วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ธุรกิจร่ำรวยสุข ของ "ขุนกลาง ขุขันธิน"

ทำงานให้มีความสุขทุกวัน เติมเต็มตนเองและสังคมได้ ไม่ได้หวัง “ร่ำรวย”แต่เป้าหมาย คือ เปลี่ยนแปลงโลกใบนี้

“ตั้งแต่เด็กเรื่อง ธุรกิจ เศรษฐศาสตร์ การเงิน ไม่ได้อยู่ในความสนใจของผมเลย กลับรู้สึกว่า เรื่องเงิน เป็นเรื่องความโลภของมนุษย์ด้วยซ้ำ ผมสนใจแค่ว่า เรามีคนที่กินเหลือทุกมื้อ แต่ยังมีคนที่ไม่มีอะไรจะกินจนอดตายอยู่ในโลกใบเดียวกันได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ผมไม่เข้าใจเลย และคิดแค่ว่า จะเปลี่ยนแปลงโลกให้ดีขึ้นได้อย่างไร”

“ขุน-ขุนกลาง ขุขันธิน” ผู้ประกอบการวัย 30 ปี แห่ง บริษัท “เฟลเวอริช” (Flavourich) เจ้าของร้านอาหารญี่ปุ่น “Gyudon Express” และไอศกรีมเพื่อสังคม “Rabbit in the Moon” บอกแรงบันดาลใจสำคัญในการเลือกเส้นทางชีวิต ณ เวทีสัมมนา “ณ บรรทัดสุดท้าย : เรามีคน สังคมและโลก” งาน “ปฏิรูปสังคมไทย..ความท้าทายของนักธุรกิจ” ที่จัดโดย เครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Social Venture Network Asia, Thailand) หรือ SVN เมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา

ไม่น่าแปลกใจที่เขาจะคิดเรื่องนี้ตั้งแต่ยังเล็ก เมื่อ ขุนกลาง คือ ลูกชายของ “วีระศักดิ์ ขุขันธิน” หรือ "น้าวี สองวัย" นักดนตรี นักแต่งเพลง นักคิด นักเขียน นักต่อสู้ นักเคลื่อนไหวเพื่อสังคม ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผู้ก่อตั้งวงดนตรี “สองวัย” วงดนตรีเพื่อเด็กและเยาวชน

ดีเอ็นเอที่ติดตัวมา ทำให้เด็กชายขุนเริ่มสนใจสังคมมากกว่าตนเอง และตั้งคำถามกับตนเองว่า เขาควรจะไปทำอะไรดีที่จะช่วยโลกใบนี้ให้ดีขึ้นได้

“ผมมองว่า สมมติพรุ่งนี้ผมตื่นขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมให้ดีขึ้นได้ หรือมากพอในระดับที่มีนัยสำคัญเลยด้วยซ้ำ เพราะท้ายที่สุดก็ยังต้องไปพึ่งพิงระบบต่างๆ ซึ่งสิ่งที่อยู่เบื้องหลังเรื่องพวกนี้ ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ แต่โลกใบนี้ถูกขับเคลื่อนด้วย..ทุนนิยม”

นั่นเองที่สะกิดใจเขาให้กระโดดลงไปเล่นกับเกมของทุนนิยม เพียงแต่จะไม่ทำเหมือนที่คนส่วนใหญ่ทำเท่านั้น

“ถ้าอย่างนั้นผมจะทำธุรกิจ แต่เงื่อนไขในการทำธุรกิจของผม คือ ต้องมี ‘ศีล’ นั่นคือ ทำธุรกิจบนความรับผิดชอบ ตั้งแต่ข้างใน ไม่ว่าจะ เป้าหมาย ผลิตภัณฑ์ การดูแลลูกน้อง ลูกค้า คู่ค้า ทำธุรกิจที่ดีต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เรื่องเหล่านี้คือ ศีลในการทำธุรกิจ ที่ผมบอกกับตัวเอง”

เขาจึงเริ่มทำตามความตั้งใจของตนเอง เพียงแต่เส้นทางที่เลือกเดินอาจต่างไปจากเด็กคนอื่น

ขุนกลาง เริ่มทำงานตั้งแต่อายุ 18 ปี หลังตัดสินใจออกจากมหาวิทยาลัยตั้งแต่ปี 1 เพราะการเรียนมหาวิทยาลัยยังไม่ใช่คำตอบสำหรับเขา

