บีทีเอสลั่นพร้อมประมูลรถไฟฟ้าทุกสาย เผยมีฐานเงินทุนแน่น สามารถทำโครงการใหม่ได้ถึง 1.2 แสนล้านบาท
นายคีรี กาญจนพาสน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ให้สัมภาษณ์พิเศษ “กรุงเทพธุรกิจ”ถึงการเตรียมความพร้อมในการร่วมประมูลโครงการรถไฟฟ้าว่า บีทีเอสมีความพร้อมทั้งด้านบุคลากร และเงินทุนในการร่วมประมูลโครงการรถไฟฟ้า
โดยเขามั่นใจว่าสามารถลงทุนโครงการใหม่ได้ถึง 1.2 แสนล้านบาท แยกเป็นเงินสดที่ได้จากการขายกองทุนโครงสร้างพื้นฐานบีทีเอส โกรท 3 หมื่นล้านบาท และเงินที่จะได้จากการใช้สิทธิแปลงใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอร์แรนท์) อีก 4 หมื่นล้านบาท ที่เหลือเป็นเงินกู้ ซึ่งได้มีการพูดคุยกับสถาบันการเงินไว้แล้ว
“บีทีเอสเตรียมความพร้อมมานานมาก พร้อมมา 3 ปีแล้ว แต่ภาวะความไม่แน่นอนทางการเมือง ทำให้โครงการประมูลล่าช้าออกไป 1 ปี แต่เราก็ยังไม่ได้เอาเงินสด 3 หมื่นล้านบาทออกมาทำอะไร ยังเตรียมไว้สำหรับการลงทุนรถไฟฟ้า ทำให้ปีนี้เริ่มถูกผู้ถือหุ้นถามว่าจะทำอย่างไรกับเงินส่วนนี้ จะนำมาปันผลหรือไม่ ก็ได้ชี้แจงไปว่าขอเวลาก่อนหากภายใน 1 ปีนี้ภาครัฐยังไม่เปิดประมูล ก็จะแบ่งเงินบางส่วนไปลงทุนในกิจการโครงสร้างพื้นอื่นๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ”
พร้อมประมูลรถไฟฟ้าทุกสาย
นายคีรีกล่าวว่า เส้นทางที่บริษัทสนใจร่วมประมูลหลักๆ คือ สายสีเขียวทุกเส้นทาง สายสีชมพู และสายสีส้ม เพราะเป็นโครงการส่วนต่อขยายจากเส้นทางที่มีอยู่ สามารถทยอยลงทุนและมีรายได้เข้ามาตามแส้นทางที่แล้วเสร็จ สำหรับโครงการอื่นๆ บริษัทก็สนจะร่วมประมูล เพราะในฐานะบริษัทเดินรถไฟฟ้า ก็คงต้องร่วมประมูลในทุกเส้นทาง ถึงแพ้ก็ไม่เป็นไร แต่เส้นทางหลักที่บริษัทสนใจบริษัทก็มั่นใจ
"เชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ความสำคัญกับการเปิดประมูลโครงการรถไฟฟ้า และดำเนินการอย่างจริงจัง จากที่ผ่านมาแอคชั่นต่างๆ จะเกิดขึ้นบนโต๊ะเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ทุกวันนี้มีรถไฟฟ้าให้บริการเพียง 23.5 กิโลเมตรเท่านั้น ซึ่งในการแก้ไขปัญหาการจราจรในกรุงเทพฯ ไม่มีทางออกอื่นในการแก้ไข นอกจากรถไฟฟ้า ที่ผ่านมาโครงการลงทุนล่าช้า และไม่รู้ว่าจะต้องใช้เวลาอีกนานเท่าใด”
สำหรับรูปแบบการลงทุนโครงการรถไฟฟ้า เขากล่าวว่าไม่ว่าจะออกมาในรูปแบบใด บริษัทพร้อมรับทุกทางเลือก ที่หนักที่สุดคือการให้เอกชนลงทุนเองทั้งหมด หากเป็นในรูปแบบนี้รัฐบาลก็ควรจะจะมีแนวทางสนับสนุน ที่ทำให้โครงการมีความเป็นไปได้ ด้วยการคืนอะไรบางอย่างให้สักระยะ
เดินหน้าศึกษาลงทุนตปท.
