"นักธุรกิจอียู"ถกจุดยืนสัปดาห์นี้ หลังประเทศแม่ระงับเจรจาหุ้นส่วนความร่วมมือไทย
สมาคมส่งเสริมธุรกิจ ยูโรเปี้ยน-อาเซียน เตรียมถกสัปดาห์นี้ เพื่อกำหนดจุดยืน ท่าที การดำเนินธุรกิจในไทย หลังประเทศแม่ระงับลงนามหุ้นส่วนความร่วมมือ ระบุจากการสอบถามนักธุรกิจอียูยังคงเดินหน้าธุรกิจ มองการเมืองไม่เกี่ยวข้อง ด้านเอกชนไทยบริหารเสี่ยงมุ่งเพิ่มน้ำหนักค้ากับจีน
แหล่งข่าวระดับสูงจากสมาคมส่งเสริมธุรกิจ ยูโรเปี้ยน - อาเซียน (EABC -European Asean Business Centre) ซึ่งมีสมาชิกเป็นกลุ่มนักธุรกิจหอการค้าจากสหภาพยุโรป 13 ประเทศ เปิดเผยว่า ภายในสัปดาห์นี้จะมีการประชุมสมาชิกเพื่อกำหนดจุดยืนและท่าทีต่อการดำเนินธุรกิจในไทย
หลังสหภาพยุโรป (อียู) สั่งห้ามเจ้าหน้าที่อียูเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการ และระงับการลงนามความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือกับไทย ซึ่งเป็นท่าทีของรัฐบาลจากสหภาพยุโรป ที่ต้องการแสดงออกด้านความสัมพันธ์ทางการทูตกับไทย หลังเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครองในไทย
อย่างไรก็ตาม จากการสอบถามนักธุรกิจอียู ที่พำนักและทำการค้ากับไทยมาเป็นเวลานาน พบว่า มีจุดยืนและท่าทีที่แตกต่างไปจากรัฐบาลของตนเอง เพราะกลุ่มธุรกิจมีเป้าหมายในการผลักดันเศรษฐกิจการค้า ไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง ดังนั้นจึงต้องพิจารณาเป้าหมายในการดำเนินธุรกิจเป็นหลัก
เบนเข็มเจาะตลาดจีนบริหารเสี่ยง
นายเกรียงศักดิ์ เทพผดุงพร กรรมการผู้จัดการ บริษัท อำพลฟูดส์ โพรเซสซิ่ง จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป อาทิ กะทิสำเร็จรูปแบรนด์ชาวเกาะ เครื่องแกงพร้อมปรุงรอยไทย และวีฟิต มองว่า บริษัทไม่มีความกังวลเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวมากนัก แต่กรณีที่เกิดขึ้นจะทำให้การเจรจาเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เกิดความล่าช้าไปอีก
สำหรับบริษัท มีสัดส่วนการส่งออกสินค้าประมาณ 10% ของรายได้รวมเฉลี่ยต่อปีที่ 3,000 ล้านบาท หรือประมาณ 300 ล้านบาท โดยส่งออกไปยังสหภาพยุโรปในสัดส่วน 10% ทวีปอเมริกา (สหรัฐ แคนาดา และเม็กซิโก) ในสัดส่วน 25% ที่เหลือกระจายไปในเอเชีย ได้แก่ จีน สัดส่วน 15% (ไม่นับรวมกลุ่มอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ) รวมทั้งญี่ปุ่น ที่ถือเป็นตลาดหลัก
โดยที่ผ่านมาบริษัทมีปรับตัวต่อเนื่องป้องกันความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการกีดกันทางการค้าจากสหภาพยุโรป และสหรัฐ โดยเน้นมาทำตลาดในเอเชียมากขึ้นเช่นเดียวกับกลุ่มบริษัทอื่นๆ โดยเฉพาะกับจีนที่เป็นตลาดใหญ่
บ.แม่อิเล็กฯไม่กังวลกรณีสหรัฐ-อียู
ด้านนายสัมพันธ์ ศิลปนาฎ นายกสมาคมนายจ้างอิเล็กทรอนิกส์ กล่าวว่า สมาคมฯเพิ่งประชุมหารือกันเมื่อวันที่ 25 มิ.ย.ที่ผ่านมา เพื่อรายงานให้บริษัทแม่ในต่างประเทศรับทราบสถานการณ์ทั่วไปเกี่ยวกับภาพรวมอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และการผลิตในไทย แต่ยังไม่ได้หารือถึงประเด็นที่สหภาพยุโรปและสหรัฐฯดำเนินมาตรการต่อไทย
และแม้ว่า บริษัทแม่จะไม่ได้แสดงความกังวลต่อมาตรการดังกล่าวมากนัก เพราะมองว่าเป็นเรื่องของรัฐกับรัฐ ไม่เกี่ยวข้องกับภาคเอกชน ในทางตรงข้ามนับตั้งแต่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เข้ามาบริหารประเทศ พบว่า สถานการณ์การเมืองนิ่งมากขึ้น ความเชื่อมั่นกลับมาดีขึ้นเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา
นอกจากนี้ ในระบบการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ จะมีกฎบังคับให้ผู้ประกอบการดำเนินตามอย่างเคร่งครัด เรียกว่า จรรยาบรรณในการประกอบธุรกิจในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Industry Code of Conduct : EICC) เป็นกฎข้อบังคับว่าด้วย 5 เรื่องสำคัญ ได้แก่ 1. แรงงาน 2.สุขภาพและความปลอดภัย 3.สิ่งแวดล้อม 4.ระบบการบริหารจัดการ และ 5.จริยธรรม ที่ทำมาแล้วกว่า 20 ปี
ปัจจุบันไทยถือเป็นฐานการผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่ใหญ่ที่สุดของโลก โดยเฉพาะฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ (Hard Disk Drive : HDD) ที่มีผู้ประกอบการรายใหญ่ของโลกตั้งอยู่ในประเทศไทยทั้งหมด