“ผมเชื่อในองค์ความรู้มาก ผมอ่านหนังสือตลอดเวลา และอ่านเยอะมาก เพียงแต่ผมจะเรียบเรียงกระบวนการเรียนรู้ของผมเอง”

เขาบอกเหตุผลของการตัดสินใจเดินออกจากระบบการศึกษา แล้วลงวิชาธุรกิจจริงด้วยสองมือ โดยเก็บทุนจากการทำงานในวัย 18 ปี มาเปิดบริษัทของตนเองเมื่ออายุ 20 เริ่มจากทำธุรกิจสิ่งพิมพ์ ที่ใช้หมึกพิมพ์รักษ์โลก ซึ่งต้นทุนอาจแพงกว่างานพิมพ์ทั่วไป แต่ยังได้ลูกค้าที่ห่วงใยในสุขภาพและสิ่งแวดล้อม อย่าง งานพิมพ์หนังสือเด็กให้กับลูกค้าญี่ปุ่น เขาบอกว่า ธุรกิจเติบโตเร็วมาก ช่วงที่ดีๆ มียอดขายถึงปีละกว่า 20 ล้านบาท ซึ่งนับว่าสูงมาก สำหรับคนวัย 20 ต้นๆ อย่างเขา

ทว่าทำได้เพียง 4 ปี ธุรกิจก็ไปไม่รอด

“ศีลข้อหนึ่งในการทำธุรกิจของผม คือ จะไม่ค้าขายกับราชการไทย หรือหน่วยงานของรัฐใดๆ ทั้งสิ้น เพราะว่า ไม่มีช้อยส์ให้เราไม่เกี่ยวข้องกับ คอรัปชั่น”

คำพูดตรงๆ ของคนทำธุรกิจตั้งแต่วัยหนุ่ม และมีจุดยืนชัดเจนตั้งแต่ต้นที่จะไม่ทำงานกับข้าราชการไทย จนวันที่คู่ค้าซึ่งทำการค้ากันมานาน ได้โพรเจคใหญ่มา จากลูกค้าซึ่งทำงานให้กับหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง งานเสร็จเรียบร้อย ได้รับเงินจากหน่วยงานครบถ้วน แต่ลูกค้ารายนั้นกลับไม่จ่ายเงินให้กับคู่ค้าของเขา ธุรกิจของขุนกลางจึงได้รับผลกระทบตามไปด้วย

“ตอนนั้นผมอายุ 24 ปี โดนฟ้องคดีเช็คเด้ง 2 ล้านบาท!”

ความผิดที่ไม่ได้ก่อ ต้องต่อสู้กันในชั้นศาล แม้คดีนี้เขาจะเป็นฝ่ายชนะ แต่ความล่าช้าในการดำเนินคดีก็สอนบทเรียนให้เขาว่า ‘ความยุติธรรมที่ล่าช้า ก็คือ ความอยุติธรรม’

ขณะการทำธุรกิจรับจ้างผลิตจะจ่ายเป็นเครดิต บทเรียนนี้สอนเขาว่า จะทำธุรกิจจากนี้ไป จะต้องได้เป็น “เงินสด” เท่านั้น

ที่มาของการเปลี่ยนมาทำธุรกิจอาหารเพื่อสุขภาพ โดยใช้ต้นทุนจากเป็นคนทำอาหารอร่อย และสามารถเชื่อมโยงเรื่องกลิ่นกับรสชาติได้ บวกกับธุรกิจครอบครัวก็ทำร้านอาหารอยู่ก่อนแล้ว และเขาเองก็เคยออกแบบระบบการจัดการร้านอาหารให้กับที่บ้านอยู่บ้าง การเริ่มต้นครั้งนี้ จึงไมได้เริ่มจากความไม่มีอะไร แต่ทำในสิ่งที่เขามี "ราก"

โดยเริ่มจากเปิดร้านอาหารญี่ปุ่นชื่อ “Gyudon Express” อยู่ที่บิ๊กซีเอกมัย เป็นร้านอาหารญี่ปุ่นที่มีคอนเซ็ปต์ไม่ใส่พวกผงชูรส ทำโชยุ (เครื่องปรุงรสญี่ปุ่น) เอง ผักสลัดก็ต้องเป็นออร์แกนิก และรับซื้อในระบบ การค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) กับเกษตรกร เน้นเรื่องความปลอดภัย จนไปถึงเรื่องสิทธิของสัตว์ (Animal Rights)

