วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'Green Growth' การเติบโตของเมล็ดพันธุ์สีเขียว

พันธกิจสำคัญ ของ'Green Growth' คือการสร้างความเปลี่ยนแปลงทียั่งยืนให้กับเกษตรกรไทยด้วยวิถีแห่ง"เกษตรอินทรีย์"

“ชีวิตกรุงเทพมัน..เสียเวลา”

เหตุผลง่ายๆ สั้นๆ ที่ทำให้ “ธีรภัทร เทพพันธ์” อดีตนิสิตปริญญาโทด้านการจัดการลุ่มน้ำและสิ่งแวดล้อม คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ตัดสินใจทิ้งโอกาสใช้ชีวิตและทำงานในเมืองกรุง ไปเริ่มต้นกับอาชีพ “เกษตรกร” ที่จังหวัดบ้านเกิด อุทัยธานี พร้อมกับคู่ชีวิต “สุชาดา พัวพันธ์”

ส่วนหนึ่งเพราะมีที่ของครอบครัวอยู่ที่นั่น และเขาเองก็อยากสร้างครอบครัวที่บ้านเกิด ที่สำคัญจะได้ใช้โอกาสนี้ดูแลพ่อแม่ในวัยแก่เฒ่าด้วย

แต่การตัดสินใจไม่ได้ง่าย ใช่ว่าจะได้รับการเห็นด้วยจากครอบครัวในทันที เมื่อดีกรีที่เขามีก็คือ “ปริญญาโท” ถ้าไม่เอาดีในงานบริษัท ก็คงสามารถเติบใหญ่ในอาชีพข้าราชการได้แน่ๆ แต่เขากลับเลือกหันหลังให้โอกาสเหล่านี้

“ผมอยากทำอาชีพเกษตร แต่เป็นเกษตรอินทรีย์นะ เพราะอยู่ในเมืองเห็นเลยว่า มีการค้าขายด้านเกษตรอินทรีย์อยู่และดีมาก แต่เกษตรกรในต่างจังหวัด ยังขาดโอกาสในการเข้าถึงตลาดเหล่านี้ ขณะที่ราชการไปส่งเสริมให้ปลูกแต่ไม่ได้ส่งเสริมเรื่องการตลาดและการขายของเขา ผมจึงรวบรวมเครือข่ายคนที่ทำข้าวอินทรีย์ในจังหวัด แล้วทดลองทำตลาดให้”

ที่มาของ “Green Growth” กิจการเพื่อสังคมเกษตรอินทรีย์เพื่อวิถีชุมชน จังหวัดอุทัยธานี ที่ได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานสร้างเสริมกิจการเพื่อสังคมแห่งชาติ (สกส.) โดยไม่ได้มีแค่ "ข้าวอินทรีย์" แต่ยังมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากถั่วเขียว มะกรูด กระเจี๊ยบ และเหล่าพืชพันธุ์ที่หาได้ในท้องถิ่น โดยมีเป้าหมาย คือ สิ่งเสริมให้เกษตรกรได้ปลูกพืชหลังทำนา เพื่อบำรุงดิน และยังสามารถนำไปแปรรูปขายสร้างรายได้ให้อีกด้วย

“ผมมีมุมมองว่า ความยั่งยืนเกิดจากการที่เราไม่ได้ทำนาปีละหลายๆ ครั้ง แต่การปลูกพืชหลังทำนา อย่างถั่วเขียว จะเป็นการบำรุงดิน ทำให้ดินดีขึ้น ผมทำนาแค่ปีละครั้ง ทั้งที่มีพื้นที่อยู่ติดอ่างเก็บน้ำ เพราะผมมองถึงอนาคตว่า ถ้าระบบชลประทานดี สารเคมีมาแน่นอน ผมจะพยายามแก้ปัญหานี้”

นี่คือภูมิรู้จากเกษตรกรมีปริญญา ที่เรียนมาด้านการจัดการลุ่มน้ำ และเลือกนำความรู้ของเขา ไปแก้ปัญหาให้กับภาคเกษตร โดยมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกพืชเกษตรอินทรีย์ที่ดีต่อทั้งสุขภาพคนทานและคนปลูก แล้วส่งเสริมด้านการตลาดให้ และค่อยๆ ขยายผลไปสู่คนในชุมชน ตลอดจนชุมชนอื่นๆ ในจังหวัดอุทัยธานี

