รื้อกม.คุมเข้ม'บริษัทลูก'รัฐวิสาหกิจ สั่งแจงฐานะลงทุน-สกัดไซฟ่อนเงิน เผยบริษัทลูกกว่า300แห่งเป็นปตท.เกินครึ่ง
สคร. กำชับเข้ม "รสก." ส่งรายงานธุรกิจบริษัทลูกให้ครบกันไซฟ่อนเงิน พร้อมเตรียมแก้กฎหมาย ทั้งมติ"ครม.-พรบ.การจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ" เพื่อเอื้อต่อการตั้งบริษัทลูก-ร่วมทุน รองรับการเปิดเออีซี ระบุ แม้"ปตท." ได้รับยกเว้น ไม่ต้องรายงาน"ตั้งบริษัทลูก-ผลการดำเนินงาน" แต่เพื่อความโปร่งใสควรเปิดเผยต่อสคร. ด้านนักวิเคราะห์ชี้เป็นสิ่งที่ดี เพราะช่วยเพิ่มความโปร่งใสให้รัฐวิสาหกิจไทย
วานนี้ (19 ส.ค.) มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาองค์กรภาครัฐ จัดสัมมนาเรื่อง “การจัดตั้งและการกำกับดูแลบริษัทลูก และบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจไทย” เพื่อนำเสนอข้อมูลการกำกับดูแลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) และประสบการณ์การจัดตั้งบริษัทลูก และบริษัทร่วมทุนของหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ทั้ง บริษัท ปตท. (PTT) บริษัท กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัท ไปรษณีย์ไทย และการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.)
นางญาใจ พัฒนสุขวสันต์ ผู้อำนวยการสำนักกฎหมาย สคร. กล่าวว่าสคร.อยู่ระหว่างการปรับแก้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ทั้งกฎหมายในการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.2550 เกี่ยวกับหลักเกณฑ์การจัดตั้ง ร่วมทุนและกำกับดูแลบริษัทในเครือรัฐวิสาหกิจ เพื่อเอื้อให้รัฐวิสาหกิจสามารถจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ เพื่อรองรับการเปิดประชาคมเขตเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี)
“สคร.พร้อมจะรับฟังและนำข้อเสนอแนะของรัฐวิสาหกิจต่างๆ มาพิจารณาในการปรับแก้ไขกฎเกณฑ์ต่างๆ นอกจากมติครม.ปี 2550 แล้ว เห็นว่าควรจะมีการพิจารณาแก้ไขพ.ร.บ.ในการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งด้วย เพื่อให้สามารถจัดตั้งบริษัทลูกได้ เห็นควรว่าเรื่องนี้ควรจะแล้วเสร็จก่อนการเปิดเออีซี”
หวังป้องกันการไซฟ่อนเงิน
สำหรับเกณฑ์การกำกับดูแลบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจ สคร.จะกำกับดูแลผ่านตัวรัฐวิสาหกิจ โดยรัฐวิสาหกิจแต่ละแห่ง ต้องรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทลูกมาให้ สคร.จะเป็นในรูปแบบงบการเงิน หรือการสรุปแบบคร่าวๆ มาก็ได้ ที่ผ่านมา มีทั้งที่ส่งรายงานและไม่ส่งรายงานบริษัทลูกมา หลังจากนี้ สคร.ต้องกำชับให้ส่งรายงานมาให้ครบ เพื่อดูว่าบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจเหล่านี้มีสถานะ และผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร
“สคร.ไม่ได้กำกับบริษัทลูกรัฐวิสาหกิจโดยตรง เพราะบริษัทลูกรัฐวิสาหกิจมีจำนวนมากกว่า 300 บริษัท กว่า 200 บริษัท เป็นบริษัทลูกของบริษัท ปตท.แค่ขอให้รายงานสถานะ และผลการดำเนินงานให้รู้ หลังจากนี้ ต้องสื่อออกไปให้มีการรายงานมากขึ้น เผื่อว่าจะมีกรณีที่มีการไซฟ่อนเงินออกไปหรือไม่”
จี้ปตท.รายงานฐานะ-การตั้งบ.ลูก
ส่วนของบริษัทปตท. ได้รับการยกเว้น ไม่ต้องปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งได้ระบุไว้ในกฎหมาย หรือ พ.ร.บ.การจัดตั้งบริษัท ปตท.เมื่อปี 2544 ทำให้ปตท.ไม่ต้องรายงาน หรือขออนุมัติจากสคร.ในการจัดตั้งบริษัทลูก รวมทั้งไม่ต้องรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทลูกให้สคร.รับทราบด้วย ดังนั้นเพื่อความโปร่งใส เห็นว่า ควรจะมีการรายงานผลการดำเนินงาน หรือการจัดตั้งบริษัทย่อยให้สคร.รับทราบ แต่ต้องไม่ขัดกับกฎเกณฑ์ของการเป็นบริษัทในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และไม่กระทบกับการดำเนินธุรกิจ
