วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

SAMART - ซื้อ

ปรับกำไรสุทธิปี 2557-58 ของ SAMART เพิ่มขึ้นจากกำไรสุทธิของ SIM ที่ปรับเพิ่มขึ้น

ประเด็นการลงทุน

เราปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2557-58 ของ SAMART เพิ่มขึ้นเพื่อสะท้อนการขายบิ๊กล็อตโทรศัพท์มือถือสองรายการของ SIM ซึ่งคาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาส 4/57 จนถึงครึ่งแรกของปี 2558 ส่งผลให้ราคาเป้าหมายของ SAMART ณ สิ้นปี 2558 ปรับเพิ่มขึ้นอีก 8% เป็น 35 บาท นอกจากนี้อัพไซด์ในอนาคตอันใกล้ ถ้าหาก SAMTEL เป็นผู้ชนะประมูลงานโครงการติดตั้งระบบคัดกรองผู้โดยสารล่วงหน้า (เอพีพีเอส) ของการท่าอากาศยานไทย (ทอท.) เราประเมินว่าจะส่งผลให้ราคาเป้าหมายของ SAMART เพิ่มขึ้นอีก 1.30 บาทต่อหุ้น สำหรับภาพในระยะยาว ความเป็นไปได้ของการเข้าทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าสำหรับโรงไฟฟ้าสองแห่งในประเทศกัมพูชาในช่วงไตรมาส 4/57 จนถึงครึ่งแรกของปี 2558 เพื่อขายไฟฟ้าให้กับประเทศไทย รวมถึงการเข้าซื้อกิจการของบริษัทสาธารณูปโภคในประเทศไทยภายในปี 2558 ถือว่าเป็นอัพไซด์สำหรับหุ้น SAMART ในระยะยาว เรายังคงคำแนะนำ ซื้อ

ปรับประมาณการกำไรสุทธิปี 2557-58 ของ SIM เพิ่มขึ้นจากการขายบิ๊กล็อตโทรศัพท์มือถือสองรายการ

SIM จะทำการขายโทรศัพท์มือถือจำนวน 5 แสนเครื่องให้กับผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในไทยรายหนึ่งในช่วงไตรมาส 4/57 ซึ่งคาดว่าจะรับรู้รายได้ในช่วงไตรมาส 4/57-1/58 อัตรากำไรขั้นต้นจากการขายบิ๊กล็อตในครั้งนี้จะอยู่ในช่วง 20-30% (ซึ่งถือว่าใกล้เคียงสมาร์ทโฟนรุ่นอื่นๆ ของบริษัท) แต่ราคาขายจะลดลงเหลือเพียงแค่ 1,700-1,800 บาทต่อเครื่อง เรายังคาดว่าจะมีการขายบิ๊กล็อตรายการที่สองให้แก่ผู้ให้บริการโทรศัพท์มือถือในไทยอีกรายหนึ่งในราคาขายที่มีแนวโน้มสูงกว่ารายแรกภายในช่วงครึ่งแรกของปี 2558

เราปรับสมมติฐานปริมาณยอดขายเครื่องโทรศัพท์มือถือของ SIM เพิ่มขึ้นอีก 20% สำหรับปี 2557 (เป็น 4.8 ล้านเครื่อง) และ 17% สำหรับปี 2558 (เป็น 5.2 ล้านเครื่อง) เพื่อสะท้อนการขายบิ๊กล็อตสองรายการดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้กำไรสุทธิของ SIM เพิ่มขึ้นอีก 7% เป็น 1.12 พันล้านบาทสำหรับปี 2557 และเพิ่มขึ้นอีก 10% เป็น 1.28 พันล้านบาทสำหรับปี 2558 และราคาเป้าหมาย ณ สิ้นปี 2558 ซึ่งประเมินด้วยวิธี PEG ของ SIM เพิ่มขึ้นอีก 17% เป็น 5.50 บาท และเนื่องจาก SAMART ถือหุ้น SIM สัดส่วน 70% เราจึงทำการปรับประมาณการกำไรของ SAMART เพิ่มขึ้นอีก 3% เป็น 1.79 พันล้านบาทสำหรับปี 2557 และเพิ่มขึ้นอีก 5% เป็น 2.06 พันล้านบาทสำหรับปี 2558 ส่งผลให้ราคาเป้าหมายของ SAMART ณ สิ้นปี 2558 ซึ่งประเมินโดยวิธี sum-of-its-parts เพิ่มขึ้นอีก 8% เป็น 35 บาทเนื่องจากการปรับราคาเป้าหมายของ SIM เพิ่มขึ้น

อัพไซด์ต่อ SAMTEL หากชนะการประมูลโครงการเอพีพีเอส

เมื่อวันที่ 4 ก.ย.ที่ผ่านมา คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) มีมติให้ทอท.ทำการร่างทีโออาร์ที่แก้ไขใหม่ของโครงการเอพีพีเอสซึ่งโครงการนี้มีมูลค่า 3.4 พันล้านบาทและมีระยะเวลา 5 ปี และให้เปิดประมูลโครงการนี้ให้ทันภายในช่วงสิ้นเดือนก.ย. (แต่เราคาดว่าการเปิดประมูลอาจจะล่าช้าไปเป็นเดือนต.ค.) ถ้าหากว่า SAMTEL ชนะการประมูลงานโครงการดังกล่าว บริษัทจะสามารถเริ่มรับรู้รายได้จากงานโครงการนี้ตั้งแต่เดือนมี.ค.2558 เป็นต้นไป

หากใช้สมมติฐานจำนวนผู้โดยสารในปี 2558 ที่ 46 ล้านราย และอัตราการเติบโตเฉลี่ยของจำนวนผู้โดยสารในช่วงปี 2558-2562 ที่ 4% ต่อปี อัตราค่าธรรมเนียมผู้โดยสารที่ SAMTEL จากทอท.ที่ 12 บาทต่อราย และอัตราผลกำไรสุทธิจากงานโครงการนี้ที่ 12% เราประเมินว่าจะส่งผลให้กำไรสุทธิปี 2558 ของ SAMTEL เพิ่มขึ้นอีก 55 ล้านบาท (เพิ่มขึ้น 5.3%) และกำไรสุทธิปี 2559 ของ SAMTEL เพิ่มขึ้นอีก 68 ล้านบาท (เพิ่มขื้น 5.8%) ซึ่งจะส่งผลให้ราคาเป้าหมายของ SAMTEL ซึ่งประเมินโดยวิธี PEG เพิ่มขึ้นอีก 3 บาท และเนื่องจาก SAMART ถือหุ้น SAMTEL ในสัดส่วน 70.2% การชนะงานโครงการเอพีพีเอสของ SAMTEL จะส่งผลให้ประมาณการกำไรสุทธิของ SAMART ในปี 2558 เพิ่มขึ้นอีก 39 ล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้นอีก 3.5%) และประมาณการกำไรสุทธิของ SAMART ในปี 2559 เพิ่มขึ้นอีก 48 ล้านบาท (หรือเพิ่มขึ้นอีก 3.7%) ดังนั้น ราคาเป้าหมายของ SAMART ณ สิ้นปี 2558 ซึ่งประเมินโดยวิธี sum-of-its-parts มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอีก 3.7% เป็น 36.3 บาท หากเป็นไปตามสมมติฐานว่า SAMTEL ชนะประมูลงานโครงการเอพีพีเอส