราอยากเป็นเด็กดีของสำนักงานก.ล.ต.”
“หมอหนึ่ง” เชื่อว่า หากเดินตามแผนงานแบบนี้ ภายในปี 2560 ตัวทางการเงินหลายๆตัวจะสวยมาก โดยเฉพาะอัตรากำไรสุทธิจาก 3-5 เปอร์เซ็นต์ จะขยับเป็น “ตัวเลขสองหลัก” อัตรากำไรสุทธิจาก 13-15 เปอร์เซ็นต์ จะทะยานเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รายได้จะแตะระดับ 1,000 ล้านบาท จากปี 2556 ที่มีรายได้ 348 ล้านบาท สาขายิ่งมากตัวเลขยิ่งดี
สำหรับเป้าหมายในปี 2557 รายได้ต้องเติบโต 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 350 ล้านบาท หลังบริษัทมีแผนเปิดสาขาใหม่ 5 สาขา ปัจจุบันเปิดสาขาไปแล้ว 1 แห่ง และกำลังจะเปิดเพิ่มอีก 1 สาขาภายในเดือน ต.ค.นี้ ส่วนที่เหลือกำลังพิจารณาทำเลที่เหมาะสม
“LDC เปรียบเหมือน food court ที่นำร้านอาหารดีๆมารวมตัวอยู่ในแห่งเดียวกัน”
เส้นทางสู่ “ทันตแพทย์”
“หมอวัฒนา” ย้อนประวัติส่วนตัวให้ฟังว่า ครอบครัวชัยวัฒน์เป็นคนชั้นกลางถิ่นฐานเดิมอยู่จังหวัดฉะเชิงเฉา หมอเป็นลูกชายคนโต และมีน้องสาว 1 คน สมัยก่อนพ่อกับแม่มักพูดกรอกหูตลอดว่า โตขึ้นต้องเรียนหมอ บั้นปลายชีวิตจะได้ไม่ลำบาก ตอนนั้นแอบคิดในใจ เรียนหนังสือก็ไม่เก่งผลการเรียนอยู่ลำดับท้ายๆของตารางแล้วจะไปสอบเข้าหมอได้อย่างไร
แต่เหมือนโชคชะตากำหนด มีโอกาสได้ฟังประโยคหนึ่งของอาจารย์ ท่านบอกว่า “คนเราสามารถเรียนหนังสือทันกันได้เสมอ” ประโยคนี้เปลี่ยนชีวิตเลย จากเด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่งและมีความเชื่อมาตลอดว่า คนเราจะเรียนเก่งหรือไม่เก่งขึ้นอยู่กับสมอง หลังจากวันนั้นหมอกลับบ้านหยิบหนังสือมาตั้งหน้าตั้งตาอ่าน บางวันก็ชวนเพื่อนสนิทไปนั่งสมาธิ
คุณเชื่อหรือไม่ จากเด็กที่เรียนธรรมดาๆกลายเป็นเด็กเรียนเก่งขึ้นมาทันที ตอนนั้นหมอคิดแล้วว่า คงทำตามความฝันของพ่อกับแม่ได้ไม่ยาก เมื่อถึงเวลาเลือกสอบเอ็นทรานซ์จึงตัดสินใจเลือกคณะแพทย์เป็นลำดับแรก แต่ดันสอบติดคณะทันตแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ด้วยความมุ่งมั่นอยากสอบติดหมอ ทำให้ตัดใจไม่เรียนทันตแพทย์ ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้าหมออีกครั้ง สุดท้ายสอบข้อเขียนติดแพทย์ทหาร (พระมงกุฎ) ในครั้งที่ 3 ตอนนั้นดีใจมาก แต่ฝันก็สลายหลังสอบตกสัมภาษณ์ เพราะอายุเกินมา 1 เดือน ทำให้เราตัดสินใจกลับไปเรียนทันตแพทย์เหมือนเดิม ใช้เวลาเรียนนานถึง 9 ปี เรียนนานเพราะช่วงแรกๆไม่ยอมไปเรียน ตอนแม่รู้ หลังอาจารย์โทรมาบอกท่านช็อกไปเลย ทำให้รู้ว่าแม่เป็นโรคหัวใจ
หลังจากตั้งใจเรียนจนจบทันตแพทย์ ชีวิตก็เริ่มเข้าสู่ระบบ “หมอมือปืนรับจ้าง” แต่ก็ทำได้แค่ 2-3 ปี ด้วยความที่ชื่นชอบการบริหารจึงพยายามมองหาธุรกิจส่วนตัว สมัยนั้น “เซเว่นอีเลฟเว่น” กำลังเข้ามาเปิดในเมืองไทย หมอจึงไปเช่าอาคารชั้นเดียว ริมถนนลาดพร้าวตั้งใจจะเปิดร้านเซเว่น แต่เมื่อทางเซเว่นแจ้งผลกลับมาว่า ทำเลมีคนเดินผ่านน้อยคงไม่สามารถขายแฟรนไชส์ให้ได้
ตอนนั้นกลับมานั่งคิดต่อว่า จะทำอย่างไรกับตึกที่จ่ายค่าเช่าไปแล้วดี สุดท้ายกลับไปบอกแม่ว่า คงต้องเปิดคลินิกหมอฟัน ช่วงนั้นเงินทุนก็ไม่มีจึงไปชวนเพื่อนๆ มาตั้งวงเล่นแชร์มือละ 10,000 บาท หมอเปียแชร์มาได้ 150,000 บาท ก็นำมาเป็นเงินทุนในการเปิดคลินิกสาขาแรก ภายใต้ชื่อ “ลาดพร้าวทันตคลินิก” ช่วงแรกทำแบบเล็กๆ จากนั้นจึงค่อยๆขยายตัว แม้ว่าจะแฮปปี้กับการทำงาน แต่ยังรู้สึกว่าการทำงานยังไม่เป็นระบบ
ขอแบ่งช่วงการทำธุรกิจออกเป็น 3 ยุค คือ ยุคแรก เป็นช่วงที่ทำงานเป็นหมอรับจ้างวิ่งเข้าวิ่งออกตามคลินิกต่างๆ ยุคที่ 2 เข้าสู่การจัดตั้งธุรกิจของตัวเองเป็นรูปบริษัทในปี 2543 ตอนนั้นคิดว่าทำคนเดียวคงไม่สำเร็จจึงไปดึงมืออาชีพมาช่วยทำงาน ยุคที่ 3 นำบริษัทเข้าตลาดหุ้น ตอนนั้นอ่านหนังสือพิมพ์เจอว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเปิดตลาดรอง หรือที่เรียกว่า ตลาดเอ็มเอไอ เพื่อให้ธุรกิจ SME มีโอกาสเข้ามาระดมทุน จากนั้นก็ติดตามข่าวมาตลอด เมื่อถึงเวลาเราไม่รอช้า
“ผมเปรียบหมอฟันเป็นศิลปิน ใครก็อยากมาเจอศิลปิน ฉะนั้นหากสามารถนำศิลปินมารวมกันใน LDC จากปัจจุบันที่มี 200 คน ค่ายเพลงแห่งนี้คงเป็นแหล่งรวมศิลปินคุณภาพมากมาย”
วัตถุประสงค์การระดมทุนครั้งนี้ เราต้องการนำเงินมาขยายสาขา 3 แห่ง และปรับปรุงบางสาขา มูลค่าลงทุนประมาณ 40 ล้านบาท นอกจากนั้นยังใช้ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท ที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 94.60 ล้านบาท








