วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ปตท.ตั้งทีมอิสระกรองลงทุนตปท.

ปตท.ตั้งคณะทำงานกลั่นกรองการลงทุนต่างประเทศ ก่อนเสนอบอร์ดปตท.พิจารณา หลังพบปัญหาการลงทุนต่างประเทศบางโครงการ

"ปิยสวัสดิ์" ระบุต้องรอบคอบลดความเสี่ยงและขาดทุน ชี้นโยบายอุดหนุนราคาพลังงานที่ผ่านมา ฉุดอัตรากำไรปตท.ลด กระทบขีดแข่งขัน เตรียมแผนเชิงรุกสร้างความเข้าใจประชาชน พร้อมประกาศวิสัยทัศน์องค์กรใหม่ในกลางปีหน้า

นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์ ประธานกรรมการบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยถึงการประชุมคณะกรรมการ ปตท.นัดพิเศษ เพื่อกำหนดทิศทางและกลยุทธ์ในการดำเนินธุรกิจ ประจำปี2557 ในวันที่ 26 ก.ค. ที่ผ่านมาว่า ผลจากการประชุมจะใช้ประกอบการจัดทำแผนวิสาหกิจและงบประมาณประจำปี 2558-2562 ที่จะทำให้สามารถบรรลุวิสัยทัศน์ในการเป็น "บริษัทพลังงานไทยข้ามชาติชั้นนำ” (Thai Premier Multinational Energy Company) ในปี2563 ใน 3 ด้าน (Big - Long - Strong) Big คือ การเป็นบริษัทที่มีขนาดใหญ่ ที่จะสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ โดยต้องสามารถรักษาอันดับ 1 ใน 100 ของบริษัทที่มียอดขายสูงสุดของโลก ตามการจัดอันดับของนิตยสาร Fortune 500

Long คือ การเป็นบริษัทที่มีการเติบโตอย่างยั่งยืน จะต้องเป็นบริษัทที่บรรลุเป้าหมายตามดัชนีวัดผลการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยตลาดหุ้นดาวโจนส์ (Dow Jones Sustainability Index-DJSI) ที่จะขยายการลงทุนให้เกิดความครบวงจรในธุรกิจพลังงาน และ Strong คือ การเป็นบริษัทที่มีผลประกอบการดี และมีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง อยู่ในระดับชั้นนำของโลก

นอกจากนี้ ปตท.ได้กำหนดกลยุทธ์ TAGNOC ให้เป็นวัฒนธรรมองค์กร คือ การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้และมีเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และสังคม ตลอดจนการเป็นองค์กรที่สร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานและความมั่งคั่งให้กับประเทศ

ระบุลงทุนต่างประเทศต้องรอบคอบ

นายปิยสวัสดิ์ กล่าวด้วยว่า ภายใน 1 ปีข้างหน้า ปตท.จะต้องสร้างความเข้าใจเชิงรุก กับประชาชน ให้เข้าใจถึงเหตุผลความจำเป็นที่ปตท.จะต้องมีระดับกำไรที่เหมาะสม เพื่อออกไปแข่งขันกับคู่แข่งในต่างประเทศ ในการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพราะ ในอนาคตปตท.จะไม่สามารถที่จะเติบโตจากฐานทรัพยากรปิโตรเลียมในประเทศเหมือนที่ผ่านมาได้ แต่จะต้องแข่งขันด้วยการออกไปลงทุนหาแหล่งปิโตรเลียมในต่างประเทศ และการที่มีเทคโนโลยีของตนเอง

สำหรับโครงการการลงทุนในต่างประเทศที่มีปัญหา เช่น โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ที่ประเทศอียิปต์ และโครงการลงทุนปาล์มน้ำมันที่ประเทศอินโดนีเซียนั้น ต้องยอมรับว่าการลงทุนมีความเสี่ยง นอกจากนี้มองในภาพรวมจะเห็นว่า โครงการที่ปตท.ไปลงทุนทั้งในเรื่องของการสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ในทะเลน้ำลึก ที่บราซิล และที่โมซัมบิก ถือว่าจำเป็นสำหรับอนาคตของปตท. โดยโครงการลงทุนในต่างประเทศก็พยายามที่จะดูแลให้มีความรอบคอบมากขึ้น เพื่อไม่ให้มีปัญหาขาดทุน