“ปตท.ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทำตามมติครม.ตั้งแต่แรก ทั้งการจัดตั้ง การพิจารณาเรื่องผลตอบแทนต่างๆ สามารถดำเนินการตามเกณฑ์ของปตท.ได้เลย แต่เพื่อให้ทุกอย่างโปร่งใส อะไรที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป แต่หลังจากนี้ หากปตท.จะต้องบริษัทลูกก็ควรจะแจ้งให้เราทราบบ้าง หากดูแล้วไม่ขัดกับหลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ และไม่กระทบกับการทำธุรกิจ”
ส่วนการแยกท่อก๊าซฯ จากบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ออกมาตั้งเป็นบริษัทใหม่ตามมติของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) และจะให้กระทรวงการคลังเข้าไปถือหุ้นด้วยนั้น สคร.ยังไม่ได้เข้าไปดูรายละเอียด ซึ่งทราบมาว่าทาง ปตท.กำลังดำเนินการอยู่
รอมติกพช.กำหนดผลตอบแทนแยกท่อก๊าซ
นายสุพจน์ เหล่าสุอาภา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สำนักงานกฎหมาย บริษัท ปตท. กล่าวว่า ในการพิจารณาเรื่องผลตอบแทน หรือผลประโยชน์ของบริษัทลูกนั้น บางส่วนปตท.ก็ใช้เกณฑ์ของสคร.ในการพิจารณา แต่บางส่วนที่เป็นบริษัทร่วมทุนนั้น ก็ต้องพิจารณาตามหลักเกณฑ์ หรือข้อตกลงการร่วมทุนด้วย ในส่วนของการแยกกิจการท่อส่งก๊าซธรรมชาติออกมาเป็นบริษัท ตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) นั้น ปตท.ได้เตรียมการมาหลายเดือนแล้ว และรอดูมติ กพช. ฉบับเต็มว่า จะให้ปตท.ดำเนินการอย่างไร
ทั้งนี้ปัจจุบัน ปตท.มีบริษัทลูกที่มีสถานะบริษัทรัฐวิสาหกิจอยู่ 43 บริษัท และมีบริษัทร่วมทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกประมาณ 280 แห่ง การกำกับดูแล หรือหลักปฏิบัติต่างๆ ของบริษัทลูกจะมาจากมติคณะกรรมการปตท. หลักใหญ่จะมีใน 3 เรื่อง คือ 1. การจัดวัสดุ 2.การบริหารการเงิน และ 3.การบริหารบุคคล
ส่วนใหญ่บริษัทลูกหรือบริษัทร่วมทุนในประเทศไม่ค่อยมีประเด็น แต่จะมีประเด็นปัญหาในต่างประเทศ เพราะหากปตท.ถือหุ้นเกิน 50% ถือเป็นรัฐวิสาหกิจ ผู้บริหารและกรรมการจะต้องแจ้งบัญชีทรัพย์สินต่อสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หากเป็นต่างชาติ ก็ยากที่จะให้เขารายงานบัญชีทรัพย์สิน ขณะนี้ปตท.ก็อยู่ระหว่างประสานงานกับทางป.ป.ช.อยู่ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาส่วนนี้อย่างไร
ด้านผู้บริหารจากบริษัท กฟผ.อินเตอร์ฯ กล่าวว่า การจัดตั้งบริษัทกฟผ.อินเตอร์ฯ มีขั้นตอนที่ยุ่งยาก และใช้เวลานาน มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องส่งเรื่องให้พิจารณาถึง 12 หน่วยงาน ใช้เวลากว่า 18 เดือน ทั้งแต่บอร์ดกฟผ. กระทรวงพลังงาน สำนักงานกฤษฎีกา สำนักงานอัยการ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สคช.) ครม. เป็นต้น และเมื่อจัดตั้งแล้ว หากจะมีการลงทุนเพิ่มก็ต้องขออนุมัติ เป็นอุปสรรค และเสียโอกาสต่อการทำธุรกิจ
รฟท.เล็งตั้งบ.ลูกทำอสังหาฯหาเพิ่มรายได้
ด้านผู้บริหารจากรฟม. กล่าวว่ารฟม.มีแนวคิดจะจัดตั้งบริษัทลูก เพื่อทำธุรกิจเกี่ยวกับด้านอสังหาริมทรัพย์ เพื่อเพิ่มรายได้ให้สามารถเป็นองค์กรที่มีกำไรได้ เหมือนกับกิจการรถไฟฟ้าในต่างประเทศ อยู่ระหว่างการศึกษาในข้อกฎหมายต่างๆ ว่าสามารถดำเนินการได้หรือไม่
