เคลียร์ใจ ปลิว ตรีวิศวเวทย์ แม่ทัพใหญ่ บมจ.ช.การช่าง ยังไม่คิดจำหน่ายเงินลงทุน BECL-BMCL-TTW-CKP ให้ใคร!!
หลายครั้งที่ “ปลิว ตรีวิศวเวทย์" ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ช.การช่าง หรือ CK ผู้รับเหมาก่อสร้าง ยอมตอบรับนัดการขอรับฟังข้อมูลจากนักลงทุนรายใหญ่ และเกือบทุกครั้งที่ เขามักตอบปฎิเสธการขอซื้อหุ้นบริษัทจดทะเบียนบางตัวที่ CK ลงทุนอยู่แบบมีข้อแม้ติ่งท้าย แม้บ้างครั้งราคาเสนอซื้อจะสูงกว่าราคาในกระดานก็ตาม ล่าสุดมีเสียงเม้าท์มอยลอยมาว่า มีนักลงทุนไซด์บิ๊กมาเจรจาขอซื้อหุ้น รถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BMCL ในราคาพาร์ 1 บาท แต่เงื่อนไขไม่โดนใจ “ปลิว”
ปัจจุบัน “ช.การช่าง” ถือหุ้นบมจ.ทางด่วนกรุงเทพ หรือ BECL, บมจ.รถไฟฟ้ากรุงเทพ หรือ BMCL, บมจ.ทีทีดับบลิว หรือ TTW และ บมจ.ซีเค พาวเวอร์ หรือ CKP ในสัดส่วน 15.15-30.19-19.04-31.78 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ
“บริษัทในเครือขยันส่งกำไรกลับมายัง CK สม่ำเสมอ ดีแบบนี้จะขายให้คนอื่นทำไม” “ชายวัย 68 ปี” บอกถึงเหตุผลที่ไม่ใจอ่อนยอมจำหน่ายเงินลงทุน
หากคิดจากสัดส่วนการลงทุนใน 4 บริษัทเท่ากับว่า “ช.การช่าง” เข้าไปลงทุนแล้วประมาณ 31,000 ล้านบาท "ปลิว” บอก มูลค่าลงทุนนี้เป็นตัวเลขเดียวกับที่บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) เคยประเมินไว้ ที่ผ่านมาบริษัทจดทะเบียนเหล่านี้เป็นตัวช่วยสำคัญในการผลักดันทั้งในแง่ “กำไรสุทธิ” และ “กำไรจากเงินปันผล” ให้กับบริษัทมาตลอด
แถมยังเป็นพันธมิตรที่พร้อมจะก้าวขาไปลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า น้ำประปา เขื่อน และพลังงานไฟฟ้า ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อรองรับการเกิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) ในปลายปี 2558 เขาเหล่านี้จะช่วยทำให้การเข้าลงทุนต่างๆของเราง่ายขึ้น และยังทำให้เรามีภาระการลงทุนน้อยลงด้วย
ที่ผ่านมา “ช.การช่าง” รับรู้ “กำไรจากการจำหน่ายเงินลงทุน” มาแล้วหลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็นการขายหุ้น “ทีทีดับบลิว” จำนวน 2,203.2 ล้านบาท โดยได้จำหน่ายออกไปในสัดส่วน 11 เปอร์เซ็นต์ ราคาหุ้นละ 7.55 บาท ล่าสุดบริษัทได้ขายหุ้น “รถไฟฟ้ากรุงเทพ” จำนวน 1,025 ล้านหุ้น ราคาหุ้นละ 1.65 บาท รวมมูลค่า 1,691 ล้านบาท ทำให้บริษัทรับรู้กำไรจากการขายครั้งนี้ประมาณ 1,000 ล้านบาท คาดว่าจะบันทึกกำไรดังกล่าวในช่วงไตรมาส 3 ปี 2557
“กลยุทธ์ดี พันธมิตรแกร่ง ปัจจัยเหล่านี้ทำให้บริษัทมีวันนี้ พันธมิตรทั้งหมดเราเป็นผู้ปลุกปั้นเองกับมือ ไม่ว่าจะเป็น “ทางด่วนกรุงเทพ-ทีทีดับบลิว-รถไฟฟ้ากรุงเทพ-ซีเค พาวเวอร์” ทั้งหมดนี้คือ โครงสร้างสำคัญของ ช.การช่าง ฉะนั้นยังไม่คิดจะขายหุ้นออกหมด แต่อาจมีการปรับพอร์ตลงทุนเล็กน้อย”
“ปลิว” พูดถึง “จุดเด่น” ของ “ช.การช่าง” ว่า เราเปรียบเหมือน "สองคนในร่างเดียว” ร่างหนึ่งเราเป็น “ผู้รับเหมา” หรือ Contractor ส่วนอีกร่างเราเป็น “ผู้พัฒนา” หรือ Developer ในร่างผู้รับเหมาทุกคนมั่นใจในตัว “ช.การช่าง” อยู่แล้ว ทุกอย่างสะท้อนจากผลงานตลอด 40 ปี ส่วนร่างผู้พัฒนาเพิ่งมาฉายแววเมื่อ 25 ปีก่อน หลังเราเข้าไปลงทุนในระบบสาธานูปโภคต่างๆ