“บอร์ดปตท.คงจะไม่สามารถที่จะบอกได้ว่าทุกโครงการลงทุนของปตท.จะต้องมีกำไร เพราะทุกการลงทุนมีความเสี่ยง หากเราไม่ต้องการเห็นการขาดทุนเลย ก็คงไม่ต้องอนุมัติโครงการลงทุนใดๆ ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ที่ผ่านมาในภาพรวมก็ถือว่าหลายโครงการประสบความสำเร็จ อย่างไรก็ตามบอร์ดก็มีความเห็นว่าจะต้องมีความรอบคอบ ต่อการลงทุนมากยิ่งขึ้น“ นายปิยสวัสดิ์ กล่าว

ตั้งคณะทำงานอิสระกรองลงทุน

นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่กลยุทธ์องค์กร บริษัทปตท.จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ปตท.ได้ตั้งคณะทำงานอิสระขึ้นมาโดยเฉพาะเพื่อทำงานกลั่นกรองโครงการลงทุนในต่างประเทศ ก่อนที่จะเสนอให้บอร์ดปตท.พิจารณา เพื่อให้เกิดความรอบคอบตามนโยบายของบอร์ด โดยจะมีการรายงานความคืบหน้าการลงทุนให้บอร์ดรับทราบเป็นระยะ

สำหรับแผนการลงทุน ในระยะสั้น 5 ปี (2558-2562) ได้ปรับลดการลงทุนลง โดยตัดส่วนเงินที่กันสำรองการลงทุนต่างประเทศเอาไว้ประมาณ 60,000 ล้านบาทออก เนื่องจากแผนการลงทุน จะเน้นการลงทุนในประเทศเพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน เช่น โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ ,โครงการสร้างท่าเรือและคลังรองรับแอลเอ็นจีจากต่างประเทศ เนื่องจากแนวโน้มการใช้แอลเอ็นจีจะเพิ่มขึ้นตามความต้องการที่เพิ่มขึ้น จากปัจจุบันมีคลังเก็บอยู่ 5 ล้านตันต่อปี จะต้องเพิ่มเฟส 2 รองรับอีก 5 ล้านตันต่อปี หากไทยไม่มีการส่งเสริมเชื้อเพลิงถ่านหินหรือพลังงานทดแทนอย่างจริงจังจะทำให้ไทยต้องนำเข้าแอลเอ็นจีเพิ่มขึ้นอีก 15-30 ล้านตันในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงสำหรับความมั่นคงทางด้านพลังงาน นอกจากนี้ยังจะมีโครงการก่อสร้างคลังและท่าเรือเพื่อรองรับแอลจีจีนำเข้าด้วย

แผนระยะยาวของปตท. จำเป็นจะต้องมองถึงการมีเทคโนโลยีของตนเอง เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เพราะในอนาคตปริมาณสำรองก๊าซในอ่าวไทยจะทยอยลดลงตั้งแต่ปี 2564 หรืออีก 8 ปีข้างหน้า โดยสัญญาสัมปทานปิโตรเลียมที่ใช้ในปัจจุบันจะทยอยหมดสัญญาลง หากไม่มีการต่อสัญญาหรือเปิดสัมปทานเพื่อหาก๊าซเพิ่มเติม ทางปตท.ซึ่งใช้ก๊าซฯเป็นวัสดุดิบสำคัญในธุรกิจปิโตรเคมีจะหนีไม่พ้นต้องหันไปลงทุนหาแหล่งพลังงานในต่างประเทศ