เขากล่าวต่อว่า ในช่วงที่ประเทศไทยยังมองไม่เห็นความแน่นอน บีทีเอส ได้เริ่มออกไปหาโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ ทั้งประเทศจีน อินโดนีเซียและเวียดนาม และขณะนี้ก็ยังคงศึกษาอยู่ ไม่ได้ทิ้งไป โดยการลงทุนในประเทศจีนนั้น ได้ร่วมกับพันธมิตร คือ ซิติค คอนสตรัคชั่น (CITIC Construction) จัดตั้งกิจการร่วมค้า เพื่อประมูลโครงการสัมปทานเดินรถไฟฟ้าใต้ดินในในกรุงปักกิ่ง โครงการนี้ยังไม่ถือว่าได้ข้อสรุป เพราะมีอีกรายเสนอราคาถูกกว่า ทางรัฐบาลจีนอยู่ระหว่างเจรจารายละเอียดกับรายนี้ หากตกลงกันไม่ได้ ก็อาจจะมาเจรจากับบีทีเอส
"บีทีเอสให้น้ำหนักกับการลงทุนในประเทศเป็นหลัก แต่ก็ไม่ได้ทิ้งโอกาสการลงทุนในต่างประเทศ โดยหลักๆ จะเน้นการเข้าไปบริหารจัดการมากกว่าการลงทุน อาจจะเข้าไปถือหุ้นในโครงการบ้าง แต่ก็เป็นส่วนน้อย โดยประเทศจีนยังมีโอกาสในการลงทุนอีกมาก เพราะมีจำนวนประชากรสูง วิธีการของรัฐบาลจีนก็รวดเร็ว เงื่อนไขต่างๆสมเหตุสมผล มีการรับประกันผลตอบแทนที่ชัดเจน ซึ่งการลงทุนในต่างประเทศผลตอบแทนที่น่าจะได้อยู่ที่ระดับ 12% แต่หากบริหารได้ดีกว่านั้น ก็ถือเป็นโบนัสไป”
ส่วนการลงทุนในอินโดนีเซียนั้น อยู่ระหว่างการรอดูนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ ขณะที่การลงทุนในเวียดนามเส้นทาง โฮจิมินห์ถึงดานัง ที่ผ่านมาค่อนข้างเป็นห่วงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เพราะมีรายได้เป็นเงินดองของเวียดนาม ทำให้มีความเสี่ยงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงของค่าเงิน ทำให้ทำโครงการต่อไม่ได้ ในช่วงหลังจึงมีการหยิบยกประเด็นว่าหากเวียดนามมีการป้องกันความเสี่ยง (Hedge) ให้ก็อาจจะเริ่มพูดคุยกันต่อ
หวงที่ดินเมินสร้างคอนโดขาย
นายคีรียังกล่าวถึงนโยบายการบริหารธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ว่า ขณะนี้บีทีเอสยังไม่มีนโยบายลงทุนสร้างคอนโดมิเนียมเพื่อขาย เพราะหวงที่ดิน เนื่องจากปัจจุบันที่ดินที่อยู่ใกล้กับพื้นที่รถไฟฟ้าค่อนข้างหายาก แต่บริษัทอาจจะหาพันธมิตรมาร่วมพัฒนาโครงการที่เป็นการลงทุนระยะยาว นอกจากนี้มองว่ายังไม่มีความจำเป็นที่บริษัทจะต้องเร่งรีบพัฒนาโครงการ เพราะที่ดินที่มีอยู่ราคาก็ปรับเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ผลตอบแทนจากส่วนนี้ อาจจะมากกว่าการฝากเงินในธนาคาร
“การใช้ประโยชน์จากที่ดินที่มีอยู่ บีทีเอสจะมองในระยะยาวมากขึ้น เน้นการสร้างมูลค่า โดยปัจจุบันบริษัทมีที่ดินเปล่าอยู่จำนวนหนึ่ง มูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านบาท นอกจากจะไม่ทำโครงการขายแล้ว บริษัทยังมองหาทำเลที่จะซื้อที่ดินเพิ่มด้วย”
สำหรับบริษัท วีจีไอ โกลบอล มีเดีย (VGI) บริษัทลูก ซึ่งบีทีเอส เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อยู่ 62% ยังคงขยายการลงทุนต่อเนื่องในธุรกิจสื่อโฆษณา โดยบริษัทมีแผนจะใช้เงินลงทุนกว่า 1.2 หมื่นล้านบาท ทั้งการหาพันธมิตรร่วมลงทุน และการซื้อกิจการด้านสื่อโฆษณาในประเทศ และต่างประเทศ
ส่วนบริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม หรือ บีเอสเอส (BSS) ผู้ให้บริการบัตรเงินอิเล็กทรอนิกส์ หรือ บัตรแรบบิท จะขยายธุรกิจเชื่อมกับห้างร้านต่างๆ ให้มากขึ้น ปัจจุบันมีผู้ถือบัตรอยู่แล้ว 2.8 ล้านใบ จะขยายเป็น 3.5 ล้านใบในปีนี้
ทั้งนี้ตามแผนอยากจะพัฒนาการใช้บัตรนี้เพียงบัตรเดียว สามารถใช้ได้ทั้งซื้อสินค้า และการใช้บริการรถสาธารณะทั้งรถไฟฟ้า รถใต้ดิน และรถเมล์ ซึ่งบีทีเอสพร้อมอยู่ที่แล้วที่จะพัฒนาบัตรร่วม ให้บัตรโดยสารรถใต้ดินและบนดินสามารถใช้บัตรเดียวกันได้โดยบีทีเอสได้ลงทุนติดตั้งเครื่องอ่านบัตรให้กับรถไฟฟ้าใต้ดินแล้ว แต่ทางรถใต้ดินก็บอกว่ายังไม่พร้อม
คาดรายได้โต 5-8%
เขากล่าวต่อว่า ปริมาณการใช้รถไฟฟ้าบีทีเอสยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง คาดว่าปีนี้รายได้จะเติบโตตามเป้าที่ตั้งไว้ 5-8% แม้ในช่วงไตรมาสแรกจะมีปัญหาการเมือง แต่จำนวนผู้โดยสารที่มาใช้บริการก็เป็นไปตามเป้าหมาย มีการใช้บริการสูงสุด 9 แสนคนต่อวัน จากระดับปกติอยู่ที่ระดับ 7 แสนคนต่อวัน ในช่วงไตรมาส 2 จำนวนผู้โดยสารลดลงบ้าง แต่ก็ลดลงตามที่บริษัทคาดการณ์ไว้