ในช่วง 3-5 ปีข้างหน้า (2557-2561) เราจะพยายามผลักดันรายได้ให้ขยายตัวปีละ 10-15 เปอร์เซ็นต์ วันนี้การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานของประเทศไทยยังขาดอยู่มาก ฉะนั้นยังมีโอกาสขยายตัวได้อีกเยอะ โดยบริษัทจะมุ่งเน้นการลงทุนไปในประเทศพม่าและลาวที่ยังขาดโครงสร้างพื้นฐาน เพียงแต่ปัจจุบันรัฐบาลของทั้งสองประเทศยังไม่มีงบประมาณเพียงพอในการลงทุน
โดยปี 2559 บริษัทอาจมีรายได้แตะ 40,000 ล้านบาท เนื่องจากงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานของประเทศจะเริ่มมีการเปิดประมูล เชื่อว่าจะรู้ผลประมูลและลงนามสัญญาภายในปี 2558 ขณะที่เราอาจมีโอกาสชนะงานประมาณ 20-25 เปอร์เซ็นต์ของมูลค่าโครงการที่ภาครัฐเปิดประมูล โดยบริษัทได้เตรียมความพร้อมทั้งด้านเงินทุนและบุคคลากรไว้เรียบร้อยแล้ว
ก่อนจะส่งไม้ต่อให้ “พงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานพัฒนาธุรกิจ “ช.การช่าง” เล่าแผนธุรกิจต่อ “ปลิว” บอกเป้าหมายรายได้ในปี 2557 ว่า น่าจะยืนระดับ 33,000 ล้านบาท ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่เคยประเมินไว้เมื่อต้นปีที่ผ่านมาในระดับ 30,000 ล้านบาท ส่วนในแง่ของอัตรากำไรขั้นต้นอาจยืน 10 เปอร์เซ็นต์ ปัจจุบันเรามีงานในมือ (Backlog) มูลค่ากว่า 101,000 ล้านบาท
“ครึ่งปีหลังของปี 2557 รายได้และกำไรจะดีกว่า 6 เดือนแรกที่ผ่านมาที่มีรายได้ 18,000 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 677 ล้านบาท ตอนนี้ความกดดันเรื่องวัสดุก่อสร้าง และแรงงานไม่มีแล้ว"
“พงษ์สฤษดิ์ ตันติสุวณิชย์กุล” เล่าว่า ภายในเดือนต.ค.นี้ บริษัทจะลงนามในสัญญาก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วมเฟส 2 นิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน มูลค่าประมาณ 5,000 ล้านบาท และบริษัทอยู่ระหว่างเจรจางานก่อสร้างขยายกำลังการผลิตน้ำประปาให้กับ บมจ.ทีทีดับบลิว (TTW) มูลค่าประมาณ 3,000 ล้านบาท และโครงการก่อสร้างเขื่อนน้ำบากที่ สปป.ลาว มูลค่าประมาณ 17,000 ล้านบาท
แม้บริษัทจะมีโครงการงานก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานจำนวนมาก แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มทุน เนื่องจากฐานะการเงินแข็งแกร่ง ขณะที่อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน หรือ D/E อยู่ที่ 1.7 เท่า แต่หากการเติบโตของบริษัทเพิ่มขึ้น โดยรายได้ขึ้นมายืน 50,000-60,000 ล้านบาทต่อปี ก็มีโอกาสที่จะเพิ่มทุนเพื่อเพิ่มขีดความสามารถการลงทุนให้สูงขึ้น
สำหรับงานในอนาคต เราคงเน้นเข้าไปร่วมดำเนินงานกับภาครัฐในโครงการสาธารณูปโภค เรื่องนี้ถือเป็น “จุดเด่น” ของบริษัท โดยเฉพาะการลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของรัฐบาลตามแผน ยุทธศาสตร์การขับเคลื่อนและพัฒนาประเทศไทยของคสช. อาทิ โครงการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนสายต่างๆ โครงการรถไฟฟ้าทางคู่ โครงการทางด่วนและมอเตอร์เวย์ โครงการก่อสร้างท่าเทียบเรือน้ำลึก โครงการก่อสร้างสนามบินสุวรรณภูมิ โครงการเขื่อนและโรงไฟฟ้า และโครงการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเรามีความพร้อมและประสบการณ์
