รฟม.เตรียมชงคณะกรรมการ มาตรา13 พลิกจากเปิดประมูลเป็นเจรจาตรงกับบีเอ็มซีแอล เดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย
ชี้ต้องทำรายละเอียดให้กระทรวงคมนาคมและคณะกรรมการ มาตรา 13 เห็นข้อดีข้อเสียชัด ป้องกันข้อครหาความโปร่งใส
แหล่งข่าวจากการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) เปิดเผยว่า รฟม. กำลังจัดทำข้อมูลเชิงลึกเพื่อเปรียบเทียบรายละเอียดด้านราคาและระยะเวลาของวิธีการคัดเลือกเอกชนมาเดินรถไฟฟ้าโครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย เส้นทางหัวลำโพง-บางแค และบางซื่อ-ท่าพระ ระยะทาง 27 กิโลเมตร ระหว่างวิธีการเปิดเจรจาตรงกับ บริษัท รถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) หรือบีเอ็มซีแอล ผู้เดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเฉลิมรัชมงคล และวิธีเปิดประมูลภายใต้เงื่อนไขที่คณะกรรมการ (บอร์ด) รฟม. ระบุว่า การเดินรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินทั้งเส้นควรเป็นการเดินรถแบบต่อเนื่องเป็นวงกลม
โดยกำลังศึกษารายละเอียดว่า หากเปิดประมูลจะสามารถเดินรถไฟฟ้าแบบต่อเนื่องได้อย่างไร และเงื่อนไขดังกล่าวก็เหมือนเป็นล็อกสเปคให้บีเอ็มซีแอล เนื่องจากบีเอ็มซีแอลเป็นผู้เดินรถอยู่ในปัจจุบันจึงมีความพร้อมมากกว่าและผู้ที่จะเดินรถต่อเนื่อง ก็ต้องเข้าไปเจรจากับบีเอ็มซีแอล ดังนั้นไม่ว่าอย่างไร บีเอ็มซีแอลก็ได้เปรียบ
จึงมองว่าควรเลือกวิธีเจรจาตรงกับบีเอ็มซีแอลมากกว่า เพราะใช้ระยะเวลาน้อยกว่าและมีความเป็นได้สูงว่าจะราคาถูกกว่า แต่การเลือกวิธีนี้ก็จะเกิดข้อกังขาเรื่องความโปร่งใส ดังนั้น จึงต้องจัดทำรายละเอียดเปรียบเทียบข้อดีข้อเสียของวิธีการคัดเลือกผู้เดินรถทั้ง 2 วิธีให้เห็นอย่างชัดเจน เพื่อนำเสนอต่อกระทรวงคมนาคมและคณะกรรมการตามมาตรา 13 แห่งพระราชบัญญัติการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินงานในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 (พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ35) จากหน่วยงานอื่นๆ ที่ไม่ได้มาจาก รฟม.
โดยจากการประเมินเบื้องต้นพบว่า หากเลือกใช้วิธีการประมูลและเริ่มเปิดประมูลในปี 2557 จะใช้เวลาในการคัดเลือกประมาณ 1 ปี และเอกชนต้องใช้เวลาดำเนินการอีก 40 เดือน รวมระยะเวลาทั้งหมดประมาณ 4 ปีครึ่ง จะเปิดบริการเดินรถได้ในปี 2562ขณะที่วิธีเจรจาจะได้ข้อสรุปเร็วกว่าการเปิดประมูลประมาณ 3-4 เดือน และใช้เวลาดำเนินงานน้อยกว่า เพราะเป็นการต่อเชื่อมกับระบบเดิมของบีเอ็มซีแอล ขณะเดียวกันก็มีราคาจะถูกกว่า เพราะบีเอ็มซีแอลมีระบบและบุคคลกรพร้อมอยู่แล้ว แต่หากเปิดประมูลแล้วมีผู้เดินรถรายใหม่เข้ามาก็ต้องตั้งบริษัทและจัดการระบบใหม่ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า
ส่วนกรณีที่มีข้อโต้แย้งว่า หากคณะกรรมการมาตรา 13 เลือกใช้วิธีเจรจาตรงแล้วหน่วยงานอื่นๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กระทรวงการคลัง หรือคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่อนุมัติ ก็จะทำให้โครงการล่าช้าไปอีก ก็มองกลับกันได้ว่า ถ้าเปิดประมูลแล้วมีผู้ร้องเรียนว่าสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ว่าเป็นกำหนดเงื่อนไขล็อกสเปคให้บีเอ็มซีแอล โครงการก็อาจจะหยุดชะงักไปเลยก็ได้ เพราะ ปปช. ใช้เวลาพิจารณานาน
อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีการกำหนดวันประชุมคณะกรรมการมาตรา 13 ครั้งต่อไปว่าจะจัดขึ้นเมื่อไหร่ เพราะต้องนำข้อมูลนำเสนอต่อกระทรวงคมนาคมก่อนถึงเรียกประชุมได้ ซึ่งอาจจะเป็น 2-3 สัปดาห์ข้างหน้า








