วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยอดขายนิคมฯฟื้นครึ่งปีหลัง แนะรัฐจัดโซนนิ่งพื้นที่อุตฯ

กนอ.-โบรกเกอร์ประเมิน นิคมอุตสาหกรรมบูมช่วงครึ่งปีหลัง แนะรัฐกำหนดโซนนิ่งพื้นที่อุตฯชัดเจน

ชี้บีโอไออนุมัติ "อีโคคาร์" ยอดตั้งโรงงานพุ่ง ส่วนปีหน้ารับอานิสงส์เออีซี แนะรัฐกำหนดโซนนิ่งพื้นที่อุตฯชัดเจน ระบุลดคอร์รัปชันได้ช่วยสนับสนุนการลงทุนมากขึ้น นิคมโรจนะมั่นใจปีหน้ายอดขายพุ่งหลังการเมืองคลี่คลาย

ธุรกิจนิคมอุตสาหกรรม มีแนวโน้มที่สดใสในช่วงครึ่งปีหลัง หลังจากมีการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนและเร่งอนุมัติส่งเสริมการลงทุน รวมทั้งภายหลังสถานการณ์การเมืองชัดเจนขึ้น ความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับคืนมา

นางอัญชลี ชวนิชย์ นายกสมาคมนิคมอุตสาหกรรมไทยและพันธมิตร เปิดเผยว่า การลงทุนก่อสร้างโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมในครึ่งปีหลัง น่าจะดีกว่าครึ่งปีแรกอย่างเห็นได้ชัด เพราะการตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บอร์ด บีโอไอ) ทำให้มีการอนุมัติโครงการลงทุนใหม่ๆ ออกมาเป็นจำนวนมาก รวมทั้งทำให้ความมั่นใจของนักลงทุนกลับคืนมา โดยเฉพาะโครงการอีโคคาร์ 2 หากได้รับการอนุมัติก็จะทำให้เกิดการลงทุนด้านชิ้นส่วนยานยนต์ตามมาเป็นจำนวนมาก

อย่างไรก็ตาม การขายพื้นที่นิคมฯในปี 2557 คาดว่าจะมีพื้นที่ประมาณ 5 พันไร่ ต่ำกว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ที่มียอดขายเฉลี่ยประมาณ 7 พันไร่ต่อปี เนื่องจากในครึ่งปีแรกของปีนี้ ยอดขายพื้นที่นิคมฯลดลงไปมาก อันเนื่องมาจากความไม่สงบภายในประเทศ

ชี้ปีหน้าลงทุนพุ่งรับเออีซี

ส่วนในปี 2558 คาดว่ายอดการลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมจะสูงกว่าปีนี้ เนื่องจากเริ่มเข้าสู่การรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ความคล่องตัวทั้งการค้าและการลงทุนจะเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ตามปัจจัยสำคัญ อยู่ที่เสถียรภาพทางการเมือง ความชัดเจนของนโยบายส่งเสริมการลงทุน และความรวดเร็วในการออกใบอนุญาตต่างๆ ที่ต้องมีความโปร่งใส

"นโยบายส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ที่จะเริ่มใช้ในปีหน้า แม้ว่าสิทธิประโยชน์การลงทุนจะเปลี่ยนไป แต่ก็เป็นไปตามแนวทางการส่งเสริมการลงทุนยุคใหม่ ที่ไม่เน้นในอุตสาหกรรมพื้นฐาน หันไปมุ่งเน้นอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีชั้นสูง และการสร้างนวัตกรรม ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจไทยแข็งแกร่งในระยะยาว ซึ่งจะดีกว่าการชักจูงให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนจากสิทธิประโยชน์ที่ล่อใจเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีความกังวลว่าการยกเลิกสิทธิประโยชน์ที่ให้ตามโซน 1-3 ตามความเจริญของพื้นที่ จะทำให้การลงทุนตั้งโรงงาน จะมากระจุกในพื้นที่ใกล้กรุงเทพฯแทนการกระจายความเจริญไปสู่ภูมิภาค" นางอัญชลี กล่าว

