วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

"กระชากมาร์จิ้น"แผนด่วน LDC

ขยายฐานลูกค้าสู่ตลาดนอก “ทพ.วัฒนา ชัยวัฒน์” หุ้นใหญ่ บมจ.แอลซีดี เด็นทัล กระซิบบอกข่าวดีของปี 2558

ทำไมอัตรากำไรสุทธิต่ำจัง? คำถามยอดฮิตที่เหล่านักลงทุนมีต่อ บมจ.แอลดีซี เด็นทัล หรือ LDC ผู้ให้บริการทางทันตกรรมทันตแพทย์เฉพาะทาง ภายใต้แบรนด์ LDC ในช่วงที่บริษัทเดินสายโรดโชว์ 10 จังหวัด

แม้ตัวเลขทางการเงินบางตัวจะไม่ถูกใจนักลงทุน แต่วันแรกของการซื้อขายหุ้น LDC ในตลาดหลักทรัพย์ เอ็มเอไอ (mai) (เข้าตลาดหุ้นวันแรก 2 ก.ย.2557) ราคาหุ้นก็พุ่งชนซิลลิ่ง 30 เปอร์เซ็นต์ ปิดตลาดสวยงามระดับ 4.32 บาท จากราคาไอพีโอ 1.50 บาท ก่อนจะขึ้นไปสร้าง “จุดสูงสุด” ระดับ 6.60 บาท ในวันที่ 4 ก.ย.2557

“ความฮอต” ของหุ้น LDC ถูกการันตี ด้วยการปรากฎชื่อ “ไลท์-ประชา ดำรงค์สุทพธิงศ์” นักลงทุนวีไอรายใหญ่ วัยราวๆ 40 ปี เจ้าของห้อง VIP บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) (บล.ฟิลลิปเป็นแกนนำในการจัดจำหน่ายและรับประกันการจัดจำหน่ายหุ้น LDC) ตัวเลข ณ วันปิดสมุดทะเบียน 29/8/2557 “ประชา” ถือหุ้น LDC 1.2 ล้านหุ้น คิดเป็น 0.30 เปอร์เซ็นต์

“ผมไม่รู้จักและไม่เคยเจอนักลงทุนวีไอท่านนี้ เขาคงได้สิทธิจองซื้อหุ้นไอพีโอจากโบรกเกอร์ ไม่ได้มาขอซื้อก่อนบริษัทเข้าตลาดหุ้นแน่นอน ผมเซอร์ไพรส์มากที่ราคาหุ้น LDC วิ่งชนซิลลิ่ง ที่ผ่านมาทุกคนทำงานหนัก เดินสายโรดโชว์เจอนักลงทุนกว่า 2,000 คน ตอบแต่คำถามเดิมๆ แม้จะเหนื่อย แต่ก็คุ้มค่า“หนึ่ง-ทันตแพทย์วัฒนา ชัยวัฒน์” กรรมการผู้จัดการ ในฐานะหุ้นใหญ่ 69.40 เปอร์เซ็นต์ บมจ.แอลดีซี เด็นทัล บอกกับ “กรุงเทพธุรกิจ Biz Week”

มีแผนจ่ายเงินปันผลเป็นของขวัญให้ผู้ถือหุ้นหรือไม่ “คุณหมอ” ส่งเสียงหัวเราะ ก่อนตอบว่า บริษัทมีนโยบายจ่ายเงินปันผล 40 เปอร์เซ็นต์ของกำไรสุทธิ หากไม่มีเรื่องเซอร์ไพรส์ ก็คงทำตามที่แจ้งไว้ในไฟลิ่ง

เขานิ่งก่อนตอบคำถามที่ว่า หากอนาคตมีนักลงทุนรายใหญ่สนใจขอซื้อหุ้น LDC จากคุณหมอจะยอมขายหรือไม่ “ถึงวันนั้นค่อยว่ากัน วันนี้ขอทำงานให้หนักสมกับที่นักลงทุนเชื่อมั่นเราก่อน”