“ถ้าคนคิดเรื่องกำไร เขาก็คงไม่คิดอย่างที่ผมทำ แต่ด้วยความที่เรายังเล็กอยู่มาก ก็อยากจะทำของดีเป็นอันดับหนึ่ง ท้ายที่สุดผมยังมีความฝันว่า อยากทำร้านที่ตอบโจทย์ด้านสุขภาพให้มากกว่านี้ คอนเซ็ปต์คือ ทำอย่างไรให้อาหารดีต่อสุขภาพและอร่อยด้วย” เขาบอกหยุดยืน

จากร้านอาหารยังมีผลิตภัณฑ์ที่คลอดตามมาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ เครื่องดื่ม ของกินเล่น ตามสโลแกน “Flavourich Company” Enrich with Taste เฟลเวอริช ร่ำรวยด้วยรสชาติ ที่น่าสนใจกว่าของดี คือการคิดคอนเซ็ปต์ธุรกิจ ที่ตอบโจทย์สังคมได้มากขึ้น เช่นเดียวกับการมาถึงของ ไอศกรีมน้ำเต้าหู้เพื่อสุขภาพ แบรนด์ “Rabbit in the Moon” ที่ได้ไอเดียมาจากมูลนิธิกระต่ายในดวงจันทร์ เขาบอกว่า เริ่มจากอยากตั้งกองทุนเพื่อให้พนักงานและลูกหลาน มีโอกาสทางการศึกษา โดยพันธกิจของไอศกรีม Rabbit in the Moon คือ จะหักรายได้จากยอดขายทันที 5-10% ไม่รอหักค่าใช้จ่าย เพื่อนำเข้ากองทุนนี้ และถ้ามีมากพอก็จะแบ่งปันให้กับมูลนิธิต่างๆ หรือองค์กรที่ขับเคลื่อนประเด็นปัญหาต่างๆ ของสังคมด้วย และไม่ใช่แค่ให้เงิน แต่ยังให้โอกาส โดยเด็กๆ จากองค์กรหรือมูลนิธิใดที่โตพอและกำลังหางานทำ ก็สามารถมาร่วมงานกับพวกเขาได้ หรือแม้แต่จะเอาไปทำเป็นอาชีพ เพื่อให้มีรายได้และอาชีพที่มั่นคงในชีวิตต่อไป

“ผมเชื่อว่า CSR เป็น Duty (หน้าที่) ไม่ใช่ Charity (การกุศล)”

เขาสะท้อนความคิดของการธุรกิจที่สามารถให้สังคมได้ในทันที ไม่ใช่รอมีกำไรแล้วค่อยมาให้ หรือทำซีเอสอาร์เพียงแค่เป็นกลยุทธ์การตลาดขององค์กรเท่านั้น

ขุนกลางในวัย 30 ปี เปลี่ยนแปลงไปจากนักธุรกิจในวัย 20 ปี อย่างไร เขาบอกว่า คิดต่างไปจากเดิม แต่ความตั้งใจยังเหมือนเดิมทุกอย่าง คือ ทำธุรกิจไม่ได้หวังจะร่ำรวย แต่ทำเพราะอยากจะเปลี่ยนแปลงโลกในวิถีของเขา และต้อง ศีล ในการทำธุรกิจ การทำงานให้มีความสุขในทุกวัน และงานนั้นต้องเติมเต็มตัวเขาและสังคมด้วย

“ผมรู้สึกว่า ธุรกิจถ้าคิดจะเอาอย่างเดียว ถึงจุดหนึ่งเราจะไม่มีความสุขเลย เพราะจิตถูกขับเคลื่อนด้วยความโลภ ตลอดเวลา แต่ถ้าธุรกิจเราทำ แล้วมีความสุขในทุกวัน ได้เสิร์ฟอาหารที่ดีต่อสุขภาพให้กับลูกค้า ขายของดีราคาที่เป็นธรรม นั่นคือ เราได้บุญในทุกวัน โดยไม่ต้องไปรอตักบาตรเลย ตักบาตรกับลูกค้านี่แหล่ะ”

เขาสะท้อนความคิด ในฐานะคนหนุ่มรุ่นใหม่ ที่เชื่อในจุดยืนของตัวเอง และไม่ยอมอ่อนข้อให้กับสิ่งที่คิดว่าไม่ถูกต้อง แม้ใครจะเห็นต่างจากเขาก็ตาม