ปตท. วางกลยุทธ์สู่ผู้นำสถานีบริการน้ำมันอาเซียน ตั้งเป้า5ปีขยายครบ300สาขา
นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่การตลาดขายปลีก บริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงแผนธุรกิจปตท.ในอาเซียนว่า ต้องการที่จะรุกสู่ความเป็นผู้นำธุรกิจให้บริการน้ำมันในอาเซียน โดยใช้โมเดลความสำเร็จในไทยไปบุกตลาด ประกอบด้วย สถานีบริการน้ำมัน ร้านกาแฟอเมซอน และร้านสะดวกซื้อแบรนด์จิฟฟี่ รวมถึงร้านอาหาร
โดยมีเป้าหมายเพิ่มสถานีบริการน้ำมันแบรนด์ PTT จาก 137 สาขาประมาณ 300 สาขาในปี 2561 หรือในอีก 5 ปีจากนี้ แบ่งเป็น ในลาวจาก 27 สาขา เพิ่มเป็น 60 สาขา ฟิลิปปินส์จาก 85 สาขา เพิ่มเป็น 148 สาขา กัมพูชา จาก 22 สาขา เพิ่มเป็น 50 สาขา และในพม่า จาก 3 สาขา เพิ่มเป็น 24 สาขา ซึ่งในพม่าเพิ่งเริ่มเปิดได้ในเมืองเนปิดอว์ และมีแผนที่จะเปิดเพิ่มในกรุงย่างกุ้ง แม้รัฐบาลพม่าจะยังไม่เปิดให้เข้าไป แต่ปตท.ใช้วิธีร่วมทุนกับดีลเลอร์ท้องถิ่นในการขยายแฟรนไชส์
นายอรรถพล กล่าวว่า เป้าหมายสำคัญของการเปิดสถานีบริการน้ำมันในอาเซียน เพราะต้องการสร้างแบรนด์ และเป็นผู้นำในกลุ่มธุรกิจให้บริการน้ำมัน โดยมีเป้าหมายจะใช้แบรนด์ PTT เป็น “Regional Top Brand" หรือแบรนด์สถานีบริการน้ำมันอันดับหนึ่งในอาเซียน
++ตั้งเป้าเบอร์1 ปั๊มน้ำมันในพม่า
“เป้าหมายการเปิดปั๊มคือกลุ่มประเทศที่มีแลนด์ลิงค์ (ผืนดิน) ติดกับไทย เชื่อมถนนกับไทย ลาว พม่า กัมพูชา ส่วนมาเลเซียยังไม่เปิดเสรี และสิงคโปร์ตลาดเล็ก ประเทศที่ให้ความสำคัญคือพม่า แม้เพิ่งเปิดประเทศได้ไม่นานแต่ก็เป็นเป้าหมายในการเข้าไปบุกตลาด เพราะมีโอกาสสูง เราตั้งเป้าหมายที่จะเป็นที่ 1 ด้านปั๊มน้ำมันในพม่า จากปัจจุบันที่เป็นอันดับ 3 ในด้านส่วนแบ่งทางการตลาด เราวางแผนที่จะเป็นผู้นำปั๊มน้ำมันในอาเซียน "
เขากล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับโมเดลธุรกิจในการเข้าบุกต่างประเทศนั้น จะมี 2 รูปแบบสถานี คือ รูปแบบ standard มีองค์ประกอบสถานีน้ำมันและร้านสะดวกซื้อ และรูปแบบ Platinum เป็นสถานีที่มีธุรกิจ 3 ร้านขึ้นไป ประกอบด้วย ร้านกาแฟอเมซอน ศูนย์อาหาร และร้านสะดวกซื้อ ลงทุนไม่ต่ำกว่า 50 ล้านบาทต่อสาขา
โดยมีเป้าหมายที่จะให้สัดส่วนของรูปแบบสถานีบริการน้ำมันแบบแพลตินัมที่มีธุรกิจครบวงจรในอาเซียน เพื่อโชว์เคสสร้างภาพลักษณ์ของธุรกิจในสัดส่วน 10-15% หรือประมาณ 30-45 สาขา
เล็งขยายปั๊มเวียดนาม-จีนตอนใต้
นอกจากนี้ ปตท.ยังมองหาโอกาสขยายสถานีบริการน้ำมันไปยังเวียดนาม และจีนตอนใต้ หากรัฐบาลในประเทศเหล่านี้เปิดเสรีให้ต่างชาติเข้าไปลงทุน
สำหรับเงินลงทุนที่ใช้ในอาเซียนใน 5 ปีข้างหน้า ตั้งแต่ปี 2557-2561 จะใช้เงิน ไป 98 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือเกือบ 3,000 ล้านบาท
ส่วนผลประกอบการของสถานีบริการน้ำมันในอาเซียนที่เปิดให้บริการไปแล้ว พบว่า มีผลประกอบการเป็นบวกโดยมีกำไรทุกปี โดยในปี 2557 คาดว่าจะมีรายได้จากธุรกิจในอาเซียน ประกอบด้วย พม่า ลาว กัมพูชา 1,383 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และภายใน 5 ปีข้างหน้าหรือปี 2561 คาดว่าจะมีรายได้ 1,890 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือขยายตัวไม่ต่ำกว่า 26 %
รุกธุรกิจเทรดดิ้งคัมพานีสิงคโปร์
นอกจากนี้ ปตท.ยังตั้งสำนักงานตัวแทนบริษัทค้าระหว่างประเทศ หรือ Trading company ในสิงคโปร์ เพื่อขยายธุรกิจและสร้างรายได้ ขณะเดียวกัน ก็สร้างอำนาจต่อรองด้านพลังงาน หากปตท.ตั้งตัวเองเป็นตัวแทนเพื่อรับคำสั่งซื้อน้ำมันจากต่างประเทศทำให้ปริมาณในการสั่งซื้อสินค้ามีมูลค่ามากขึ้น จะช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต เพราะสิงคโปร์ถือเป็นศูนย์กลางการซื้อขายพลังงานในอาเซียน
“เมื่อเกิดวิกฤติพลังงาน โอเปค (ประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายใหญ่ของโลก) รวมตัวและลดกำลังการผลิต ในอดีตไทยโดนตัดออเดอร์ก่อนเพราะสั่งซื้อน้อย จึงต้องมาทำธุรกิจซื้อขายน้ำมันเพื่อทำให้ปริมาณคำสั่งซื้อมีมากขึ้น ลดความเสี่ยงจากการถูกตัดออเดอร์จากโอเปค"
สำหรับแนวโน้มราคาน้ำมันในครึ่งปีหลัง ยังไม่มีปัจจัยมากดดันราคาให้ปรับตัวสูงขึ้น เห็นได้จากสัปดาห์ที่ผ่านมาราคาน้ำมันลดลง โดยคาดว่าทั้งปีราคาน้ำมันในตลาดโลกเฉลี่ยจะอยู่ที่ 105 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาเรล ส่วนค่าการตลาดน้ำมันยังอยู่เฉลี่ย 1.55 บาทต่อลิตร โดยเบนซิน อยู่ที่ 1.60 บาทต่อลิตร ส่วนดีเซลอยู่ที่ 1.50 บาทต่อลิตร ถือเป็นระดับราคาที่เหมาะสม









