วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กสอ.ทุ่ม900ล้านฟื้น'เอสเอ็มอี'4กลุ่ม

กสอ. กันงบปีหน้า 900 ล้านบาท พัฒนาอุตฯอาหาร-ยางพารา- แฟชั่น ดึงมหาวิทยาลัยร่วมมือโรงงาน

นางอรรชกา สีบุญเรือง อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กล่าวว่าปี 2558 ทางกสอ.ได้ของบประมาณจากภาครัฐ 1.2 พันล้านบาท เพิ่มจากปีก่อน 5% เพื่อพัฒนาผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประมาณ 800 - 900 ล้านบาท ใน 5 ด้าน คือการพัฒนาผลิตภาพให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นโครงการพื้นฐานที่ทำต่อเนื่องมาทุกปี เตรียมความพร้อมให้กับเอสเอ็มอีในการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) การพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูป การพัฒนาผู้ประกอบการโอท็อป และการพัฒนาผู้ประกอบการในภาคใต้

ทั้งนี้ กสอ. จะมุ่งพัฒนาอุตสาหกรรม 4 กลุ่ม คืออุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร แปรรูปยางพารา แฟชั่น และวิศวกรรม โดยในอุตสาหกรรมเกษตรแปรรูปจะผลักดันให้เกิดการวิจัยเชิงพาณิชย์ ซึ่งจะทำงานใกล้ชิดกันระหว่างผู้ประกอบการกับมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้ได้นวัตกรรมใหม่ๆ สามารถขายได้ในเชิงพาณิชย์ เพื่อให้เอสเอ็มอียืนอยู่บนพื้นฐานของเทคโนโลยีและนวัตกรรมของตัวเอง เป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิต

นอกจากนี้ จะพัฒนาอุตสาหกรรมแฟชั่นต่างๆ เช่น สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม รองเท้าและเครื่องหนัง อัญมณีและเครื่องประดับอย่างต่อเนื่อง โดยปีหน้าเชื่อว่าอุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มจะมีการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ซึ่ง กสอ. จะเข้าไปช่วยปรับปรุงกระบวนการผลิตให้กับผู้ประกอบการขนาดเล็ก ผลักดันให้เกิดความร่วมมือกับผู้ประกอบการรายใหญ่เพื่อช่วยรายเล็ก การประกวดส่งเสริมให้กรุงเทพเป็นศูนย์กลางแฟชั่น รวมทั้งขยายการจัดงานแฟชั่นให้ออกไปสู่ต่างจังหวัดหัวเมืองใหญ่ๆ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนารูปแบบสินค้าใหม่ๆ เกิดขึ้น

