อุตสาหกรรมจับมือองค์การเอสเอ็มอีญี่ปุ่น ร่วมพัฒนาธุรกิจไทย คาดรายได้โต 5-10% ในปี 2558
กระทรวงอุตสาหกรรม ลงนามร่วมมือกับองค์การเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและนวัตกรรมภูมิภาคแห่งประเทศญี่ปุ่น (เอสเอ็มอาร์เจ) โดยคาดว่าจะเกิดความร่วมมือระหว่างเอสเอ็มอีทั้งสองประเทศเพิ่มขึ้นในปีหน้า
ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา เอสเอ็มอีของญี่ปุ่น สนใจเข้ามาลงทุนในประเทศกลุ่มอาเซียนมากขึ้น และได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลญี่ปุ่นซึ่งการลงนามครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกของเอกชนญี่ปุ่น
นายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่ากระทรวงอุตสาหกรรม โดยกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) ลงนามความร่วมมือกับองค์การเพื่อวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมและนวัตกรรมภูมิภาคแห่งประเทศญี่ปุ่น (เอสเอ็มอาร์เจ) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ส่งเสริมเอสเอ็มอีของญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายและแผนการส่งเสริมที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมเอสเอ็มอีทั้ง 2 ประเทศ การติดต่อเชื่อมโยงและประสานการเจรจาธุรกิจ
ทั้งนี้ คาดกว่าความร่วมมือนี้จะช่วยสนับสนุนให้เอสเอ็มอีไทยแข็งแกร่งขึ้น มีรายได้เติบโตขึ้น 5-10% ในปี 2558
ปัจจุบันประเทศไทยมีเอสเอ็มอีทั้งสิ้น 2.72 ล้านรายหรือ 98.5% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งหมด โดยสามารถสร้างรายได้ปีละ 1.76ล้านล้านบาทต่อปี
ญี่ปุ่นหนุนลงทุนนอกหมื่นรายใน5ปี
ด้าน นายฮิโรชิ ทากาดะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เอสเอ็มอาร์เจ กล่าวว่า ปัจจุบันเอสเอ็มอีญี่ปุ่นมีทั้งสิ้น 3.7 ล้านราย ซึ่งคิดเป็น99.7% ของจำนวนผู้ประกอบการทั้งประเทศสามารถสร้างรายได้ที่ 14.98 ล้านล้านบาท โดยตามนโยบายของนายซินโสะ อาเบะ นายกรัฐมนตรีประเทศญี่ปุ่น จะผลักดันให้เอสเอ็มอีออกไปลงทุนต่างประเทศอีก 1 หมื่นรายภายใน 5 ปี (ปี 2557-2561)
"อุตสาหกรรมส่วนใหญ่ที่ออกไปลงทุนต่างประเทศจะเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แปรรูปอาหาร และในอนาคตจะผลัดกันธุรกิจบริการออกไปมากขึ้น"
นายทากาดะ กล่าวว่า แผนการส่งเสริมเอสเอ็มอีของญี่ปุ่น มีเป้าหมาย 3 ส่วน คือ 1.ส่งเสริมเอสเอ็มอีไปลงทุนในต่างประเทศ 1 หมื่นรายภายใน 5 ปี 2.กระตุ้นให้เกิดเอสเอ็มอีใหม่ในสัดส่วนที่สูงกว่าเอสเอ็มอีที่ปิดกิจการ และ 3.กระตุ้นให้มีบริษัทที่มีผลกำไรมากขึ้นจากปัจจุบันที่จำนวนบริษัทที่มีกำไรมีเพียง 7 แสนแห่งจากทั้งหมด 3.7 ล้านราย
เผยสนใจลงทุนไทยมากสุดในอาเซียน
นายทากาดะ กล่าวว่า เป้าหมายการลงทุนในต่างประเทศนั้น จากการสำรวจความคิดเห็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีกทั้งหมด พบว่าผู้ประกอบการ 40% สนใจออกไปลงทุนต่างประเทศ และเมื่อถามว่ามีความสนใจไปภูมิภาคใดมากที่สุดประมาณ 50-60% ตอบว่าอาเซียน ดังนั้นจึงคาดว่าจากเป้าหมายที่จะผลักดันเอสเอ็มอีออกลงทุนต่างประเทศ 1 หมื่นรายนี้ 50-60% ก็จะมาลงทุนอาเซียน
“ไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามาดำรงตำแหน่ง ก็จะให้ความสำคัญกับไทยมากที่สุดเช่นเดิม โดยในอาเซียนที่เอสเอ็มอีญี่ปุ่นให้ความสนใจเข้ามาลงทุนในประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และประเทศอื่นๆที่มีศักยภาพ เช่นพม่า ซึ่งจริงๆ เราพร้อมจะเข้าลงทุนทั้ง 10 ประเทศอาเซียน แต่ญี่ปุ่นให้ความสำคัญกับไทยในฐานะที่เป็นศูนย์กลางของภูมิภาค และยังเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่สำคัญของโลก มีจำนวนการผลิต 2.45 ล้านคันในปี 2555 เป็นอันดับ 9 ของโลก และเป็นคู่ค้าสำคัญของหลายอุตสาหกรรมของญี่ปุ่น” นายทากาดะ กล่าว