“อนาคต LDC อยากขึ้นแท่นมืออาชีพ ด้านบริการทันตกรรมที่มีเครือข่ายใหญ่สุดในเอเชีย” “หมอหนึ่ง” ให้คำมั่นสัญญา

ถามถึง “จุดแข็ง” ของ LDC เขาตอบว่า ข้อแรก ศูนย์ทันตกรรมทั้ง 21 สาขาที่ร่ายล้อมอยู่ในกรุงเทพและปริมณฑลมีเครื่องมือทางการแพทย์และทันตแพทย์ที่มีความเป็นมาตรฐานเดียวกัน ข้อสอง ต้นทุนการเปิดสาขาของบริษัทค่อนข้างต่ำ ส่วนใหญ่บริษัทเน้นเช่าพื้นที่ stand alone ระยะยาว 12-20 ปี ข้อสาม เรามีสิ่งอำนวยความสะดวกให้กับลูกค้า เช่น ที่จอดรถ เป็นต้น เรื่องนี้อาจเป็นเรื่องสำคัญของคนไข้บางคน

ส่วนเรื่องที่ LDC ต้อง “เร่งจัดการ” แน่นอนคงเป็นเรื่องที่นักลงทุนไถ่ถามกันมากสุด นั่น คือ “ขยับมาร์จิ้น ถามว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร ข้อแรก ต้องขยายสาขาให้ครอบคลุมกรุงเทพและปริมณฑล วันนี้มี 21 สาขา ภายในปี 2560 สาขาต้องเพิ่มขึ้น 1 เท่าตัว หรือประมาณ 40 สาขา ซึ่งแต่ละสาขาจะเน้นพื้นที่ขนาดใหญ่ประมาณ 200 ตารางวาขึ้นไป

ปัจจุบันบริษัทมีสาขาขนาดเล็กที่อยู่ในไฮเปอร์มาร์ทขนาดใหญ่เพียง 1 แห่ง นั่นคือ สาขาบิ๊กซี ลำลูกกา คลอง 4 ซึ่งยอดขายไม่ค่อยดีเท่าไร พูดแบบนี้ไม่ได้หมายว่า อนาคตเราจะไม่เปิดสาขาตามห้างสรรพสินค้า เพราะหากมีโอกาสที่ดีบริษัทก็จะทำ เราไม่ปิดกั้นตัวเอง

ข้อสอง วันนี้คนไข้ยังเข้ามาใช้บริการในบางสาขาน้อยเกินไป ทำให้อัตราการใช้งานของคุณหมอแต่ละท่านต่ำเพียง 62 เปอร์เซ็นต์ เขายกตัวอย่างให้เห็นภาพชัดๆ ปกติศูนย์ทันตแพทย์จะเปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00 น.-19.00 น. ตามสถิติคุณหมอจะให้บริการคนไข้ 5 ชม.ต่อวัน อีก 4 ชม.ส่วนใหญ่ว่างหมดเวลาไปกับการเล่นไอแพด (ยิ้ม) ฉะนั้นช่วงเวลาที่วางเราต้องหางานให้คุณหมอทำ ขอแค่คุณหมอทำงานเพิ่มขึ้นอีกวัน 2-3 ชั่วโมง ก็โอเคแล้ว เครื่องมือทันสมัยแต่ไม่ได้ใช้งานมันไม่ควรเป็นแบบนั้น

จะหาคนไข้มาจากไหน เขาตอบคำถามนี้ว่า เรากำลังเร่งมือทำคอนเทนต์กับบริษัทเอกชนขนาด B+ แม้การทำแบบนี้จะมีมาร์จิ้นน้อยแต่ถือเป็นการปิดช่องว่าง นอกจากนั้นเรายังกำลังศึกษาการขยายฐานลูกค้าต่างประเทศ ด้วยการดีลงานผ่านเอเจนท์ต่างๆ อาจเริ่มจากลูกค้าในแถบ AEC หากไม่มีอะไรผิดพลาด ภายในปี 2558 อาจเห็นสัดส่วนลูกค้าต่างชาติประมาณ 2-3 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันอยู่ระหว่างการพูดเคยกับเอเจนท์

“วันนี้เรายังใหญ่ไม่พอที่จะออกไปตั้งศูนย์ทันตแพทย์ในต่างประเทศ แต่ในอนาคตไม่แน่ เราไม่อยากให้คำมั่นสัญญากลัวทำไม่ได้ เราอยากเป็นเด็กดีของสำนักงานก.ล.ต.”

