กระทรวงพาณิชย์ เผยสถานการณ์ส่งออกในรอบ7เดือนติดลบ แต่ช่วง5เดือนหลังแนวโน้มดีขึ้น สินค้ามีสัญญาณฟื้นตัว
นางดวงกมล เจียมบุตร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า การส่งออกเดือนก.ค.2557 มีมูลค่า 18,896 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 0.85% ซึ่งกลับมาลดลง หลังจากที่เดือนมิ.ย. การส่งออกได้ขยายตัวเป็นบวก 3.90%
ส่วนการนำเข้ามีมูลค่า 19,998.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 2.86% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 1,102 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ขณะที่การส่งออกในช่วง 7 เดือนของปี 2557 (ม.ค.-ก.ค.) มีมูลค่า 131,600.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 0.42% การนำเข้า 7 เดือน มีมูลค่า 132,466 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 12.49% ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้า 7 เดือน มูลค่า 865.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
สาเหตุที่ทำให้การส่งออกในเดือนก.ค. ลดลง มีปัจจัยหลักจากการหดตัวของการส่งออกสินค้าทองคำ น้ำมัน ที่ลดลงตามความต้องการของตลาดโลกที่ลดลง ขณะที่สินค้าเกษตรสำคัญ เช่น ยางพารา ส่งออกได้ลดลง 23.4% มันสำปะหลัง ลดลง 7.7% ขณะที่สินค้าอุตสาหกรรมสำคัญที่ส่งออกลดลง เช่น แผงวงจรไฟฟ้า ลดลง 5.5% เครื่องปรับอากาศและส่วนประกอบ ลดลง 10.9% ผลิตภัณฑ์ยาง ลดลง 2%
อย่างไรก็ตาม แม้สินค้าหลายตัวจะส่งออกได้ลดลง แต่เริ่มมีสัญญาการฟื้นตัวอย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มสินค้าเกษตรหลายรายการมีแนวโน้มส่งออกได้ดีขึ้น โดยเฉพาะข้าว ผัก ผลไม้สดแช่แข็งและแปรรูป ไก่สดแช่แข็งและแปรรูป รวมถึงอาหารทะเลแช่แข็งและแปรรูป และน้ำตาล ส่วนสินค้าอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มดี เช่น ยานพาหนะและส่วนประกอบ เม็ดและผลิตภัณฑ์พลาสติก สิ่งทอ สิ่งพิมพ์ กระดาษและบรรจุภัณฑ์ ซึ่งจะเห็นผลชัดเจนตั้งแต่เดือนส.ค.2557 เป็นต้นไป
สำหรับตลาดส่งออกสำคัญ พบว่า ตลาดหลัก ได้แก่ สหรัฐฯ ขยายตัว 4.5% ญี่ปุ่น 3.3% และสหภาพยุโรป 7.3% ซึ่งเป็นการส่งออกที่กลับมาดีขึ้น โดยสหรัฐและยุโรป มีแนวโน้มเศรษฐกิจกำลังจะฟื้นตัว ส่วนญี่ปุ่น การบริโภคกลับมาแล้วหลังสามารถปรับตัวกับการขึ้นภาษีใหม่ได้แล้ว แต่ตลาดใหม่กลับส่งออกลดลง ได้แก่ จีน ลดลง 1.7% ฮ่องกง 13.2% และอาเซียน ขยายตัวลดลง 5.2% โดยสิงคโปร์ ลดลง 29.3% อินโดนีเซีย 14.6% บรูไน 30.6% ซึ่งกรมฯ ยังมั่นใจว่าแม้สินค้าบางรายการจะส่งออกไปจีนและอาเซียนได้ลดลง แต่ก็มีอีกหลายรายการที่มีแนวโน้มส่งออกได้ดีขึ้น โดยจะมีการเพิ่มกิจกรรมเพื่อกระตุ้นการส่งออกอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันการส่งออกในตลาดดังกล่าวเพิ่มขึ้นต่อไป