ทั้งนี้ การที่จะส่งเสริมให้เกิดการลงทุนทั้งภาคอุตสาหกรรม การเกษตร และการค้า เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เกิดการกระจายความเจริญ และมีการใช้พื้นที่อย่างคุ้มค่า ภาครัฐจะต้องดำเนินการจัดโซนนิ่งพื้นที่การใช้ประโยชน์ของประเทศอย่างชัดเจน และรวดเร็ว เนื่องจากปัญหาที่สำคัญของนักลงทุนนิคมอุตสาหกรรม ก็คือการวางผังเมืองที่ไม่ชัดเจน และไม่รองรับต่อการขยายตัวของพื้นที่อุตสาหกรรม

โดยในปัจจุบันการวางผังเมืองเป็นเพียงการตีกรอบพื้นที่อุตสาหกรรมในปัจจุบัน และไม่ตีกรอบรองรับการขยายตัวในอนาคต ทำให้หาพื้นที่พัฒนาเป็นนิคมฯได้ยาก และขาดการวางแผนในการลงทุนสาธารณูปโภคต่างๆ เพื่อรองรับการเกิดขึ้นของนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งในความเป็นจริงภาคอุตสาหกรรมต้องการพื้นที่ไม่มาก แต่สามารถใช้ประโยชน์สร้างมูลค่าเพิ่มได้มากกว่าการประกอบกิจการชนิดอื่นๆ และยิ่งถ้าเป็นการตั้งโรงงานในนิคมฯก็จะยิ่งมีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งภาครัฐจะต้องจัดโซนนิ่งพื้นที่เกษตรกรรม เพื่อให้เกิดการใช้ที่ดินที่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ความคุ้มค่าต่อการลงทุนชลประทาน และจะก่อให้เกิดการตั้งโรงงานแปรรูปที่เหมาะสมต่อผลผลิตในพื้นที่ เกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจสูงสุด

กนอ.ปรับเป้ายอดขายเพิ่มเป็น4พันไร่

นายวีรพงศ์ ไชยเพิ่ม ผู้ว่าการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีหลังคาดว่ายอดขายที่ดินในนิคมฯจะมากกว่าครึ่งปีแรก ทำให้ กนอ. ได้ปรับเพิ่มเป้าหมายยอดขายพื้นในปี2557 ที่จากเดิมที่ตั้งไว้ 3 พันไร่ เป็น 4 พันไร่ เป็นส่วนยอดขายนิคมฯที่ กนอ. เป็นเจ้าของ 200 ไร่ ที่เหลือเป็นนิคมฯของเอกชน โดยในขณะนี้มียอดขายไปแล้วมากกว่า 1.7 พันไร่

"ขณะนี้กระแสการลงทุนดีขึ้น นักลงทุนเข้ามาสอบถามมากขึ้น ในช่วง 6 เดือนที่เหลือการลงทุนจะดีต่อเนื่อง โดยเฉพาะถ้าเป็นอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนฯ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี ลงทุนต่อเนื่องจะทำให้ความต้องการพื้นที่ในนิคมฯ เพิ่มขึ้น" นายวีรพงศ์ กล่าว

ส่วนนิคมฯแห่งใหม่ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้ จะเป็นโครงการลงทุนของภาคเอกชน 3 โครงการใน จ.นครราชสีมา หนองคาย และชลบุรี ขณะที่นิคมอุตสาหกรรมชายแดน ได้นำร่องไปแล้ว 1 แห่ง คือ นิคมอุตสาหกรรม อ.เชียงของ จ.เชียงราย ซึ่งจะนำเรื่องเข้าบอร์ดในเดือนหน้านี้ และ แห่งที่ 2 นิคมอุตสาหกรรมในพื้นที่ชายแดนพุน้ำร้อน อ.เมือง จ.กาญจนบุรี อยู่ระหว่างการดำเนินการขอใช้พื้นที่ เพราะเป็นพื้นที่ของทหาร ซึ่งจะเป็นนิคมฯโลจิสติกส์พาร์ค

