ขีดแข่งขันไทยขยับ ติดอันดับ 31 โลก สะท้อนพื้นฐานเศรษฐกิจแข็งแกร่ง แม้เผชิญปัญหาการเมือง
"เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม"ระบุไทยยังต้องแก้ไขเรื่องธรรมาภิบาลและความล่าช้าระบบราชการ ส่วนความเชื่อมั่นนักการเมืองทรุดหนัก ต่ำสุดในโลก ด้านธปท.พอใจผลประเมิน เชื่อรัฐบาลเดินหน้าปฏิรูปประเทศ หนุนอันดับดีขึ้น
เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม เผยแพร่รายงานดัชนีขีดความสามารถด้านการแข่งขันโลก ประจำปี 2557-2558 โดยไทยติดอันดับที่ 31 จากอันดับที่ 37 ในปี 2556 ขณะสวิตเซอร์แลนด์ รั้งอันดับ 1 ประเทศที่มีขีดแข่งขันสูงสุดในโลกเป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน ขณะสิงคโปร์ ผงาดอันดับ 2 ติดอันดับสูงสุดในเอเชีย
รายงานประจำปีของเวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรัม ระบุว่าถึงแม้ไทย จะประสบกับวิกฤติทางการเมืองที่ยืดเยื้อ แต่ก็สามารถไต่อันดับประเทศที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันขึ้นมาได้ 6 อันดับจากปีก่อน มาอยู่ในอันดับที่ 31 ในปีนี้ โดยมีปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจมหภาคดีขึ้น 12 อันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 19 ในปัจจุบัน
ในปี 2556 ไทย เกือบมีงบประมาณสมดุลและลดอัตราเงินเฟ้อให้เหลือ 2% ขณะที่หนี้สาธารณะยังคงทรงตัว และอัตราการออมยังคงอยู่ในระดับสูง
ในปีนี้ ไทยยังคงทำได้ดีในการพัฒนาทางการเงิน ติดอยู่ในอันดับที่ 34 และสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพด้านการตลาดให้มีความแข็งแกร่งได้ดี ปรับขึ้นมา 4 อันดับ มาอยู่ในอันดับที่ 30 แต่การแข่งขันในตลาดของไทยยังคงมีข้อจำกัด เนื่องจากอุปสรรคต่างๆในการรุกเข้าตลาดไทย โดยเฉพาะในส่วนที่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของต่างชาติ
เมื่อพิจารณาถึงปัญหาความท้าทายต่างๆที่ยังคงมีอยู่ในการดำเนินธุรกิจในไทย สิ่งสำคัญที่สุดคือ ธรรมาภิบาล การเมือง และเสถียรภาพด้านนโยบาย ความล่าช้าของระบบราชการที่ยังมีอยู่มาก ปัญหาคอร์รัปชัน ความวิตกเรื่องความมั่นคงในประเทศ และความไม่แน่นอนของการปกป้องทรัพย์สินทางปัญญา โดยอยู่อันดับที่ 93 ลดลงมา 8 อันดับ
ความเชื่อมั่นนักการเมืองต่ำสุดในโลก
ส่วนระดับความเชื่อมั่นในตัวนักการเมืองของไทยถือว่าอยู่ในอันดับต่ำสุดในโลก คืออันดับ 129 ส่วนเรื่องที่น่าวิตกกังวลอื่นๆ คือ คุณภาพด้านการศึกษาของไทยที่ปีนี้อยู่ในอันดับ 87 ลดลงจากปีก่อน 9 อันดับ
ขณะด้านความพร้อมด้านเทคโนโลยีของไทย ยังคงอยู่ในระดับต่ำ คืออันดับที่ 65 แม้ว่าไทยจะมีคะแนนในส่วนนี้ดีขึ้นคือปรับขึ้นมา 13 อันดับ แต่การประเมินครั้งนี้ กระทำก่อนที่จะมีการปฏิวัติเมื่อเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา
สิงคโปร์ขีดแข่งขันสูงสุดในเอเชีย
ทางด้านประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่สุดของโลก อย่าง สหรัฐ มีขีดแข่งขันไต่ขึ้นมาจากปีก่อน 2 อันดับ มาอยู่ที่อันดับ 3 ตามหลังสิงคโปร์ ที่ครองอันดับ 2 เป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน และสวิตเซอร์แลนด์ ในอันดับ 1 เป็นปีที่ 6 ติดต่อกัน เนื่องจากบริษัทสหรัฐ มีจุดเด่นด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี ที่มีความสลับซับซ้อน ช่วยหนุนให้ขีดความสามารถด้านการแข่งขันในตลาดโลกปรับตัวดีขึ้น
ทั้งนี้ ในกลุ่ม 10 ประเทศที่มีขีดความสามารถด้านการแข่งขันสูงสุดของโลก นอกจาก 3 อันดับที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ยังประกอบด้วยฟินแลนด์ ในอันดับ 4 ตามมาด้วย เยอรมนี ญี่ปุ่น ฮ่องกง เนเธอร์แลนด์ สหราชอาณาจักร และสวีเดน