กระทรวงพาณิชย์ยังคงคาดการณ์การส่งออกทั้งปีว่า จะยังคงขยายตัวได้ตามเป้า 3.5% ภายใต้การส่งออกในช่วงที่เหลือของปี ต้องทำได้เดือนละมูลค่า 20,980 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่หากทำได้มูลค่า 20,027 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัวเป็นบวก 1.9% แต่หากทำได้ประมาณมูลค่า 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จะขยายตัว 1.4%
ทั้งนี้ต้องติดตามสถานการณ์การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจคู่ค้าอย่างใกล้ชิด เพราะมีทั้งปัจจัยบวกและปัจจัยลบ โดยเฉพาะการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศตะวันตกและจีน ซึ่งจะทำให้การส่งออกของอาเซียนรวมทั้งไทยขยายตัวดีขึ้น และยังต้องติดตามปัจจัยอื่นๆ เช่น ราคาน้ำมันดิบ ราคาสินค้าเกษตรในตลาดโลก และราคาทองคำ
อย่างไรก็ตามการส่งออกรายตลาด โดยเฉพาะตลาดหลักอย่างจีนที่ส่งออกลดลงนั้น สาเหตุสำคัญจากการที่จีนมีนโยบายต้องการพึ่งพาเศรษฐกิจภายในประเทศจีนเอง แต่ก็พบว่ายังมีสินค้าอีกหลายรายการ ได้แก่ อาหารที่สามารถส่งออกไปจีนได้ตามทิศทางเศรษฐกิจจีนที่ยังคงขยายตัวต่อเนื่องทำให้ผู้บริโภคต้องการสินค้าที่มีคุณภาพ นอกจากนี้ยังมีสินค้ากลุ่มวัตถุดิบ ได้แก่ เม็ดพลาสติกเพราะการพึ่งพาเศรษฐกิจภายในต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบเพื่อการผลิตสินค้าด้วยเช่นกัน
ตลาดกัมพูชา ที่ติดลบเพราะการส่งออกอัญมณีลดลง ส่วนตลาดฮ่องกง จากเศรษฐกิจโลกชะลอตัว และสินค้านำเข้าส่วนใหญ่เป็นแผงวงจรไฟฟ้าที่มีการนำเข้าลดลงเพราะความต้องการในตลาดปลายทางคือสหรัฐยังไม่กระเตื้องขึ้น ตลาดอินโดนีเซีย เป็นการส่งออกชิ้นส่วนและยานยนต์ที่ลดลง เนื่องจาก การผลิตโตโยต้า ยาริส ย้ายฐานการผลิตไปยังอินโดนีเซีย
ส่งผลให้ความต้องการสินค้าดังกล่าวรวมถึงสินค้าต่อเนื่องลดลง เพราะอินโดนีเซีย ยังกำหนดนโยบายว่าการผลิตรถยนต์ต้องใช้วัตถุดิบในประเทศไม่ต่ำกว่า 40% ทำให้กลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ส่งออกไปตลาดนี้ได้ลดลงด้วย ส่วนตลาดออสเตรเลีย ส่วนใหญ่เป็นการส่งออกสินค้าวัสดุก่อสร้างลดลงเพราะการก่อสร้างโครงการขนาดใหญ่ของออสเตรเลียเสร็จสิ้นแล้ว
"จากการที่มูลค่าการส่งออกของไทยปรับตัวดีขึ้น จนกลับมาเป็นบวกในไตรมาสที่ 2 พร้อมกับสัญญาณการฟื้นตัวของภาคการส่งออกเกษตรอุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 2 รวมทั้งประเทศคู่ค้าหลักกลับมาฟื้นตัวอย่างชัดเจน ทำให้กระทรวงพาณิชย์ คาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในช่วงครึ่งปีหลังจะกลับมาดีขึ้น”