ชี้ลดคอร์รัปชันได้ช่วยหนุนลงทุน

นายพูลศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค จำกัด กล่าวว่า ในช่วงครึ่งปีแรกยอดขายพื้นที่ในนิคมฯลดต่ำลงมาก เพราะความวุ่นวายการเมือง แต่ครึ่งปีหลังยอดขายในนิคมฯจะดีขึ้นอย่างแน่นอน เพราะบ้านเมืองเข้าสู่ภาวะปกติ บีโอไอสามารถกลับมาอนุมัติส่งเสริมการลงทุนได้ตามปกติ โดยเฉพาะนักลงทุนจากญี่ปุ่นได้กลับเข้ามาลงทุนในไทยได้เร็วมาก เพราะรู้จักประเทศไทยดีที่สุด

ส่วนในปีหน้า คาดว่าการลงทุนในไทยจะดีขึ้นกว่าปีนี้ แต่ก็ต้องจับตาดูการเมืองด้วยว่าหลังตั้งรัฐบาลแล้วการเมืองจะนิ่งหรือไม่

อย่างไรก็ตาม มองว่านโยบายส่งเสริมการลงทุนที่จะสิ้นสุดภายในปีนี้ นักลงทุนต่างชาติมองว่าดีกว่านโยบายส่งเสริมการลงทุนฉบับใหม่ที่จะเริ่มใช้ในปีหน้า เนื่องจากสามารถรู้ได้ชัดว่าอุตสาหกรรมใดจะได้รับการส่งเสริม และรู้ว่าตั้งโรงงานในพื้นที่ใดได้รับผลประโยชน์มากที่สุด แต่ในนโยบายฉบับใหม่สิทธิประโยชน์จะขึ้นอยู่กับประเภทอุตสาหกรรมเพียงอย่างเดียว

"ปัญหาคอร์รัปชันยังคงเป็นอุปสรรคหลักต่อการลงทุน เพราะบริษัทข้ามชาติบางแห่งมีกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดในการดำเนินธุรกิจ ไม่สามารถจ่ายเงินใต้โต๊ะได้ เพราะสามารถลงบัญชีได้ แต่ทั้งนี้เมื่อเทียบกับคู่แข่งในอาเซียน ทุกประเทศส่วนใหญ่ก็มีปัญหาแบบนี้เหมือนกัน แต่ถ้าไทยสามารถลดการคอร์รัปชันลงไปได้ ก็จะสร้างแรงดึงดูดการลงทุนให้เข้ามาสู่ประเทศไทยได้อย่างมหาศาล นอกจากนี้ไทยจะต้องเร่งสร้างบุคลากรด้านช่าง วุฒิการศึกษา ปวช.-ปวส. อย่างเร่งด่วน เพราะอยู่ในภาวะขาดแคลนมาก" นายพูลศักดิ์ กล่าว

สำหรับเป้าหมายของนิคมฯ 304 อินดัสเตรียล ปาร์ค คาดว่าในครึ่งปีหลังจะมียอดขายที่ดินได้ 200-300 ไร่ และเมื่อรวมยอดขายทั้งปีจะมีพื้นที่ประมาณ 500 ไร่ ซึ่งต่ำกว่าปีก่อนเล็กน้อย เนื่องจากในครึ่งปีแรกยอดขายลดลงไปมาก โดยลูกค้าส่วนใหญ่จะเป็นนักลงทุนจากญี่ปุ่นถึง 60% รองลงมาเป็นจีน ไต้หวัน และไทย

โรจนะชี้ยอดขายที่ดินไม่ฟื้นทันที

น.ส.อมรา เจริญกิจวัฒนกุล กรรมการบริษัท สวนอุตสาหกรรมโรจนะ เปิดเผยว่า ธุรกิจการขายที่ดิน ไม่สามารถคาดการณ์ หรือบอกแนวโน้มในช่วงระยะสั้นได้ แม้ปัญหาการเมืองในประเทศจะจบ ความเชื่อมั่นนักลงทุนดีขึ้นมาก แต่การตัดสินใจลงทุนคงไม่ได้เห็นผลในทันที เพราะการลงทุนเป็นแผนระยะยาว ต้องใช้เวลาในการตัดสินใจ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาปัจจัยอื่นประกอบด้วย โดยเฉพาะภาพรวมและแนวโน้มในแต่ละอุตสาหกรรมประกอบการตัดสินใจ