ส่วนอุตสาหกรรมยางพารา จะส่งเสริมให้เกิดการแปรรูปน้ำยางดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์ยางชนิดต่างๆ ขณะนี้การส่งออกผลิตภัณฑ์ยางส่วนใหญ่จะเป็นน้ำยางดิบ หรือยางแผ่น ซึ่งเป็นสินค้าที่มีมูลค่าต่ำ เมื่อราคาตลาดโลกลดลงก็กระทบต่อเกษตรกร กสอ. จึงจะเร่งผลักดันให้เกิดการแปรรูปให้เกิดผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น เครื่องมือแพทย์ เพื่อเพิ่มปริมาณการใช้น้ำยางพาราภายในประเทศ ส่วนการส่งเสริมอุตสาหกรรมวิศวกรรม จะเป็นอุตสาหกรรมที่สำคัญในการช่วยสนับสนุนอุตสาหกรรมกลุ่มต่างๆ เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ประธานคณะกรรมการบริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ท. จำกัด ผู้ให้บริการรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิง กล่าวว่าบริษัทได้หารือกับการรถไฟแห่งประเทศไทย (ร.ฟ.ท.) ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ 100% ถึงแนวทางการแยกการบริหารจัดการและจัดเก็บรายได้ของบริษัท ออกจาก ร.ฟ.ท. โดยอ้างถึงผลการศึกษาของสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ทั้งนี้ผลการศึกษาได้สรุปไว้ 3 แนวทาง 1.ให้แยกทรัพย์สินและหนี้สินออกจากกันทั้งหมด 2. แยกเฉพาะส่วนที่แยกได้ เช่น ขบวนรถและอาณัติสัญญาณ 3.ตั้ง บริษัทเป็นหน่วยธุรกิจหนึ่งของ ร.ฟ.ท. แต่แนวทางที่จะเป็นไปได้มากที่สุด คือแนวทางที่ 2 เพราะการดำเนินตามแนวทางที่ 1 และ 3 มีความยุ่งยาก ซึ่งร.ฟ.ท. มีแนวโน้มเห็นด้วยกับแนวทางที่ 2 แต่ต้องหารือว่าจะแยกทรัพย์สินหรือหนี้สินส่วนใด โดยเห็นว่าการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานปัจจุบัน ร.ฟ.ท. ต้องรับภาระอยู่ 20,000-30,000 ล้านบาทนั้น กระทรวงการคลังคงรับภาระไป ตามนโยบายของภาครัฐที่จะเป็นผู้ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานหากมีการโอนหัวรถจักรและขบวนรถไฟทั้ง 9 ขบวน มูลค่า 4,000 ล้านบาท เป็นทรัพย์สินของบริษัท ก็จะมีรายได้จากค่าโดยสารและพร้อมจะจ่ายดอกเบี้ยของขบวนรถไฟแทน ร.ฟ.ท. หรือเป็นการทยอยใช้หนี้คืนได้ และพร้อมเช่าสถานีของ ร.ฟ.ท. เพื่อให้บริหารจัดการง่ายขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาว่า หากบริษัทได้รับเงินทุนหมุนเวียนจากกระทรวงการคลัง 1,860 ล้านบาท จะช่วยเป็นทุนหมุนเวียนซึ่งบริษัทมีรายจ่ายค่าบำรุงรักษากว่า 700-800 ล้านบาทต่อปี และปี 2561 ที่บริษัทจะมีรถไฟใหม่มาให้บริการอีก 7 ขบวน มีผู้โดยสารเพิ่มจาก 14 ล้านคนต่อปี เป็น 30 ล้านคนต่อปี จะมีรายได้เพิ่มจาก 500 ล้านบาท เป็น 1,000 ล้านบาท จะมีรายได้เพียงพอค่าใช้จ่าย

ผลการศึกษายังเสนอให้ปรับปรุงโครงสร้างองค์กรใหม่โดยเฉพาะค่าตอบแทนของบุคคลกร ปัจจุบันบุคลากรในวงการรถไฟมีไม่เพียงพอทำให้มีการซื้อตัวกันสูง

ขณะนี้บริษัท กำลังทำข้อมูลการแยกทรัพย์สินและหนี้สิน จะหารือกับ ร.ฟ.ท. อีกครั้งสัปดาห์หน้า เรื่องนี้ต้องตัดสินใจรวมถึงจะถูกผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแผนฟื้นฟู ร.ฟ.ท.

พล.อ.อ.คำรบ ลียะวณิช รักษาการกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท รถไฟฟ้า ร.ฟ.ม. จำกัด กล่าวว่าบริษัทต้องเร่งดำเนินการซ่อมบำรุงรถไฟฟ้าแอร์พอร์ตเรลลิงค์เป็นอันดับแรก จากนั้นจะมีการตั้งคณะกรรมการพิจารณาทั้งความพร้อมด้านบุคลากรและทรัพย์สิน เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องพิจารณา ต้องรอผลการศึกษาที่ชัดเจนก่อน

แหล่งข่าวจาก ร.ฟ.ท. กล่าวว่ารูปแบบการแยกการบริหารจัดการระหว่างบริษัท รถไฟฟ้าฯ และ ร.ฟ.ท. คงยังจะให้บริษัท รถไฟฟ้าฯ เป็นลูกของ ร.ฟท. อยู่ภายใต้นโยบายของกระทรวงคมนาคมเหมือนเดิม แต่บริษัทจะได้รับทรัพย์สินบางอย่างจาก ร.ฟ.ท. เช่น ขบวนรถ หรือทรัพย์สินที่สร้างรายได้ เพื่อให้บริหารงานได้คล่องตัวมากขึ้น แต่หากบริษัทรถไฟฟ้าฯ จะซื้อขบวนรถหรือทรัพย์สินเพิ่มเติมคงต้องหารือกับกระทรวงการคลัง เพื่อค้ำประกันเงินกู้ให้ ส่วนแผนการฟื้นฟู ร.ฟ.ท. คาดจะแล้วเสร็จปลายสัปดาห์