เน้นร่วมทุนกับนักลงทุนท้องถิ่น
นายทากาดะ กล่าวว่า รูปแบบการเข้ามาลงทุนทั้งไทยและประเทศอาเซียนของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นจะเน้นการร่วมลงทุนกับนักลงทุนท้องถิ่น โดยในส่วนของกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดใหญ่นั้นในช่วงลงทุนเริ่มแรกอาจจะดึงผู้ผลิตที่เคยผลิตป้อนในญี่ปุ่นมาด้วย แต่เมื่อลงทุนไปได้ระยะหนึ่งก็จะมีการใช้อุตสาหกรรมสนับสนุนในประเทศแทน ดังนั้นจึงไม่อยากให้เอสเอ็มอีในไทยหรืออาเซียนกังวลว่าทุนจากญี่ปุ่นจะเข้ามาครอบงำกิจการในประเทศ เพราะการลงทุนที่ไม่แบ่งปันผลกำไรนั้นเป็นแนวทางที่ไม่ยั่งยืน
เชิญธุรกิจไทย20รายร่วมทุนปีหน้า
ในเดือนม.ค. ปีหน้า จะเชิญผู้ประกอบการไทย 20 บริษัทไปจับคู่ทางธุรกิจ หรือ Business Matching กับนักลงทุนญี่ปุ่นให้ได้ 400 รายซึ่งในปีนี้โครงการดังกล่าวประสบความสำเร็จเป็นอย่างสูง ได้พานักธุรกิจไทยไปเยือนญี่ปุ่น 3 ครั้ง รวมผู้ประกอบการไทย 40 ราย จับคู่กับผู้ประกอบการญี่ปุ่นกว่า 200 ราย มีมูลค่าทางธุรกิจกว่า 2 พันล้านบาท
อย่างไรก็ตาม แม้ว่าครึ่งแรกของปีนี้เศรษฐกิจไทยจะติดลบ 0.1% แต่เชื่อว่าประเทศไทยจะสามารถปฏิรูปประเทศไทยได้ตามโรดแมพของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) และจะสามารถกระตุ้นการใช้จ่าย ลงทุนทำให้เศรษฐกิจปีนี้ขยายตัวได้ 1.5-2% และจะขยายตัวสูงขึ้นในระยะถัดไป ประกอบกับการที่กำลังจะเข้าสู่ประชาคมอาเซียนที่จะเกิดการลงทุนต่างๆ ตามมาญี่ปุ่นจึงต้องให้ความสำคัญกับการลงทุนในไทย
ในปี 2556 ที่ผ่านมา พบว่ากิจการจากญี่ปุ่นมีการลงทุนในไทย 5.49 แสนล้านบาท และนักลงทุนญี่ปุ่นก็เป็นกลุ่มที่ลงทุนมากที่สุดที่สัดส่วน 64%
ส.อ.ท.ชี้ไทยได้เปรียบสุดในอาเซียน
ด้าน นายศักดิ์ชัย อุ่นจิตติกุล รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานสถาบันวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอุตสาหกรรมการผลิต (เอสเอ็มไอ) กล่าวว่าประเทศไทยถือได้ว่ามีศักยภาพการดึงดูดนักลงทุนเอสเอ็มอีญี่ปุ่นมากที่สุดในบรรดาประเทศในอาเซียน เพราะแม้ว่าประเทศสิงคโปร์จะมีความโดดเด่น แต่เอสเอ็มอีส่วนใหญ่ก็อยู่ภาคการค้า ขณะที่ประเทศไทยมีเอสเอ็มอีภาคการผลิตที่เข้มแข็งสามารถเข้ามาต่อยอดการผลิตกับเอสเอ็มอีไทยได้ทันที
อย่างไรก็ตาม คู่แข่งขันที่น่ากลัวของไทยก็คือประเทศเวียดนาม แต่ไทยก็ยังมีความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานที่มีความพร้อมมากที่สุดซึ่งหากมีความมั่นคงทางการเมือง และนโยบายของประเทศ ก็จะยิ่งสร้างความได้เปรียบเหนือประเทศอื่น
เกณฑ์บีโอไอใหม่หนุนเอสเอ็มอีมากขึ้น
“รูปแบบที่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีญี่ปุ่นจะเข้ามาลงทุนในไทย น่าจะเป็นการร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยมากกว่าการลงทุนเพียงฝ่ายเดียว เพราะกลุ่มเอสเอ็มอีมีเงินลงทุนและความพร้อมต่างๆ น้อยกว่าธุรกิจขนาดใหญ่ จึงจำเป็นต้องเข้ามาร่วมลงทุนกับนักธุรกิจในท้องถิ่นเพื่อให้ทำธุรกิจได้ง่ายขึ้น โดยเอสเอ็มอีไทยจะต้องฉวยโอกาสศึกษานำเทคโนโลยี และการบริหารจัดการต่างๆ ในส่วนที่เหนือกว่ามาปรับปรุงธุรกิจเพื่อให้เติบโตอย่างก้าวกระโดด” นายศักดิ์ กล่าว
นายศักดิ์ชัยกล่าวว่ามาตรการส่งเสริมการลงทุน ของคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ที่จะเริ่มใช้ในปีหน้า ก็จะช่วยดึงดูดนักลงทุนในกลุ่มเอสเอ็มอีมากขึ้น เพราะได้เพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสูงกว่ามาตรการส่งเสริมการลงทุนที่ใช้ในปัจจุบัน