นายเสรี นนทสูติ รองกรรมการผู้จัดการ มูลนิธิสถาบันวิจัย และพัฒนาองค์กรภาครัฐ(ไออาร์ดีพี) เปิดเผยว่า ในปี 2558 ที่ไทยกำลังจะก้าวประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) รัฐวิสาหกิจของไทยทั้ง 56 แห่งต้องปรับตัวรองรับการแข่งขันทั้งในประเทศ และต้องสามารถรับมือกับต่างชาติที่จะไหลเข้ามาดำเนินธุรกิจในไทย รวมถึงรัฐวิสาหกิจไทยต้องออกไปลงทุนในต่างประเทศเพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง แต่การที่รัฐวิสาหกิจจะไปลงทุนในต่างประเทศมีข้อจำกัดหลายอย่าง ดังนั้นการจัดตั้ง บริษัทลูกขึ้นมาดำเนินการแทนจะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ถูกนำใช้ได้
ในการแต่งตั้งบริษัทลูกรัฐวิสาหกิจนั้น มีมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 5 ธ.ค.2550 ที่กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการจัดต้องบริษัทลูกรัฐวิสาหกิจควบคุมดูแลอยู่ ซึ่งยังมีข้อจำกัดในหลาย ดังนั้นการสัมมนาจะเป็นการระดมความเห็นจากตัวแทนรัฐวิสาหกิจต่าง และนำเสนอไปยังกระทรวงการคลัง ที่กำลังพิจารณาแก้ไขมติครม.ดังกล่าวเพื่อสนับสนุนรัฐวิสาหกิจไทยให้ไปลงทุนในต่างประเทศให้มากขึ้น
โบรกชี้ส่งผลดี-สร้างความโปร่งใส
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.กรุงศรี กล่าวว่า การที่มีแนวทางให้รัฐวิสาหกิจเปิดเผยผลการดำเนินงานและการจัดตั้งบริษัทลูกนั้น เป็นสิ่งที่ดี เพราะจะเพิ่มความโปร่งใส่ และความน่าเชื่อถือของรัฐวิสาหกิจไทย โดยเฉพาะบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ถึงแม้ปัจจุบันจะมีการเปิดเผยอยู่แล้ว แต่ไม่ได้เปิดเผยอย่างละเอียด และการเปิดเผยก็สามารถทำได้ทันที เนื่องจากรัฐวิสาหกิจต้องส่งงบการเงินกับกระทรวงพาณิชย์
ที่ผ่านมาผลการดำเนินงานของรัฐวิสาหกิจ ต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.)อยู่แล้ว อย่างไรก็ตามกรณีที่อาจจะมีการไซฟ่อนเกิดขึ้นได้ในบริษัทลูกของรัฐวิสาหกิจ ก็มีความเป็นไปได้ แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้
"เคยสอบถามกลุ่มบริษัทปตท.ว่าเหตุผลของการจัดตั้งบริษัทลูกจำนวนมากเพราะอะไร ผู้บริหารปตท.บอกว่าเพื่อความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะบริษัทปตท.สผ.การสำรวจโครงการแหล่งก๊าซแต่ละแห่งเมื่อมีการจัดตั้งบริษัทขึ้นมาและเมื่อการขุดเจาะไม่พบก็ต้องปิดบริษัทที่จัดตั้งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว หรือการลงทุนในประเทศที่มีความยุ่งยากในเรื่องกฎหมาย และกระบวนการจัดตั้งที่ซับซ้อนใช้เวลามาก ก็ต้องเลือกไปตั้งบริษัทในประเทศหมู่เกาะต่างๆ"นักวิเคราะห์กล่าว
ปตท.สนซื้อหุ้น30%บริษัทผลิตไฟฟ้าออสเตรเลีย
สำนักข่าวต่างประเทศอ้างคำกล่าวของบุคคลวงในใกล้ชิดกับการเจรจา ให้ข้อมูลว่าบริษัทต่างชาติหลายแห่งในจำนวนนี้รวมถึงบริษัทปตท.ของไทย และบริษัทเคปเปล อินฟราสตรัคเจอร์ ทรัสต์ของสิงคโปร์ สนใจเข้าซื้อหุ้น 30%ที่บริษัทจีดีเอฟ ซูเอซ เอสเอ บริษัทผู้ผลิตแก๊สรายใหญ่สุดของฝรั่งเศส ถือหุ้นอยู่ใน บริษัทผลิตไฟฟ้าของออสเตรเลีย ภายใต้แบรนด์ "ซิมพลี เอนเนอร์จี้" โดยตั้งมูลค่าหุ้นต้องการขายไว้กว่า 374 ล้านดอลลาร์
จากเว็บไซต์ของจีดีเอฟ ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันจีดีเอฟซึ่งเป็นบริษัทผลิตไฟฟ้าของออสเตรเลีย ได้ดำเนินธุรกิจผลิตไฟจากโรงไฟฟ้าทั้งหมด 6 แห่ง รวมถึงโรงไฟฟ้าใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงในฮาเซลวู๊ด และโรงงานไฟฟ้าที่ลอย หยาง บี ในแคว้นวิคตอเรีย ซึ่งโรงงานผลิตไฟฟ้าทั้งหมด มีกำลังการผลิตรวมกัน 3,538 เมกะวัตต์
ทั้งนี้นายเทรเวอร์ โรวี่ เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของจีดีเอฟ ซูเอซ ออสเตรเลีย ปฏิเสธให้ความเห็น ส่วนเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของเคปเปล อินฟราสตรัคเจอร์ กล่าวว่าบริษัทมองหาโอกาสสร้างมูลค่าให้ธุรกิจอยู่เสมอ






