วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนะรัฐอุดหนุนพลังงานผู้มีรายได้น้อย

แนะรัฐอุดหนุนพลังงานผู้มีรายได้น้อย ปฏิรูปน้ำมัน-ก๊าซสะท้อนตลาดโลก

วานนี้ (6 ส.ค.) มีงานเสวนาทางวิชาการ “ราคาน้ำมันและก๊าซภาคขนส่ง...ความสมดุลอยู่ที่ไหน?” จัดโดยสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย ที่โรงแรมสวิสโซเทล เลอคองคอร์ด

นายศิริ จิระพงษ์พันธ์ ผู้อำนวยการสถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถาบันปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย เห็นว่าการปฏิรูปราคาน้ำมันของประเทศไทย ควรให้สะท้อนราคาตลาดโลกที่แท้จริง แต่ยังสามารถอุดหนุนราคาเพื่อช่วยเหลือกลุ่มผู้มีรายได้น้อยได้ ด้วยการนำงบประมาณแผ่นดินมาเป็นเงินอุดหนุน แทนการใช้เงินจากกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง

ทั้งนี้เพื่อป้องกันปัญหาการบิดเบือนราคาพลังงาน และให้ทำให้การใช้เงินกองทุนฯเป็นไปตามวัตถุประสงค์ที่แท้จริง คือการรักษาเสถียรภาพราคาพลังงาน

นอกจากนี้ยังเห็นว่า การปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซนั้น ไม่ควรดูเฉพาะต้นทุนราคาพลังงานและนำมากำหนดราคาจำหน่าย แต่ควรหันมาพิจารณาถึงค่าประสิทธิภาพการใช้พลังงาน หรือค่าความร้อนของเชื้อเพลิงนั้นๆ เป็นหลัก

ทางสถาบันปิโตรเลียมฯจึงได้ร่วมกับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ศึกษาราคาน้ำมันและก๊าซที่สมดุลกับค่าความร้อน โดยพบว่า โครงสร้างราคาเชื้อเพลิงภาคขนส่งปัจจุบัน ไม่สอดคล้องกับประสิทธิภาพของเชื้อเพลิงแต่ละชนิด เช่น หากพิจารณาจากราคาน้ำมันแก๊สโซฮอล์95 E10 ณ วันที่อยู่ราคา 40.23 บาทต่อลิตรแล้ว ระดับราคาสมดุลของน้ำมันดีเซล ควรจะอยู่ที่ 45.44 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 ควรจะอยู่ที่ 38.70 บาทต่อลิตร ,แก๊สโซฮอล์ E85 ควรจะอยู่ที่ 28.83 บาทต่อลิตร ส่วนก๊าซแอลพีจี ควรจะอยู่ที่ 34.98 บาทต่อลิตร หรือ 64.78 บาทต่อกิโลกรัม ก๊าซเอ็นจีวีควรจะอยู่ที่ 47.33 บาทต่อกิโลกรัม

อย่างไรก็ตามหากใช้ราคาน้ำมันดีเซล ณ วันที่ 6 ส.ค. ที่ราคา 29.85 บาทต่อลิตร เป็นฐาน ซึ่งได้ถอดภาษีสรรพสามิตออกจากราคาดีเซล และนำมาพิจารณาเทียบกับค่าความร้อนในน้ำมันและก๊าซแต่ละชนิดจะพบว่า ราคาน้ำมันทุกชนิดควรปรับลดลงจากปัจจุบัน โดยน้ำมันเบนซิน 95 จาก 48.75 บาทต่อลิตร ควรลดลงเหลือ 27.14 บาทต่อลิตร ,น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 91 จาก 37.78 บาทต่อลิตร ควรลดเหลือ 26.65 บาทต่อลิตร ,น้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 จาก 40.23 บาทต่อลิตร ควรลดลงเหลือ 26.42 บาทต่อลิตร ,น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 20 จาก 35.28 บาทต่อลิตร ควรลดลงเหลือ 25.51 บาทต่อลิตร, น้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี 85 จาก 24.28 บาทต่อลิตร ควรลดเหลือ 18.89 บาทต่อลิตร

ขณะที่ราคาแอลพีจีภาคขนส่ง จาก 21.38 บาทต่อกิโลกรัม ควรเพิ่มขึ้นเป็น 42.52 บาทต่อกิโลกรัม และเอ็นจีวี จาก 10.50 บาทต่อกิโลกรัม ควรเพิ่มเป็น 21.80 บาทต่อกิโลกรัม

สำหรับกรณีที่กระทรวงพลังงานเตรียมเปิดสัมปทานปิโตรเลียมรอบ 21 นั้น เห็นว่าเป็นสิ่งจำเป็นโดยปัจจุบันมีแหล่งปิโตรเลียมใหญ่ 2 แหล่งคือ เอราวัณ ของบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด (เชฟรอน) และแหล่งบงกช ของบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. คิดเป็นประมาณกำลังการผลิตรวม 60% ของปริมาณการผลิตก๊าซฯในไทยทั้งหมด

ดังนั้นหากไทยยังมีศักยภาพแหล่งก๊าซขนาดเล็กเข้ามาเสริมกำลังการผลิต นับว่าเป็นสิ่งจำเป็นซึ่งการเปิดสัมปทาน หากเจอก๊าซฯจะช่วยเพิ่มปริมาณสำรองของประเทศได้ อย่างไรก็ตามต้องการให้ภาครัฐมีความชัดเจนในการเปิดสัมปทานรอบที่ 21 เพราะกว่าจะอนุมัติและดำเนินการผลิตได้ต้องใช้เวลา 10-15 ปีกว่าจะเจอก๊าซฯ

สำหรับการต่ออายุสัมปทานที่กำลังจะหมดสัญญาลงนั้น เป็นสิ่งจำเป็นเช่นกัน ส่วนรูปแบบการต่อสัญญาจะเป็นอย่างไรนั้นทางภาครัฐจะต้องเปิดกว้างให้สังคมเข้าไปมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นด้วย ทั้งนี้แหล่งสัมปทานที่กำลังจะหมดอายุในอีก 8 ปีข้างหน้าจะต้องใช้เงินลงทุนเป็นแสนล้าน ซึ่งภาคเอกชนต้องใช้เวลาวางแผนการลงทุน ดังนั้นรัฐบาลควรตัดสินใจโดยเร็ว หรือภายใน 5 ปีก่อนอายุสัมปทานจะสิ้นสุดลง

วานนี้พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) กล่าวว่า ที่ประชุม กบง. เห็นชอบปรับเพิ่มอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงของน้ำมันเบนซิน และน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85 ขึ้น 1 บาท/ลิตร สำหรับน้ำมันแก๊สโซฮอลื อี10 และ อี 20 ขึ้น 0.70 บาท/ลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะทำให้มีเงินเข้ากองทุนน้ำมันเพิ่มขึ้นประมาณเดือนละ 500 ล้านบาท ทั้งนี้กองทุนน้ำมันมีฐานะติดลบประมาณ 8,795 ล้านบาท