เขา บอกว่า เมื่อต้นกลางเดือนส.ค.ที่ผ่านมา บริษัทได้เดินทางไปโรดโชว์ประเทศมาเลเซีย โดยมีผู้จัดการกองทุนจำนวน 20 กองทุนเข้าร่วมรับฟังข้อมูล รวมทั้งยังขอฟังข้อมูลของ “ซีเค พาวเวอร์” และ “รถไฟฟ้ากรุงเทพ” ซึ่งนักลงทุนเหล่านี้รู้จักบริษัทในกลุ่ม CK ดีอยู่แล้ว ทำให้สนใจลงทุน หลังเห็นว่าประเทศไทยกำลังจะพัฒนาโครงการจำนวนมาก
“ปัจจุบันมีนักลงทุนต่างชาติถือหุ้น CK ไม่ถึง 25 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งบริษัทมีนโยบายให้นักลงทุนต่างชาติถือหุ้นไม่เกิน 25 เปอร์เซ็นต์ ส่วนพันธมิตรประเทศญี่ป่น และเยอรมัน ส่วนใหญ่เน้นจับมือกันทำโครงการ”
ณ วันที่ 30 มิ.ย.2557 “ช.การช่าง” มี 15 โครงการที่ดำเนินการอยู่แล้ว คือ 1.โครงการรถไฟฟ้าสายสีม่วง สัญญาที่ 1 งานโครงสร้างยกระดับ มูลค่าโครงการ 14,687 ล้านบาท ความคืบหน้า 98.5 เปอร์เซ็นต์ สัญญาที่ 4 ออกแบบจัดหา และติดตั้งระบบรถไฟฟ้า บริหารโครงการ มูลค่า 22,011 ล้านบาท ความคืบหน้า 7.2 เปอร์เซ็นต์
2.โครงการก่อสร้างบ่อพักและท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดิน รถไฟฟ้าสายสีม่วง มูลค่า 351 ล้านบาท ความคืบหน้าร้อยเปอร์เซ็นต์ 3.โครงการก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำคลองพระองค์ไชยานุชิตอ่างเก็บน้ำบางพระ และอาคารประกอบ มูลค่า 2,169 ล้านบาท ความคืบหน้า 95.5 เปอร์เซ็นต์ 4.โครงการรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินส่วนต่อขยาย สัญญาที่ 2 ก่อสร้างเส้นทางใต้ดิน ช่วงสนามไชย-ท่าพระ มูลค่า 9,988 ล้านบาท ความคืบหน้า 57.8 เปอร์เซ็นต์ สัญญาที่ 5 งานวางราง มูลค่า 4,672 ล้านบาท ความคืบหน้า 56.4 เปอร์เซ็นต์
5.โครงการโรงงานผลิตยาสูบแห่งใหม่ ณ สวนอุตสาหกรรมโรจนะ มูลค่า 4,619 ล้านบาท ความคืบหน้า 74 เปอร์เซ็นต์ 6.โครงการก่อสร้างสถานกงสุลใหญ่แขวงสะหวันนะเขต สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มูลค่า 98 ล้านบาท ความคืบหน้า 100 เปอร์เซ็นต์
7.โครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียว สัญญาที่ 1 งานโยธา มูลค่า 13,167 ล้านบาท ความคืบหน้า 43.8 เปอร์เซ็นต์ สัญญาที่ 2 งานวางราง มูลค่า 2,243 ล้านบาท ความคืบหน้า 20.8 เปอร์เซ็นต์ 8.โครงการออกแบบ และก่อสร้างงานคันดิน และระบบระบายน้ำ นิคมอุตสาหกรรมบางประอิน มูลค่า 671 ล้านบาท ความคืบหน้า 95.6 เปอร์เซ็นต์
9.โครงการไฟฟ้าพลังน้ำไซยะบุรี มูลค่า 76,511 ล้านบาท ความคืบหน้า 40 เปอร์เซ็นต์ 10.โครงการทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอก มูลค่า 22,500 ล้านบาท ความคืบหน้า 18.1 เปอร์เซ็นต์ 11.โครงการก่อสร้างถนนเส้นภูดู่-ปากลาย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มูลค่า 660 ล้านบาท ความคืบหน้า 95.6 เปอร์เซ็นต์
12.โครงการซ่อมบำรุงทางพิเศษสายศรีรัช-วงแหวนรอบนอกตะวันตก มูลค่า 67 ล้านบาท ความคืบ 95 เปอร์เซ็นต์ 13.โครงการก่อสร้างปรับปรุงขยายการประปาส่วนภูมิภาคสาขาลำปาง มูลค่า 615 ล้านบาท ความคืบหน้า 46 เปอร์เซ็นต์ 14.โครงการก่อสร้างอาคารอเนกประสงค์ ติณสูลานนท์ มูลค่า 31 ล้านบาท ความคืบหน้า 75 เปอร์เซ็นต์ และ 15.โครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ จังหวัดเชียงราย มูลค่า 857 ล้านบาท ความคืบหน้าร้อยเปอร์เซ็นต์