ในขณะที่ธุรกิจปิโตรเคมีก็จะต้องมาเน้นการเป็นศูนย์กลางเรื่องของไบโอพลาสติก การหาเทคโนโลยีเกี่ยวกับแบตเตอรี่เพื่อกักเก็บพลังงานทดแทนให้มีประสิทธิภาพสูงสุดด้วย การเตรียมการรองรับรถยนต์ที่ใช้ไฟฟ้า รวมทั้งขณะนี้กำลังวิจัยการสกัดเอทานอลจากฟางข้าวและเปลือกอ้อยอีกด้วย เป็นต้น

ประกาศวิสัยทัศน์ใหม่กลางปี58

นายปิยสวัสดิ์ กล่าวต่อว่า คณะกรรมการบริษัทได้หารือถึงการกำหนดวิสัยทัศน์ใหม่ของปตท. ภายในปี2571 ที่ปตท.จะมีอายุครบ 50 ปี ให้สอดคล้องกับกระแสโลก (Global trends) ที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านสังคมและการเมือง และด้านเทคโนโลยีที่จะพลิกโลกเศรษฐกิจและธุรกิจ รวมไปถึงอุตสาหกรรมพลังงานที่จะมีการพัฒนาพลังงานรูปแบบใหม่และพลังงานทางเลือกเพิ่มขึ้น การเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างมีคุณค่าเพื่อให้เกิดการสูญเสียและสิ้นเปลืองน้อยที่สุด โดยจะประกาศวิสัยทัศน์ใหม่ ในช่วงกลางปี 2558 สอดคล้องกับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ของกระทรวงพลังงาน

สำหรับประเด็นที่บอร์ดปตท.มีความกังวลคือ อัตราผลกำไรต่อรายได้ของปตท.ในปี 2556 ที่อยู่ในระดับต่ำคือประมาณ 2.7% ต่ำกว่าธุรกิจด้านพลังงานที่เป็นคู่แข่ง เนื่องมาจากนโยบายภาครัฐที่อุดหนุนราคาพลังงานโดยเฉพาะก๊าซหุงต้ม (แอลพีจี) และก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) คิดเป็นมูลค่ากำไรประมาณ 9 หมื่น-1 แสนล้านบาท และอยู่ในระดับนี้มาเป็นเวลา 7 ปีแล้ว ในขณะที่ภาระการลงทุนของปตท.เพื่อแสวงหาความมั่นคงทางด้านพลังงานให้กับประเทศ เพิ่มสูงขึ้นโดยตลอด ทำให้ตัวเลขผลตอบแทนต่อเงินลงทุน (Return on Invested Capital-ROIC) ลดลงมาอย่างต่อเนื่อง ในระดับ 8-9% จากที่ควรจะอยู่ที่ระดับ 16%

“นโยบายของรัฐที่มีการควบคุมราคาแอลพีจีและเอ็นจีวีไว้ ทำให้ปตท.ต้องแบกรับภาระการขาดทุนปีละประมาณ 3 หมื่นล้านบาทต่อปี โดยแบ่งเป็นภาระเอ็นจีวี 2 หมื่นล้านบาท และแอลพีจี 1 หมื่นล้านบาท เพราะโรงแยกก๊าซธรรมชาติต้องขายแอลพีจีในราคา 333 ดอลลาร์ต่อตัน ขณะที่ราคาก๊าซที่ปากหลุมอยู่ที่ 381 ดอลลาร์ต่อตัน ในขณะที่เอ็นจีวี ที่มียอดการใช้เติบโตขึ้นทุกปี ทำให้ต้องนำเข้าแอลเอ็นจี ที่มีราคาแพงเข้ามาให้เพียงพอ ส่งผลให้ต้นทุนเอ็นจีวีเพิ่มขึ้น แต่ราคาเอ็นจีวีที่ขายให้ผู้บริโภคไม่ได้ปรับราคา ซึ่งเป็นประเด็นที่ปตท.ต้องทำความเข้าใจกับภาครัฐ เพราะหากแนวโน้มยังเป็นอยู่เช่นนี้ จะไม่เป็นผลดีต่อธุรกิจ ปตท. ในการออกไปแข่งขันกับต่างประเทศ"