“แนวคิดคือ ต้องแปรรูปเท่านั้น ไม่เช่นนั้นมูลค่าเพิ่มจะไม่เกิด”

เขาสะท้อนความคิดของการเลือกนำผลผลิตเกษตรอินทรีย์ที่รับซื้อจากเกษตรกร มาแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า และสร้างความต้องการของตลาด โดยจูงใจเกษตรกรด้วยการรับซื้อผลผลิตในราคาที่สูงกว่าผลิตผลจากเคมี

“อย่างถั่วเขียวปกติราคาเคมี เขารับซื้อกันอยู่ที่กิโลกรัมละ 60-70 บาท แต่ถ้าเป็นอินทรีย์เรารับซื้อกิโลกรัมละ 150 บาท ซึ่งผลผลิตน้อยกว่าเคมีก็จริง แต่เขาขายได้ราคาดีกว่า ส่วนเราก็เอามาแปรรูปเป็นผงถั่วเขียวที่ใช้พอกหน้าขัดหน้าได้ ไปขายก็ได้มูลค่าเพิ่มขึ้น จนเราสามารถไปเพิ่มราคารับซื้อให้กับเกษตรกรได้”

ขณะที่พวกเขาก็เดินหน้าหาช่องทางทำตลาด จากเริ่มต้นก็ลองผิดลองถูกขายในท้องถิ่น แต่ก็พบว่าไม่เวิร์ค เพราะคนยังไม่ค่อยมีกำลังซื้อ และไม่กล้าขายแพงมากเพราะเห็นใจคนใช้ จากนั้นก็เริ่มศึกษาตลาดในเมืองกรุง โดยประสานงานกับหน่วยงานราชการต่างๆ เพื่อหาโอกาสมาออกงานแสดงสินค้าในกรุงเทพ อย่างงานโอทอป งานแสดงสินค้าอินทรีย์และธรรมชาติ (Organic and Natural Expo) เหล่านี้เป็นต้น

“อย่างงานโอทอปเราพบว่าขายดีมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีการแข่งขันกันเพื่อที่จะได้มาในตลาดอย่างนี้ เรียกว่า ไม่ได้มากันง่ายๆ ถ้าเป็นเกษตรกรธรรมดาเขาไม่สามารถเข้าถึงได้แน่ ต้องสนใจและมีความรู้ ต้องทำตัวเองให้มีมาตรฐาน และยังต้องเรียนรู้อีกเยอะมากกับการที่จะไต่ระดับจากการทำเกษตรอินทรีย์ มาสู่ตลาดในกรุงเทพได้”

นั่นคือเหตุผลที่ Green Growth จะทำหน้าที่เป็น “ตัวกลาง” ช่วยนำพาผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ของชุมชน มาสู่ตลาดจริงในเมืองกรุง เวลาเดียวกับที่มาออกงานเองทุกครั้ง คือการรับฟังความต้องการของลูกค้า พร้อมๆ กับเรียนรู้ว่า สินค้าตัวไหนกำลังขายดี และวัตถุดิบที่นำมาทำนั้น ชุมชนของพวกเขาสามารถทำได้หรือไม่

“สังคมเกษตรเป็นสังคมที่ค่อนข้างจะปิดตัวเอง ไม่ยอมเรียนรู้ เราพยายามที่จะเอาองค์ความรู้ ไปให้กับเขา โดยมองว่า ชุมชนมีผลผลิตอะไร แล้วสามารถนำมาแปรรูปอะไรได้ อย่างมะกรูดเขาก็มีกันทุกบ้าน เราก็รับซื้อในราคาที่จูงใจเพื่อมาแปรรูปเป็นแชมพู พอรู้ว่าขายได้เขาก็จะปลูกเพิ่ม แนวคิดคือ อยากให้เขาได้ทำเกษตรผสมผสาน ไม่ใช่คนทำนาก็ทำนาอย่างเดียว ปลูกข้าวโพดก็ข้าวโพดอย่างเดียว”

