หอการค้าผุดยุทธศาสตร์ข้าว ใช้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางเน้นปลูกเฉพาะพื้นที่เหมาะสม 43 ล้านไร่
ตั้ง "ไรซ์ บอร์ด" กำหนดทิศทาง พร้อมขอตั้งกองทุน 2,000 ล้านบาทขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ดันสู่ตลาด"นิช มาร์เก็ต" มั่นใจยกระดับข้าวและชาวนาไทยยั่งยืน เตรียมเสนอกรอ.วันนี้
วานนี้(15 ก.ค.) หอการค้าและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ได้ออกมาเสนอแผนปฏิรูปภาคการเกษตร โดยข้าวเป็นหนึ่งในสินค้าสำคัญ ที่ต้องวางยุทธศาสตร์ใหม่เพื่อความยั่งยืน
นายอิสระ ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าฯได้เตรียมแผนงาน เพื่อสร้างความมั่นคงและยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจและสังคมไทย ส่วนหนึ่งของแผนคือการปฏิรูปการเกษตร โดยเน้นสินค้าทางเกษตรหลัก 5 ชนิด คือ ข้าว มันสำปะหลัง ปาล์ม อ้อย และข้าวโพด
ทั้งนี้ เพื่อยกระดับความเข้มแข็งให้กับเกษตรกร โดยการพัฒนาประสิทธิภาพของห่วงโซ่คุณค่า ซึ่งจะสอดคล้องกับแนวทางการช่วยเหลือเกษตรกรของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ในเรื่อง การจัดสรรพื้นที่ที่มีความเหมาะสม ดูแลระบบชลประทาน ระบบป้องกันอุทกภัย และการจัดทำโซนนิ่ง
ลดพื้นที่ปลูกเหลือ43จาก70ล้านไร่
ทั้งนี้ในส่วนของข้าวที่หอการค้าได้จัดทำยุทธศาสตร์เสร็จแล้ว พบว่า ประเทศไทยมีเกษตรกรจำนวนกว่า 17 ล้านคน คิดเป็น 43% ของภาคแรงงาน และ 22% ของจำนวนประชากรไทยทั้งหมดที่มีจำนวน 64.5 ล้านคน นอกจากนี้มีพื้นที่เพาะปลูก 149 ล้านไร่ โดยข้อมูลจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ระบุว่า มีพื้นที่ปลูกข้าว 70 ล้านไร่ แยกเป็นพื้นที่ปลูกข้าวในเขตเหมาะสมและเหมาะสมปานกลางประมาณ 43 ล้านไร่ และมีพื้นที่ปลูกข้าวที่เหมาะสมน้อยและไม่เหมาะสมประมาณ 27 ล้านไร่ ซึ่งสามารถเปลี่ยนไปปลูกพืชเกษตรอื่นที่เหมาะสมและให้ผลตอบแทนสูงกว่า
การปฏิรูปด้านการเกษตรดังกล่าว จะมุ่งเน้นเกษตรกรเป็นศูนย์กลาง ด้วยการจัดการเกษตรสมัยใหม่ การเพิ่มผลผลิต เพิ่มประสิทธิภาพด้านแรงงาน สามารถนำผลผลิตมาพัฒนาต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งจะช่วยยกระดับรายได้และลดต้นทุนให้กับเกษตรกร สร้างความเข้มแข็งให้กับเกษตรกรอย่างยั่งยืน
หอการค้าฯจะนำเสนอให้ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ซึ่งมี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เป็นประธานการประชุมในวันที่16 ก.ค.นี้
ลดต้นทุน-เพิ่มผลผลิตต่อไร่
นายวิชัย อัศรัสกร รองประธานกรรมการหอการค้าไทย กล่าวว่า จากต้นทุนการผลิตข้าวไทยที่สูงถึง 9,266 บาท /ตัน สูงกว่าพม่าที่มีต้นทุนที่ 4,000 บาท/ตัน และเวียดนาม 5,000 บาท/ตัน ไทยจึงไม่สามารถแข่งขันในตลาดได้ จึงต้องเร่งลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้สูงขึ้น
ยุทธศาสตร์ที่ทำขึ้นยึดชาวนาเป็นศูนย์กลาง สร้างระบบการบริหารจัดการข้าวไทยให้มีประสิทธิภาพ ลดความเหลื่อมล้ำและสร้างความยั่งยืนให้กับชาวนาไทย ประกอบด้วย 5 ยุทธศาสตร์ คือ 1.ยุทธศาสตร์การพัฒนาข้าวและชาวนาไทย ประกอบด้วย การสร้างศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเพื่อพัฒนาข้าวและชาวนา เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาและกลไกการขับเคลื่อนการผลิตและการค้าข้าวภายในชุมชน การสร้าง Smart Farmer เพื่อยกระดับมาตรฐานชาวนา
การปรับเปลี่ยนไปสู่การผลิตข้าวคุณภาพตลาดเฉพาะ (Niche Product) เช่น การปลูกข้าวพันธุ์พิเศษ หรือ ข้าวอินทรีย์ปลอดสารพิษ พร้อมกับการสนับสนุนให้เกิดการเชื่อมต่อในห่วงโซ่อุปทาน และมีการพัฒนาระบบ Value Chain ให้เข้มแข็ง เพื่อเชื่อมโยง Supply Chain สร้างความเชื่อมโยงชาวนารายย่อยเข้ากับกลางน้ำ และรวมถึงผู้บริโภคปลายน้ำ ในรูปแบบของการจัดการห่วงโซ่อุปทาร่วมกัน กระจายในทุกภูมิภาค โดยรัฐบาลเป็นฝ่ายสนับสนุนด้านงบประมาณ