“หมอหนึ่ง” เชื่อว่า หากเดินตามแผนงานแบบนี้ ภายในปี 2560 ตัวทางการเงินหลายๆตัวจะสวยมาก โดยเฉพาะอัตรากำไรสุทธิจาก 3-5 เปอร์เซ็นต์ จะขยับเป็น “ตัวเลขสองหลัก” อัตรากำไรสุทธิจาก 13-15 เปอร์เซ็นต์ จะทะยานเป็น 20 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่รายได้จะแตะระดับ 1,000 ล้านบาท จากปี 2556 ที่มีรายได้ 348 ล้านบาท สาขายิ่งมากตัวเลขยิ่งดี

สำหรับเป้าหมายในปี 2557 รายได้ต้องเติบโต 20 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับปีก่อนที่มีรายได้ 350 ล้านบาท หลังบริษัทมีแผนเปิดสาขาใหม่ 5 สาขา ปัจจุบันเปิดสาขาไปแล้ว 1 แห่ง และกำลังจะเปิดเพิ่มอีก 1 สาขาภายในเดือน ต.ค.นี้ ส่วนที่เหลือกำลังพิจารณาทำเลที่เหมาะสม

“LDC เปรียบเหมือน food court ที่นำร้านอาหารดีๆมารวมตัวอยู่ในแห่งเดียวกัน”

เส้นทางสู่ “ทันตแพทย์”

“หมอวัฒนา” ย้อนประวัติส่วนตัวให้ฟังว่า ครอบครัวชัยวัฒน์เป็นคนชั้นกลางถิ่นฐานเดิมอยู่จังหวัดฉะเชิงเฉา หมอเป็นลูกชายคนโต และมีน้องสาว 1 คน สมัยก่อนพ่อกับแม่มักพูดกรอกหูตลอดว่า โตขึ้นต้องเรียนหมอ บั้นปลายชีวิตจะได้ไม่ลำบาก ตอนนั้นแอบคิดในใจ เรียนหนังสือก็ไม่เก่งผลการเรียนอยู่ลำดับท้ายๆของตารางแล้วจะไปสอบเข้าหมอได้อย่างไร

แต่เหมือนโชคชะตากำหนด มีโอกาสได้ฟังประโยคหนึ่งของอาจารย์ ท่านบอกว่า “คนเราสามารถเรียนหนังสือทันกันได้เสมอ” ประโยคนี้เปลี่ยนชีวิตเลย จากเด็กที่เรียนหนังสือไม่เก่งและมีความเชื่อมาตลอดว่า คนเราจะเรียนเก่งหรือไม่เก่งขึ้นอยู่กับสมอง หลังจากวันนั้นหมอกลับบ้านหยิบหนังสือมาตั้งหน้าตั้งตาอ่าน บางวันก็ชวนเพื่อนสนิทไปนั่งสมาธิ

คุณเชื่อหรือไม่ จากเด็กที่เรียนธรรมดาๆกลายเป็นเด็กเรียนเก่งขึ้นมาทันที ตอนนั้นหมอคิดแล้วว่า คงทำตามความฝันของพ่อกับแม่ได้ไม่ยาก เมื่อถึงเวลาเลือกสอบเอ็นทรานซ์จึงตัดสินใจเลือกคณะแพทย์เป็นลำดับแรก แต่ดันสอบติดคณะทันตแพทย์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ด้วยความมุ่งมั่นอยากสอบติดหมอ ทำให้ตัดใจไม่เรียนทันตแพทย์ ตั้งหน้าตั้งตาอ่านหนังสือเพื่อสอบเข้าหมออีกครั้ง สุดท้ายสอบข้อเขียนติดแพทย์ทหาร (พระมงกุฎ) ในครั้งที่ 3 ตอนนั้นดีใจมาก แต่ฝันก็สลายหลังสอบตกสัมภาษณ์ เพราะอายุเกินมา 1 เดือน ทำให้เราตัดสินใจกลับไปเรียนทันตแพทย์เหมือนเดิม ใช้เวลาเรียนนานถึง 9 ปี เรียนนานเพราะช่วงแรกๆไม่ยอมไปเรียน ตอนแม่รู้ หลังอาจารย์โทรมาบอกท่านช็อกไปเลย ทำให้รู้ว่าแม่เป็นโรคหัวใจ

