บีโอไอ เผย นักลงทุนเชื่อมั่นการส่งเสริมลงทุนของไทยมากขึ้น มั่นใจยอดยื่นขอรับรวมไม่ต่ำกว่า 7 แสนล้านบาท
นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ขณะนี้นักลงทุนเชื่อมั่นต่อทิศทางส่งเสริมการลงทุนมากขึ้น หลังมีการตั้งคณะกรรมการบีโอไอ เมื่อ 2-3 เดือนก่อน และเป็นผลจากคณะกรรมการบีโอไออนุมัติโครงการที่รอการพิจารณาได้อย่างน่าพอใจ จากที่มียอดค้างการพิจารณารวมกว่า 700,000 ล้านบาท มาแล้วเกินกว่าครึ่ง หรือกว่า 350,000 ล้านบาท มั่นใจว่าในการประชุมคณะกรรมการบีโอไอ นัดสุดท้าย วันที่ 9 กันยายนนี้ จะอนุมัติโครงการเพิ่มสะสมเป็นกว่า 400,000 ล้านบาท ซึ่งโครงการลงทุนประมาณร้อยละ 60 เป็นนักลงทุนไทยและนักลงทุนไทยร่วมลงทุนกับต่างชาติ ซึ่งจากนี้ไปบีโอไอจะเน้นชักจูงนักลงทุนต่างชาติให้เข้ามาลงทุนมากขึ้น
ทั้งนี้ บีโอไอเชื่อมั่นว่า ตลอดปีนี้จะมีโครงการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในภาพรวม คิดเป็นมูลค่ารวมถึง 700,000 ล้านบาท ส่วนเศรษฐกิจไทยปีนี้ หลายหน่วยงานคาดว่าจะเติบโตที่ร้อยละ 4.5-5.5 ซึ่งการเติบโตระดับนี้จะช่วยกระตุ้นและทำให้เกิดการบริโภคและการลงทุนตามมาอีกมาก ซึ่งการทำงานของบีโอไอช่วงที่ผ่านมาดูแลอำนวยความสะดวกให้กับนักลงทุนตั้งแต่ก่อนรับส่งเสริมการลงทุน ทั้งนี้ เพื่อให้มีความคล่องตัวมากที่สุด
สำหรับการทำงานส่งเสริมการลงทุน บีโอไอเริ่มส่งเสริมการลงทุนตามนโยบายส่งเสริมการลงทุนชุดใหม่ทันที แม้จะมีผลในปี 2558 ก็ตาม คาดว่าจะส่งผลให้เกิดการลงทุนในกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ อิเล็กทรอนิกส์ การลงทุนที่ใช้เทคโนโลยีที่สูงขึ้น นาโนเทคโนโลยี และที่สำคัญการที่ประเทศไทยมีปริมาณไฟฟ้าสำรองต่ำ จึงมีความต้องการโรงไฟฟ้า เชื่อว่าการลงทุนกิจการผลิตไฟฟ้าจะมีมากขึ้น นอกจากนี้ ยังจะมีการลงทุนในอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวด้วย เพราะปีหน้าคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจะเพิ่มเป็น 28 ล้านคน
ส่วนการออกไปลงทุนในต่างประเทศของนักลงทุนไทย โดยเฉพาะกลุ่มประเทศ CLMV ซึ่งหมายถึงกัมพูชา ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม ที่ผ่านมามีนักลงทุนเข้ามาใช้ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของบีโอไอกว่า 14,000 ราย และมีการเข้าร่วมโครงการต่างๆ ของบีโอไอกว่า 1,000 ราย ในจำนวนนี้ประมาณร้อยละ 30 ตัดสินใจออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน
สำหรับการจัดสัมมนานำเสนอผลการศึกษา “โอกาสลู่ทางและระเบียบการลงทุน การทำธุรกิจในสาธารณรัฐเคนยา สาธารณรัฐกานา สาธารณรัฐแทนซาเนีย และสาธารณรัฐเปรู” นายอุดม กล่าวว่า ประเทศเหล่านี้มีโอกาสที่นักลงทุนไทยจะเข้าไปลงทุนได้ เนื่องจากมีทรัพยากรที่เป็นวัตถุดิบ แร่ธาตุที่อุดมสมบูรณ์ และแรงงานที่นักลงทุนไทยจะออกไปแสวงหาโอกาสได้ การลงทุนกำลังขยายตัว มีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าร้อยละ 6 ติดต่อกันเป็นเวลาหลายปี อีกทั้งยังได้รับสิทธิประโยชน์ทางการค้าที่ประเทศเหล่านี้ได้รับจากประเทศที่พัฒนาแล้ว