2.ยุทธศาสตร์เกษตรสมัยใหม่ (Modern Farming) เพื่อเพิ่มผลผลิตและลดต้นทุน ประกอบด้วยการส่งเสริมระบบวิสาหกิจชุมชน สหกรณ์การเกษตร หรือ กลุ่มเกษตรกร โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อความเข้มแข็งของชุมชน การรวมแปลงการผลิตเป็นพื้นที่เพาะปลูกขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อสามารถใช้เครื่องจักรการเกษตร (Mechanization) ในการเพาะปลูก เก็บเกี่ยว และขนส่ง อย่างมีประสิทธิภาพ
เอกชนร่วมปรับเปลี่ยนพื้นที่
3.ยุทธศาสตร์ เขตเกษตรเศรษฐกิจทางเลือก (Alternative Crops Zoning)ประกอบด้วยมาตรการทางเลือก ไม่ได้บังคับ และใช้หลักการตลาดนำ โดยภาคเอกชน เข้ามามีส่วนร่วม มีการปรับเปลี่ยนพืชเศรษฐกิจอื่น ที่มีความเหมาะสมกับพื้นที่ ประกอบด้วย อ้อย มันสำปะหลัง ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ยางพารา และปาล์มน้ำมัน รัฐบาลลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบชลประทาน ระบบการขนส่ง ระบบโลจิสติกส์ การพัฒนาแหล่งน้ำ การปรับปรุงคุณภาพดิน และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นในการเกษตร
4.ยุทธศาสตร์การวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าว การพัฒนาระบบการประกันภัยการผลิตข้าวและพืชผลการเกษตร ป้องกันความเสี่ยงให้กับชาวนา ทั้งในด้านผลผลิต และราคาได้ครอบคลุมในวงกว้างมากขึ้น
ชงตั้งกองทุน2พันล้านพัฒนาข้าว
มีการจัดตั้งกองทุนเพื่อพัฒนาข้าวและชาวนาไทย เพื่อส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาพันธุ์ข้าวไทย รวมทั้งเทคโนโลยีการผลิต และสร้างมูลค่าเพิ่ม รวมทั้ง ช่วยประกันภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตลอดจนการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวนาไทย โดยอาจจะนำเงินเข้ากองทุน โดยพิจารณานำเงินจาก กระทรวงการคลัง ที่สามารถเรียกเก็บค่าธรรมเนียมในอัตรา 1% จาก ผู้ส่งออก แทนภาษี หัก ณ ที่จ่าย 0.75ที่เรียกเก็บจากโรงสีในปัจจุบัน และเงินโควตาสหภาพยุโรปหรืออียู ที่กระทรวงพาณิชย์เรียกเก็บจากผู้ส่งออก เพื่อนำมาเป็นกองทุนฯ ปีละประมาณ 2,000 ล้านบาท
มีการจัดตั้งคณะกรรมการ Rice Board โดยมี Stakeholders หรือผู้ที่มีส่วนได้เสียเข้ามาเป็น คณะกรรมการ เช่น ผู้แทนชาวนา โรงสี ผู้ส่งออกข้าว ภาคราชการ นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นต้น โดยบทบาทของ Rice Board จะทำหน้าในการที่กำหนดทิศทางอนาคตของข้าวไทย และการจัดทำแผนแม่บทข้าวและชาวนาไทยในอนาคตอย่างยั่งยืน
เน้นตลาดเสรีเปิดทางเอกชนแข่ง
5.ยุทธศาสตร์ การตลาดข้าวไทย ประกอบด้วยรัฐบาลต้องส่งเสริมกลไกการตลาดเสรี เปิดเอกชนได้มีการแข่งขันเสรีอย่างแท้จริง โดยรัฐบาลเป็นผู้รักษากฎ ระเบียบ ผ่านคณะกรรมการนโยบายบริหารจัดการข้าว (นบข.) ปรับปรุงตลาดสินค้าเกษตรล่วงหน้าแห่งประเทศไทย ให้สามารถเป็นตลาดที่สะท้อนราคาสินค้าเกษตรได้อย่างแท้จริง นำตลาดสินค้าล่วงหน้าออกจากการดูแลของกระทรวงพาณิชย์ ให้ไปอยู่ในการดูแลของตลาดหลักทรัพย์ แก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคในระบบการตลาดข้าว
ชี้คสช.ปฏิบัติได้ใน30วัน
นายปราโมทย์ วานิชานนท์ ที่ปรึกษาคณะทำงานยุทธศาสตร์ข้าว หอการค้าไทย กล่าวว่า ยุทธศาสตร์ข้าวทางคสช.สามารถปฏิบัติได้ภายใน 30 วัน โดยเป็นหลักคิดที่สามารถตอบโจทย์ในเชิงนโยบายได้ โดยเฉพาะการจัดตั้งคณะกรรมการ Rice Board ที่จะมีผู้แทนจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับข้าวเข้ามาเป็นคณะกรรมการ ซึ่งคณะกรรมการชุดนี้จะเป็นผู้กำหนดทิศทางอนาคตข้าวไทยได้เป็นอย่างดี เพราะในอดีตชาวนาไม่มีโอกาสกำหนดอนาคตของตัวเอง นักการเมืองเป็นผู้กำหนดให้ โดยเลือกให้น้ำหนักไปในทางการชดเชยราคาข้าว และไม่ได้สนใจเรื่องการพัฒนาทั้งระบบ ทำให้โครงสร้างการผลิตซ้ำๆ ไม่มีนวัตกรรมใหม่ ๆ เกิดขึ้น