หลังจากตั้งใจเรียนจนจบทันตแพทย์ ชีวิตก็เริ่มเข้าสู่ระบบ “หมอมือปืนรับจ้าง” แต่ก็ทำได้แค่ 2-3 ปี ด้วยความที่ชื่นชอบการบริหารจึงพยายามมองหาธุรกิจส่วนตัว สมัยนั้น “เซเว่นอีเลฟเว่น” กำลังเข้ามาเปิดในเมืองไทย หมอจึงไปเช่าอาคารชั้นเดียว ริมถนนลาดพร้าวตั้งใจจะเปิดร้านเซเว่น แต่เมื่อทางเซเว่นแจ้งผลกลับมาว่า ทำเลมีคนเดินผ่านน้อยคงไม่สามารถขายแฟรนไชส์ให้ได้

ตอนนั้นกลับมานั่งคิดต่อว่า จะทำอย่างไรกับตึกที่จ่ายค่าเช่าไปแล้วดี สุดท้ายกลับไปบอกแม่ว่า คงต้องเปิดคลินิกหมอฟัน ช่วงนั้นเงินทุนก็ไม่มีจึงไปชวนเพื่อนๆ มาตั้งวงเล่นแชร์มือละ 10,000 บาท หมอเปียแชร์มาได้ 150,000 บาท ก็นำมาเป็นเงินทุนในการเปิดคลินิกสาขาแรก ภายใต้ชื่อ “ลาดพร้าวทันตคลินิก” ช่วงแรกทำแบบเล็กๆ จากนั้นจึงค่อยๆขยายตัว แม้ว่าจะแฮปปี้กับการทำงาน แต่ยังรู้สึกว่าการทำงานยังไม่เป็นระบบ

ขอแบ่งช่วงการทำธุรกิจออกเป็น 3 ยุค คือ ยุคแรก เป็นช่วงที่ทำงานเป็นหมอรับจ้างวิ่งเข้าวิ่งออกตามคลินิกต่างๆ ยุคที่ 2 เข้าสู่การจัดตั้งธุรกิจของตัวเองเป็นรูปบริษัทในปี 2543 ตอนนั้นคิดว่าทำคนเดียวคงไม่สำเร็จจึงไปดึงมืออาชีพมาช่วยทำงาน ยุคที่ 3 นำบริษัทเข้าตลาดหุ้น ตอนนั้นอ่านหนังสือพิมพ์เจอว่า ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจะเปิดตลาดรอง หรือที่เรียกว่า ตลาดเอ็มเอไอ เพื่อให้ธุรกิจ SME มีโอกาสเข้ามาระดมทุน จากนั้นก็ติดตามข่าวมาตลอด เมื่อถึงเวลาเราไม่รอช้า

“ผมเปรียบหมอฟันเป็นศิลปิน ใครก็อยากมาเจอศิลปิน ฉะนั้นหากสามารถนำศิลปินมารวมกันใน LDC จากปัจจุบันที่มี 200 คน ค่ายเพลงแห่งนี้คงเป็นแหล่งรวมศิลปินคุณภาพมากมาย”

วัตถุประสงค์การระดมทุนครั้งนี้ เราต้องการนำเงินมาขยายสาขา 3 แห่ง และปรับปรุงบางสาขา มูลค่าลงทุนประมาณ 40 ล้านบาท นอกจากนั้นยังใช้ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์และระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ มูลค่าประมาณ 40 ล้านบาท ที่เหลือใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนประมาณ 94.60 ล้านบาท