เขาสะท้อนแนวคิดที่เชื่อว่า จะนำมาสู่ความยั่งยืนของอาชีพเกษตรอย่างแท้จริง โดยเน้นสนับสนุนเกษตรกรตัวเล็กๆ ที่ไม่ได้มีที่นาที่ไร่เป็นสิบเป็นร้อยไร่ มีใจ “ไม่โลภ” และพร้อมที่จะเปลี่ยนตัวเองเพื่อเข้าสู่วิถีเกษตรอินทรีย์

จากปมด้อยในอดีตของเกษตรกรที่รู้สึกว่า ตัวเองไม่มีค่า อาชีพเกษตรกรไม่มีเกียรติ ไม่อยากให้ลูกหลานสืบทอดเพราะกลัวจะลำบาก จะเหนื่อยเหมือนพ่อแม่ ความคิดนี้ก็ค่อยๆ แปรเปลี่ยนไป ด้วยการทำเกษตรแบบใหม่ ที่ไม่เพียงทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น รายได้ดีขึ้น แต่ยังมีสุขภาพดีและ “มีความสุข” เพิ่มมากขึ้นด้วย เหมือนที่เขาพิสูจน์กับตัวเองมาแล้ว

“ผมพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่า ของมันขายได้ และเราก็อยู่ได้จริง ผมมองว่า อาชีพเกษตรกรเป็นอาชีพที่ สบาย และ มีความสุข เราทำมา 5 ปี โดยที่ไม่ต้องไปทำงานที่ไหนเลย อยู่ได้ และยังมีเวลาไปช่วยเหลือสังคมได้อีกด้วย”

มีโอกาสมากมายให้เลือกเดิน แต่เขาก็เลือกวิถี Social Enterprise ด้วยเหตุผลที่ว่า อยากช่วยเหลือคน แต่ก็ยังอยากทำมาหากินด้วย และเชื่อว่า การทำธุรกิจสามารถช่วยเหลือคนได้ โดยที่ไม่ไปเอาเปรียบใคร แต่ยังสามารถแบ่งปันผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน โดยที่ “เราได้ เขาได้” ช่วยนำพาชุมชนให้เติบโตไปด้วยกัน และนั่นก็คือวิถี..กิจการเพื่อสังคม

ยังมีความตั้งใจอีกมากมายที่อยากทำ และยังคงเดินหน้าทำมันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการแบ่งภาคตัวเอง หลังว่างจากงานภาคเกษตร ไปทำงานช่วยเหลือสังคม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เพื่อช่วยเหลือชุมชนได้มากและกว้างขึ้น ยังมีความตั้งใจที่อยากสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ ให้กับลูกหลานของชุมชน ยังอยากสร้างเกษตรกรยุคใหม่ ผู้นำยุคใหม่ ที่ทำเกษตรเป็น เอาตัวรอดได้ และมีใจอยากเข้ามาสานต่อวิถีชุมชน “ทำนาสบายสุดๆ ทำเสร็จแล้วไปไหนต่อไหนก็ได้ มีเวลาเยอะมาก และมีความสุขมาก อยู่กับชาวบ้านมีแต่ความยิ้มแย้ม การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อยู่กรุงเทพคนไม่รู้จักกัน ทำแต่งาน เหมือนมนุษย์ทำงาน อย่าลืมว่า คนเราไม่ได้เกิดมาเพื่อทำงานอย่างเดียว แต่เราเกิดมาเพื่อช่วยเหลือ และพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน”

สำหรับคนที่อยากมาเป็นผู้ประกอบการสังคม คนทำมาก่อนบอกเราว่า ต้อง “จิตสาธารณะ” ต้องเห็นว่า สังคมมีปัญหา และมีใจที่อยากทำอะไรเพื่อสังคม และต้องมีทักษะการเรียนรู้ อย่าง ถ้าไม่มีมุมมองเรื่องธุรกิจ ก็ต้องเรียนรู้ที่จะทำธุรกิจ เพื่อให้อยู่รอดได้ แล้วปัญหาของสังคมก็จะถูกแก้ไขไปด้วย

“ทำธุรกิจให้อยู่ได้ และสังคมก็คลี่คลายปัญหา”

นั่นคือกุญแจสำคัญในสายตาของเกษตรกรมีปริญญาอย่างเขา