ขณะที่ 10 ชาติที่มีขีดความสามารถด้านการแข่งขันสูงสุดในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก จาก 144 ประเทศ คือ สิงคโปร์ (2) ญี่ปุ่น (6) ฮ่องกง (7) ไต้หวัน (14) นิวซีแลนด์ (17) มาเลเซีย (20) ออสเตรเลีย (22) เกาหลีใต้ (26) จีน (28) และไทย (31)
ธปท.ชี้สะท้อนเศรษฐกิจไทยแข็งแกร่ง
นายจิรเทพ เสนีวงศ์ ณ อยุธยา โฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่าอันดับการแข่งขันที่ดีขึ้นของไทยในครั้งนี้ เป็นการปรับดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในหลายเครื่องชี้ โดยเฉพาะสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหภาค สะท้อนความมั่นใจในนโยบายเศรษฐกิจมหภาคของไทยที่ปรับดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเครื่องชี้ที่ปรับดีขึ้นมาก ได้แก่ อัตราเงินเฟ้อ และการจัดทำงบประมาณของรัฐบาล รวมทั้งการสาธารณสุขและการศึกษาในขั้นต้น
การปรับดีขึ้นของขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยนี้ ถือว่าเป็นการยืนยันพื้นฐานที่เข้มแข็งของเศรษฐกิจไทย ดังนั้นผลการประเมินที่ออกมาก็ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ สอดคล้องกับผลการประเมินของสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือในช่วงที่ผ่านมา
นายจิรเทพ กล่าวว่าในระยะต่อไป การปฏิรูปประเทศในหลายๆ ด้านที่จะเกิดขึ้นน่าจะมีส่วนช่วยให้ไทยสามารถรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันหรือพัฒนาให้ดีขึ้นต่อไปได้
ด้าน นายสมชัย สิทธิชัยศรีชาติ กรรมการผู้จัดการ บมจ.เอสไอเอส ดิสทริบิวชั่น (ประเทศไทย) กล่าวว่า การจัดลำดับครั้งใหม่นี้แสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ในประเทศไทยลงตัว เศรษฐกิจมีเสถียรภาพมากขึ้น จากครึ่งปีแรกที่นักลงทุนรู้สึกไม่มั่นใจ งานประชุม สัมมนาต่างๆ ถูกยกเลิก จากนี้คงเริ่มกลับคืนมา
"บริษัทเองไม่รู้สึกกังวลกับปัจจัยลบใดๆ นอกจากการเมือง ทว่าเท่าที่ประเมินเบื้องต้นดูเหมือนว่าเรียบร้อยดี"
นักวิชาการแนะเพิ่มแข่งขันส่งออก
นายสมชาย ภคภาสน์วิวัฒน์ นักวิชาการอิสระ กล่าวถึงการที่ไทยเลื่อนอันดับดัชนีขีดความสามารถด้านการแข่งขันโลก จากอันดับที่ 37 ขึ้นมาอยู่อันดับที่ 31 ว่า ส่วนหนึ่งอาจเป็นผลมาจากสัญญาณสถานการณ์โดยรวมภายในประเทศที่เริ่มมีทิศทางดีขึ้น แต่ในด้านภาพรวมการส่งออกไทยยังไม่ค่อยดีนัก โดยยังมองว่าไทยยังต้องปรับขีดความสามารถการส่งออกให้มากขึ้น และต้องรู้เขา รู้เรา เพราะที่ผ่านมา ไทยยังปรับตัวเรื่องการส่งออกไม่ทันกับตลาดเออีซี
สำหรับสิ่งสำคัญของการแข่งขัน คือ การเพิ่มคุณค่า และคุณภาพของสินค้าให้มากขึ้น อาทิ การยืดอายุสินค้าเกษตรให้นานขึ้น ตลอดจนปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป อย่างไรก็ดี ไทยอาจใช้ความได้เปรียบในเรื่องค่าแรงเข้าไปขยายฐานการผลิต โดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้านกลุ่มซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม ที่มีค่าแรงเฉลี่ย ถูกกว่าค่าแรงไทย 25% ตลอดจนต้องพิจารณาความได้เปรียบของฐานการลงทุนในแต่ละประเทศว่า เหมาะกับสินค้าที่จะเข้าไปตั้งฐานการผลิตหรือไม่ เช่น การทำชิปปิ้งสินค้าในอินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ จากข้อได้เปรียบด้านภูมิศาสตร์ เป็นต้น
ทั้งนี้ ไทยจะต้องวางแผน เพื่อขยายโอกาสการส่งออกสินค้าและทำตลาดต่างประเทศ โดยภาครัฐฯจะต้องนำเสนอข้อมูลความรู้ความเข้าใจให้ผู้ประกอบการที่สนใจลงทุนในต่างประเทศ เห็นถึงโอกาสและความเสี่ยงมากขึ้น ไม่ใช่นำเสนอแต่ด้านบวกหรือผลประโยชน์ของการทำธุรกิจในต่างประเทศ รวมถึงต้องมีความร่วมมือกันขับเคลื่อนประเทศระหว่างภาครัฐและเอกชน ตลอดจนปรับปรุงบุคลากรภาคเอกชนให้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น









