กระทรวงพลังงาน ยันปรับโครงสร้างพลังงาน ลดราคาเบนซิน3บาท/ลิตร ปรับขึ้นราคาก๊าซแอลพีจี 0.40-1บาทต่อกก.
กระทรวงพลังงาน สรุปแผนปรับโครงสร้างราคาพลังงาน จ่อลดราคาเบนซินไม่เกิน 3 บาทต่อลิตร และตรึงราคาดีเซลต่อไม่เกิน 30 บาทต่อลิตร พร้อมปรับแอลพีจีขึ้นไตรมาสละ 40 สตางค์- 1 บาทต่อกิโลกรัม เริ่มปี 2558 พร้อมเตรียมเสนอแผนพีดีพีฉบับใหม่เข้ากพช. 15 ส.ค.นี้
แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า แผนการปรับโครงสร้างราคาน้ำมันและก๊าซ ที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ยังไม่อนุมัติ เนื่องจากต้องการให้กระทรวงพลังงานเร่งทำความเข้าใจกับประชาชนก่อน โดยกระทรวงพลังงานยังคงยึดแนวทางตามผลการศึกษาที่ได้จัดทำไว้ คือ การปรับลดราคาน้ำมันเบนซิน ด้วยการลดเก็บส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงและลดเก็บภาษีสรรพสามิต ซึ่งคาดว่าจะลดได้ไม่เกิน 3 บาทต่อลิตร โดยมีแผนจะเริ่มปรับลดราคาภายในปี 2557 นี้
ส่วนราคาน้ำมันดีเซลนั้น เดิมมีแผนจะปรับขึ้น โดยการเรียกเก็บเงินเข้าภาษีสรรพสามิตเพิ่ม จากปัจจุบันจัดเก็บอยู่แค่ 0.005 บาทต่อลิตร แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันดีเซลตลาดโลกเริ่มปรับลดลง และสามารถเรียกเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯได้เพิ่มขึ้นไปแล้วนั้น จึงเปลี่ยนแนวทางเป็นการตรึงราคาดีเซลไว้ไม่ให้เกิน 30 บาทต่อลิตรต่อไป สำหรับพลังงานทดแทนโดยเฉพาะน้ำมันแก๊สโซฮอล์อี 20 นั้น ก็จะยังคงมีการชดเชยต่อไป
สำหรับส่วนโครงสร้างราคาก๊าซนั้น มีแผนจะปรับขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม(แอลพีจี)ครัวเรือนและภาคขนส่ง รวมถึงขึ้นราคาก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์(เอ็นจีวี) โดยที่ผ่านมาได้เสนอแนวทางการปรับราคาแอลพีจี เป็น 2 แนวทาง คือ 1.ปรับขึ้นไตรมาสละ 40 สตางค์ต่อกิโลกรัม หรือ 2.ปรับขึ้น 1 บาทต่อกิโลกรัม ซึ่งอยู่ที่การตัดสินใจของพล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองหัวหน้า คสช. ฝ่ายเศรษฐกิจซึ่งตามแผนจะเริ่มปรับขึ้นในปี 2558
นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอแผนพัฒนาไฟฟ้าระยะยาว 20 ปี ในปี 2558-2578 (พีดีพี)ฉบับใหม่ หรือพีดีพี 2015 เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) ที่จะประชุมในวันที่ 15 ส.ค.นี้ โดยมีพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) เป็นประธาน โดยขออนุมัติกรอบการออกพีดีพี 2015 ก่อน และทางกระทรวงพลังงานจะเริ่มจัดทำแผนไฟฟ้าระยะยาวของประเทศ ซึ่งจะใช้เวลา 3 เดือนดำเนินการให้แล้วเสร็จ
นอกจากนี้จะนำเรื่องเพื่อทราบเข้าสู่ที่ประชุม กพช. อีก 2 เรื่อง ได้แก่ 1.การแยกธุรกิจท่อก๊าซธรรมชาติออกจากบริษัท ปตท.จำกัด(มหาชน) เพื่อแก้ปัญหาการผูกขาดธุรกิจก๊าซฯ รวมถึงลดการผูกขาดธุรกิจต่างๆ และ 2. สร้างการแข่งขันในธุรกิจน้ำมัน โดย ปตท.เตรียมจะขายหุ้นโรงกลั่นสตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (เอสพีอาร์ซี)
ส่วนการประมูลโรงไฟฟ้าของผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนรายใหญ่(ไอพีพี) จำนวน 5,000 เมกะวัตต์นั้นขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของภาครัฐ(คตร.)และสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน(สตง.)









