"เหมราช" รับ "การเมือง-เศรษฐกิจ" กระทบธุรกิจ ลดเป้าขายที่ดินเหลือ 1.2 พันไร่ หวังรัฐเร่งกระตุ้นศก.
นายเผ่าพิทยา สมุทรกลิน ผู้อำนวยการฝ่ายวางแผนและนักลงทุนสัมพันธ์ บริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน (HEMRAJ) กล่าวว่า บริษัทได้รับผลกระทบจากสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจ ทำให้ปรับเป้ายอดขายที่ดินปีนี้ลงเหลือ 1.2 พันไร่ จากต้นปีที่เคยประเมินยอดขายที่ดินไว้ที่ 1.6 พันไร่ โดยช่วงครึ่งปีแรกขายได้ 297 ไร่ ครึ่งปีหลังเชื่อว่าจะขายได้ตามเป้าหมาย 900 ไร่ ซึ่งปัจจุบันยอดขายรอโอน (Backlog) ราว 1.1 พันไร่ และจะสามารถโอนในปีนี้ได้ราว 70%
เขากล่าวเพิ่มว่า หากรัฐบาลเริ่มผลักดันนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ และเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมา เชื่อว่าแนวโน้มผลประกอบการของบริษัทในปี 2558 จะดีขึ้น ขณะนี้ยังไม่สามารถระบุได้ว่าปี 2558 มีคาดการณ์ยอดขายที่ดินเท่าใด เพราะต้องรอดูการเติบโตของเศรษฐกิจปลายปีว่าสอดรับกับมาตรการกระตุ้นต่างๆ ของภาครัฐหรือไม่
ด้านรายได้จากการดำเนินงานปีนี้ บริษัทคาดว่า จะใกล้เคียง หรือลดลงเล็กน้อยจากปี 2556 ที่ทำได้ราว 8,000 ล้านบาท เพราะการเมืองมีผลกระทบกับการลงทุนของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้บริษัทปรับเป้ายอดขายที่ดินลง แต่ยังมีรายได้จากด้านอื่นๆ ที่ทำให้รายได้ปีนี้ทรงตัวจากปีก่อน อาทิ รายได้จากระบบสาธารณูปโภค ค่าเช่าโรงงาน และคลังสินค้า
"หลังจากที่การเมืองเริ่มคลี่คลายไปในทางที่ดีขึ้นช่วยให้นักลงทุนจากญี่ปุ่น และจีน รวมถึงนักลงทุนในประเทศเองเริ่มกลับมาลงทุนมากขึ้น แต่นักลงทุนสหรัฐและยุโรปยังไม่กลับมามากนัก เพราะกฎอัยการศึกยังไม่ถูกยกเลิก บางประเทศอาจยังไม่สามารถเข้ามาได้ หลังจากที่นักลงทุนทั้งในและต่างชาติเริ่มมีความมั่นใจในการลงทุนมากขึ้น ทำให้สถานการณ์ลงทุนดีขึ้น แต่เมื่อเทียบกับช่วงก่อนเกิดปัญหาทางการเมืองถือว่ายังไม่กลับมาทั้ง 100% แต่ปีนี้รายได้จากการดำเนินงานอาจใกล้ปีก่อนได้ เพราะรายได้จากระบบสาธารณูปโภค ค่าเช่าโรงงานและคลังสินค้า ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง"
นายเผ่าพิทยา กล่าวอีกว่า บริษัทจะลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่อีก 7 แห่ง โดยเริ่มลงทุนแห่งแรกไตรมาส 4 ปีนี้ ส่วนอีก 6 โรงจะเริ่มก่อสร้างช่วงต้นปี 2558 ซึ่งบริษัทจะมีสัดส่วนถือหุ้นราว 25% ในแต่ละโรง คาดจะมีมูลค่าลงทุนทั้งหมด 2,400 ล้านบาท โดยแบ่งงบลงทุนไว้ 3 ปี (2558-2560) ปีละ 800 ล้านบาท
สำหรับสถานการณ์น้ำในไทยเชื่อว่า นิคมอุตสาหกรรมของบริษัทจะไม่ได้รับผลกระทบ เพราะปัจจุบันปริมาณน้ำในเขื่อนเมื่อเทียบกับปี 2554 ถือว่าค่อนข้างน้อยกว่า ขณะที่เหตุการณ์น้ำท่วมในแต่ละจังหวัดที่เกิดขึ้น เป็นเพียงการระบายน้ำไม่ทัน
นายเผ่าพิทยา กล่าวเพิ่มอีกว่า ปีนี้ภาพรวมธุรกิจให้เช่าคลังสินค้าไม่ค่อยดีนัก เพราะลูกค้าส่วนมากของกลุ่มธุรกิจนี้ คือลูกค้ากลุ่มยานยนต์ ซึ่งซบเซาจากผลกระทบโครงการรถยนต์คันแรกเมื่อปีที่แล้ว รวมถึงผลกระทบจากเศรษฐกิจ บริษัทคาดธุรกิจนี้จะฟื้นตัวไตรมาส 4 ตามการฟื้นตัวของลูกค้ากลุ่มยานยนต์
ส่วนผลการดำเนินงานครึ่งแรกปีนี้ มีกำไรสุทธิ 2,059.4 ล้านบาท เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา 1,460.9 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 598.5 ล้านบาท หรือ 41% การเพิ่มขึ้นของกำไรสุทธิของครึ่งปีแรกของปีนี้ หลักๆ มาจากการรับรู้กำไรจากบริษัทร่วมทุนเพิ่มขึ้น 777 ล้านบาท ส่วนสำคัญมาจากโครงการโรงไฟฟ้าเก็คโค่-วัน ซึ่งบริษัทถือหุ้นอยู่ 35% ได้ดำเนินการผลิตสำหรับครึ่งแรกของปีนี้อย่างเต็มที่และต่อเนื่อง
สำหรับครึ่งแรกปีนี้ บริษัทมีรายได้จากการขายและบริการ 4,286 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจาก 4,366 ล้านบาท ในช่วงเวลาเดียวกันของปี 2556 คิดเป็น 1.83% เพราะรายได้จากการขายที่ดินน้อยลง เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2556








