เกษตรฯจับมือสวทช.-สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ฯ ดันไทยศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์อาเซียน ตั้งเป้าส่งออกหมื่นล้าน โต 20%/ปี
นายชวลิต ชูขจร ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวหลังเป็นประธานพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ในระดับสากล ระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) และสมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ว่า ไทยเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ที่มีศักยภาพสูง สามารถผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดีได้หลากหลายชนิด มีมูลค่ารวมกว่า 9,325 ล้านบาทต่อปี เป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ในการเพาะปลูกในประเทศมูลค่าประมาณ 4,360 ล้านบาทต่อปี ส่งออกไปยัง 129 ประเทศทั่วโลก ปีละประมาณ 4,965 ล้านบาท ตลาดส่งออกสำคัญคือกลุ่มประเทศอาเซียน และเอเชียแปซิฟิก
ดังนั้นเพื่อเป็นการรักษาความเป็นผู้นำ พร้อมต่อยอดความมั่นคงและความยั่งยืนของเมล็ดพันธุ์ไทย และผลักดันให้ไทยก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ หรือ Seed Hub ในระดับสากล กระทรวงเกษตรฯจึงได้ร่วมกับสวทช. สมาคมการค้าเมล็ดพันธุ์ไทย ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือครั้งนี้ มีระยะเวลา 5 ปี ตั้งแต่ปี 2557-2562
สำหรับยุทธศาสตร์การเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์แบ่งเป็น 3 ด้านหลัก 1. ยุทธศาสตร์การผลิตเมล็ดพันธุ์ เพื่อรักษาความมั่นคงด้านอาหาร และความยั่งยืนของภาคเกษตรไทย โดยมีพืชนำร่อง คือ ข้าว พืชตระกูลถั่ว 2. ยุทธศาสตร์การผลิตเมล็ดพันธุ์เพื่อส่งออก มีพืชนำร่อง คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และพืชผักชนิดต่างๆ และ 3 ยุทธศาสตร์การเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ และอุตสาหกรรมต่อเนื่อง พืชนำร่อง คือ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์
อย่างไรก็ตาม หลังลงนามแล้วทั้ง 3 หน่วยงานจะจัดทำแผนแม่บทยุทธศาสตร์ศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ แผนกลยุทธ์ แผนปฏิบัติการ เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยให้มีการพัฒนาที่จำเป็นสำหรับเมล็ดพันธุ์ เช่น การวิจัยและพัฒนา การปรับปรุงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ การผลิต การจำหน่าย การนำเข้าและส่งออกเมล็ดพันธุ์ที่หลากหลาย มีคุณภาพ การพัฒนาบุคลากร และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อเอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ในระดับสากลอย่างมั่นคงและยั่งยืน สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก
นายดำรงค์ จิระสุทัศน์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า เบื้องต้นจะตั้งคณะกรรมการอำนวยการศูนย์กลางเมล็ดพันธุ์ คณะกรรมการ และคณะทำงานต่างๆ ตามความเหมาะสม เพื่อดำเนินงานตามกรอบและเป้าหมายที่วางไว้ โดยทั้ง3 ฝ่ายมีข้อตกลงร่วมกันสนับสนุนทรัพยากร งบประมาณ เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ เพื่อพัฒนาการผลิตเมล็ดพันธุ์พืชไทยให้มีคุณภาพดี มีความหลากหลาย และมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศและการส่งออก พร้อมต่อยอดเพิ่มมูลค่าของอุตสาหกรรมเมล็ดพันธุ์ไทยและอุตสาหกรรมต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์ ซึ่งตั้งเป้าหมายที่จะสร้างมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้น 10,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 20 %
“เพื่อให้ไทยเป็นฮับเมล็ดพันธุ์ของโลก ไทยต้องเปิดกว้างด้านการวิจัยและพัฒนา โดยเฉพาะการทดลองพืชตัดต่อพันธุกรรมในไร่นา ปัจจุบันทั่วโลกให้การยอมรับกันมากขึ้น หากกฎหมายไทยยังจำกัดการวิจัยอยู่ในห้อง แปลงทดลองเฉพาะ ไม่เปิดให้กว้างขึ้นในไร่นา สุดท้ายไทยจะตามสถานการณ์ไม่ทัน เมื่อเทียบกับประเทศอื่นที่มีการพัฒนาล่วงหน้าไปแล้ว “นายดำรงค์ กล่าว
ก่อนหน้านี้ ทางกรมการข้าว ได้มีการเสนอให้จัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนขึ้น เพื่อให้ชาวนามีแหล่งของเมล็ดพันธุ์ในชุมชน รวมทั้งการส่งเสริมให้ชาวนามีการผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง เพื่อลดรายจ่ายและมีเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี โดยมีเป้าหมายที่จะตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชน 17 แห่ง มีเมล็ดพันธุ์ข้าวให้บริการชุมชนจำนวน 3,400 ตัน ส่งเสริมให้ชาวนาทำแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้เอง 16,750 ครัวเรือน ซึ่งจะเริ่มดำเนินการช่วงเดือนก.ค. - ก.ย. 2557
สำหรับการส่งเสริมการจัดตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์ข้าวชุมชนนั้น ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวและศูนย์วิจัยข้าวที่รับผิดชอบในพื้นที่ร่วมกับสำนักงานเกษตรจังหวัด/อำเภอ จะดำเนินการคัดเลือกศูนย์ข้าวชุมชน หรือชุมชนที่มีการรวมกลุ่มทำกิจกรรมด้านการผลิตข้าว ที่มีศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์คุณภาพดี และชาวนาในชุมชนขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ข้าวคุณภาพดี ชาวนาที่จะขอรับบริการต้องมีคุณสมบัติ เป็นชาวนาที่ขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ดี และต้องสมัครเป็นสมาชิกธนาคาร