"ปัญหาการเมืองที่คลี่คลาย และความเชื่อมั่นนักลงทุนต่างประเทศที่ดีขึ้น จะส่งผลดีต่อยอดขายที่ดินในนิคมอุตสาหกรรมในปีหน้ามากกว่าปีนี้ เพราะการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) เป็นแผนระยะยาว ที่ต้องดูแนวโน้มอุตสาหกรรมประกอบการตัดสินใจ ดูว่าช่วงไหนดีไม่ดี อุตสาหกรรมมีการฟื้นตัวหรือไม่"

ปัจจุบันอุตสาหกรรมการส่งออกรถยนต์ ยังถือว่าไปได้ดี แต่การขายในประเทศ ยังมีผลกระทบจากโครงการรถยนต์คันแรกอยู่ ต้องใช้เวลาในการปรับตัว นอกจากนี้การแก้ปัญหาเรื่องใบอนุญาตการเข้ามาทำงานของชาวต่างชาติ ก็เป็นปัจจัยที่เอื้อต่อการเข้าลงทุน แต่คาดว่าปรับเปลี่ยนระบบต่างๆ ต้องใช้เวลาแก้ไขเช่นเดียวกัน

โบรกฯปรับลดยอดขายเหมราช

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า ปัจจุบันโรจนะ มียอดขายนิคมรอโอนกรรมสิทธิ์ (แบ็คล็อก) มากสุดในกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม คือ 3.1 พันไร่ จึงมีโอกาสบันทึกรายได้สูง ขณะที่รอการขายฟื้นตัว แต่ที่ผ่านมามีอุปสรรค คือ การโอนทำได้ล่าช้าช่วงที่ยังมีการชุมนุมทางการเมือง แต่ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายดีขึ้น

สำหรับบริษัท เหมราชพัฒนาที่ดิน ได้ประกาศยอดขายนิคมไตรมาส 2 เพียง 176 ไร่ ส่งผลให้ยอดขายที่ดินในช่วงครึ่งปีแรกอยู่ที่ เป็น 297 ไร่ และคิดเป็นสัดส่วน 19% ของเป้าหมายทั้งปีที่ตั้งไว้ 1.6 พันไร่ และมีโอกาสที่บริษัทอาจจะปรับเป้าขายปีนี้ หลังประกาศงบไตรมาส 2

โดยบล.ดีบีเอส จึงปรับสมมุติฐานยอดขายที่ดินเหมราชปีนี้อยู่ที่ 1.2 พันไร่ หรือลดลง 25% จากเป้าเดิม ผลกระทบที่ตามมาคือ การปรับคาดการณ์กำไรปีนี้ 8% และปรับลดคาดการณ์กำไรปีหน้าลง 1% เพราะคาดว่าในปีหน้าราคาขายที่ดินจะสูงขึ้น

บล.เคเคเทรด วิเคราะห์ว่า คาดว่าแนวโน้มยอดขายช่วงครึ่งปีหลังของเหมราช มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นหลังประเด็นการเมืองเริ่มคลี่คลาย ขณะเดียวกัน ภาครัฐยังให้การสนับสนุน และเร่งอนุมัติโครงการที่อยู่ระหว่างการขอรับการส่งเสริมการลงทุน การตั้งเป้ายอดขายที่ดินทั้งปีที่ 1.6 พันไร่ อาจเป็นไปได้ยาก เพราะยอดขายช่วงครึ่งปีแรก คิดเป็น 19% ของเป้าหมายทั้งปี ซึ่งคาดว่าบริษัทมีโอกาสออกมาปรับเป้ายอดขายลงจากเดิม โดยคาดเป้าใหม่จะอยู่ในระดับที่ต่ำกว่า 1 พันไร่