"พาณิชย์"ทบทวนเกณฑ์ควบรวมกิจการ หวังผลักดันเกณฑ์ใหม่รองรับการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน
นายสันติชัย สารถวัลย์แพศย์ รองอธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวภายหลังเปิดการ "สัมมนารับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างข้อเสนอเกณฑ์การรวมธุรกิจจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย" ว่า 10 ประเทศอาเซียน ได้มีข้อตกลงกำหนดให้ทุกประเทศ จะต้องมีกฎหมายแข่งขันทางการค้า ภายหลังการรวมตัวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจ (เออีซี) ปี 2558
ขณะนี้ยังมีอีก 5 ประเทศ ได้แก่ พม่า ลาว กัมพูชา บรูไน และฟิลิปปินส์ ที่ยังไม่มีกฎหมายแข่งขันทางการค้า และหลังจากปี 2558 ค่อยมาร่วมกันกำหนดกฎหมายให้เป็นไปในแนวทางเดียวกัน เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจร่วมกันได้อย่างสมบูรณ์ และเสรีมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้ประเทศไทย จะมีการบังคับใช้มาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติการแข่งขันทางการค้า พ.ศ. 2542 แล้ว แต่จำเป็นจะต้องมีการทบทวนแนวทางการกำหนดเกณฑ์การรวมธุรกิจ เพื่อป้องกันการผูกขาด หรือความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน ที่ในเบื้องต้นได้กำหนดเกณฑ์การควบรวมกิจการที่หากเข้าเกณฑ์ใด ที่กำหนด ต้องมีการขออนุญาตกับคณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ก่อนที่จะดำเนินการ ได้แก่ ส่วนแบ่งตลาดไว้ไม่เกิน 30% ยอดขายหรือรายได้อย่างใดอย่างหนึ่งในปีที่ผ่านมามีมูลค่าตั้งแต่ 2,000 ล้านบาทขึ้นไป ในกรณีที่เป็นการเข้าซื้อหรือได้มาซึ่งหุ้นที่มีสิทธิออกเสียง กรณีที่เป็นบริษัทมหาชนและการเข้าซื้อหรือการได้มาซึ่งหุ้น ทำให้มีสิทธิออกเสียงในกิจการ ตั้งแต่ 25% ขึ้นไปหรือกรณีที่เป็นบริษัทจำกัด และการเข้าซื้อหรือการได้มาซึ่งหุ้น ทำให้มีสิทธิออกเสียงในกิจการตั้งแต่ 50% ขึ้นไป
“การรับฟังความเห็นเพื่อหาข้อสรุปว่าเกณฑ์ดังกล่าว มีความเหมาะสมกับสภาพธุรกิจและปฏิบัติได้จริงหรือไม่ รวมถึงต้องสามารถเพิ่มความสามารถการแข่งขันกับธุรกิจไทย ที่ต้องเข้าสู่ AEC ต่อไปได้ด้วย เมื่อได้ผลสรุปแล้วจะนำเสนอให้คณะกรรมการแข่งขันทางการค้า ที่มีรมว.พาณิชย์เป็นประธานพิจารณาเพื่อออกเป็นข้อกำหนดให้ปฏิบัติจริงต่อไป”นายสันติชัย กล่าว
อย่างไรก็ตาม ก็มีประเด็นที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม ได้แก่ การยกเว้นการบังคับใช้กับธุรกิจที่มีกฎหมายเฉพาะดูแลอยู่แล้ว เช่น ธนาคาร กิจการโทรคมนาคม พลังงานและประกันภัย สำหรับการประเมินความเข้มข้นของสาระสำคัญข้อกฎหมายพบว่าไทยอยู่ในลำดับกลางๆ ที่ต้องการเอื้อประโยชน์ในมีการเข้ามาลงทุนในประเทศอย่างสะดวกเพื่อดึงดูดเม็ดเงิน
ขณะเดียวกันก็ต้องไม่ทำให้ธุรกิจในประเทศ ได้รับผลกระทบจากทุนต่างประเทศ โดยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในอาเซียน ที่มาเลเซีย สิงคโปร์ ไม่มีข้อกฎหมายเรื่องการควบรวม เพื่อมองว่าเป็นการเพิ่มขีดความสามารถธุรกิจนั้นๆ ขณะที่อินโดนีเซียและเวียดนาม ที่มีการกำกับดูแลเข้มงวดและมีการคำนึงถึงการพัฒนาอุตสาหกรรมและการค้าระหว่างประเทศค่อนข้างน้อย
สำหรับการควบรวมกิจการที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2551-2556 เฉลี่ยอยู่ที่ปีละ 10-20 ราย โดยกิจการประเภทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ก่อสร้าง บริการ อุตสาหกรรมและธุรกิจการเงิน









