วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

HOTPOT

ราคาหุ้นไม่สะท้อนการเติบโต

ราคาหุ้นไม่สะท้อนการเติบโตกำไรสูงสุดเป็นประวัติการณ์

เราคาดว่า EBITDA ของ HOTPOT จะปรับขึ้นแตะระดับ 300 ล้านบาทได้เป็นครั้งแรกในปี 2558 จากการฟื้นตัวของ SSSG มาเป็น +5% จากการบริโภคภาคเอกชนเติบโต 3.5% ประกอบกับแผนเปิดสาขาใหม่ 15 แห่ง และการรับรู้รายได้เต็มปีของร้าน Hotpot Inter Buffet หลังจากปรับรูปแบบร้านครบทุกแห่งพร้อมกับปรับขึ้นราคาอีก 20 บาท ส่งผลให้รายได้ต่อสาขาสูงขึ้นราว 40% นอกจากนี้ HOTPOT ยังต่อยอดรายได้ด้วยการขายน้ำจิ้มสุกี้ทางโลตัส (100 สาขา) และ เซเว่น-อีเลเว่น (2,000 สาขา) เราจึงประเมินกำไรสุทธิในปี 2558 จะเติบโตที่ 62 ล้านบาท สูงที่สุดตั้งแต่บริษัทเริ่มดำเนินกิจการมา ซึ่งเรายังไม่รวมแผนเข้าซื้อกิจการซึ่งคาดเห็นผลสรุปในต้นปีหน้า

ความสามารถทางการแข่งขันได้เปรียบคู่แข่ง

แม้ว่าการแข่งขันด้านราคาในธุรกิจร้านอาหารเพื่อช่วงชิงผู้บริโภคจะรุนแรงมากขึ้น แต่ HOTPOT ยังค่อนข้างได้เปรียบในตลาดบุฟเฟต์ เพราะมีทั้งบริการอาหารทั้งแบบปิ้งย่างและหม้อต้มในโต๊ะเดียว (แบรนด์ “HD”) ทำให้ได้รับความนิยมสูง จนจำนวนลูกค้าในช่วง ม.ค.-ธ.ค. 57 ปรับเพิ่มขึ้น 15% เป็น 8 แสนรายต่อเดือน ทั้งๆที่ HD ได้ปรับขึ้นราคาได้ 8% ส่งผลให้รายได้ของ HD ปีนี้เติบโตถึง 250% YoY จากการรับรู้รายได้ของ HD เต็มปีเป็นครั้งแรก ขณะที่ต้นทุนค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขายรักษาไว้ได้ที่ 53% จากการเจรจาปรับลดค่าเช่าคงที่มาเป็นส่วนแบ่งรายได้ ซึ่งเป็นบวกต่อการทำกำไรภายใต้ภาวะเศรษฐกิจที่อยู่ในช่วงฟื้นตัว

“เจ็บแต่จบ”จากการปิดสาขาเก่า

แม้ว่า HOTPOT จะปิดสาขาไปแล้วกว่า 8 แห่งในครึ่งปีแรก แต่ผู้บริหารยังคงมีแผนปิดสาขาเก่าๆที่ไม่ทำกำไรอีก โดยเราคาดว่า HOTPOT จะปิดสาขาอีก 25 สาขาจนถึงปลายปี 2558 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาขาที่อยู่ห้างสรรพสินค้าท้องถิ่นในต่างจังหวัดและมีผลประกอบการไม่ดี และล้วนเป็นสาขาเก่าที่เปิดบริการมานานกว่า 10 ปีขึ้นไป ทำให้ HOTPOT ยังคงมีค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าตัดจำหน่ายสินทรัพย์ (write-off) สูงขึ้นเป็น 21 ล้านบาทในปี 2557 และอีก 5 ล้านบาทในปี 2558 แม้ว่าการตัดสินของผู้บริหารจะบั่นทอนกำไรในปีนี้ให้ต่ำลง 57% YoY แต่เรามองว่าจะทำให้ความสามารถในการทำกำไรของบริษัทดีขึ้นในระยะยาว ทำให้อัตรากำไรสุทธิของ HOTPOT สูงขึ้นในระดับ 3% ต่อเนื่องในปี 2558-2561

ราคาถูกเกินไปเมื่อเทียบกับการเติบโต

แม้ว่าเราจะปรับลดประมาณการปี 2557 ลงสะท้อนสถานการณ์ในประเทศที่มีปัญหา กอปรกับ HOTPOT มีค่าใช้จ่ายตัดจำหน่ายสินทรัพย์สูงกว่าปกติถึง 2 เท่า (เฉลี่ย 4 ปีย้อนหลัง มีค่าใช้จ่ายนี้ 4 ล้านบาท) อย่างไรก็ตาม เรามองเห็นโอกาสการเติบโตของ HOTPOT อีกมากหลังผ่านจุดตำสุดมาแล้วในครึงปีแรก โดยเราเปลียนวิธีประเมินมูลค่าเหมาะสมหุ้น HOTPOT จากวิธีคิดลดกระแสเงินสด (DCF) เป็น PE Multiple เพื่อสะท้อนการเติบโตที่เด่นชัดในปีหน้า เราใช้ PE ที่ 25เท่า อ้างอิงจาก PE เฉลี่ยของกลุ่มอาหาร ซึ่งถึงแม้จะเป็นระดับที่สูงเมื่อมอง HOTPOT เป็นหุ้นขนาดเล็กแต่เราเชื่อว่าเป็นระดับที่สมเหตุสมผลเมื่อเทียบขนาดการเติบโตของกำไรต่อหุ้นในปีหน้าที่สูงขึ้นกว่า 200% เราจึงได้ปรับมูลค่าเหมาะสมเพิ่มขึ้น 12% เท่ากับ 3.80 บาท คงคำแนะนำ “ซื้อ”