กสทช.เคาะเกณฑ์ประชาพิจารณ์ "คูปองทีวีดิจิทัล" ราคาเริ่มต้น690บ. องค์กรผู้บริโภคฯ ค้านกำหนดราคาขั้นต่ำ
หลังจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ส่งหนังสือถึงสำนักงานคณะกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เมื่อวันที่ 23 มิ.ย.2557 มีคำสั่งให้ดำเนินการจัดทำประชาพิจารณ์โครงการแจกคูปองทีวีดิจิทัลเพื่อสนับสนุนครัวเรือนไทยทั่วประเทศรับชมโทรทัศน์ระบบดิจิทัล โดยวานนี้ (25 มิ.ย.) บอร์ด กสทช.จัดประชุมเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขประชาพิจารณ์
นายฐากร ตัณฑสิทธิ์ เลขาธิการกรรมการกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) กล่าวว่า มติ บอร์ด กสทช. "เห็นชอบ" ให้นำเรื่องการแจกคูปองตามโครงการสนับสนุนประชาชนเปลี่ยนผ่านสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ (ประชาพิจารณ์) ตามคำสั่ง คสช. โดยขั้นตอนการประชาพิจารณ์ ได้ยกเว้นไม่ต้องดำเนินการในระยะเวลา 30 วัน ตามมาตรา 28 แห่ง พ.ร.บ. องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 เนื่องจากจำเป็นเร่งด่วน
ทั้งนี้ ประเด็นที่จะนำไปรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ คือ 1.จำนวนครัวเรือนที่ต้องแจก 2. ราคาคูปอง จะเริ่มต้นตามประกาศราคาขั้นต่ำ 690 บาทหรือสูงกว่านั้นได้ 3.วงเงินที่จะใช้สนับสนุนทั้งหมด 4.คูปองจะแลกอะไรได้บ้าง ซึ่งตามมติคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ได้เสนอให้ใช้คูปองสำหรับเป็นส่วนลด และแลกซื้อ 4 อุปกรณ์ คือ จอทีวีระบบดิจิทัล, กล่องดิจิทัลภาคพื้นดิน, กล่องดาวเทียม และกล่องเคเบิล
คาดแจกคูปอง ก.ย.นี้
กระบวนการประชาพิจารณ์ กสทช. จะจัดขึ้น 4 ภูมิภาค ได้แก่ ภาคเหนือ จังหวัดเชียงใหม่ วันที่ 4 ก.ค.2557 ภาคอีสาน จังหวัดขอนแก่น วันที่ 5 ก.ค.2557 และภาคใต้ จังหวัดสงขลา วันที่ 8 ก.ค.2557 และภาคกลาง กรุงเทพมหานคร วันที่ 10 ก.ค. 2557
เบื้องต้นคาดว่ากระบวนการทั้งหมดจะเสร็จสิ้นภายในวันที่ 15 ก.ค.2557 จากนั้นจะเสนอเข้าที่ประชุมบอร์ดกสทช.เพื่อพิจารณา และนำเสนอต่อหัวหน้าคสช.ให้เห็นชอบต่อไป ซึ่งคาดว่าจะแจกคูปองได้ภายในเดือนก.ย.2557
นอกจากนี้ สำนักงานกสทช.จะต้องส่งเรื่องให้สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ตรวจสอบว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่ นอกจากนั้น หากมีประเด็นเพิ่มเติมจาก กสทช. และคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.). ก็จะเพิ่มเติมในการรับฟังความคิดเห็นด้วยว่าเรื่องดังกล่าวเป็นการจัดซื้อจัดจ้างหรือไม่
"สาเหตุที่นำราคา 690 บาทไปรับฟังประชาพิจารณ์ในครั้งนี้ เนื่องจากมีบอร์ด กสทช. บางคนเสนอที่ราคาดังกล่าวไปรับฟัง เพราะมีประเด็นของข้อกฏหมายตามมาตรา28 พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่ฯ พ.ศ. 2553 ถึงแม้บอร์ดกองทุนฯ และบอร์ดกสท.จะมีมติที่ราคา 1,000 บาทก็ตาม และก็มีบอร์ดบางคนเสนอให้นำคูปองไปซื้ออะไรก็ได้ไม่จำกัดแค่กล่องทีวีดิจิทัล ทั้งสินค้าอุปโภคบริโภค" นายฐากร กล่าว
องค์กรผู้บริโภคฯค้านตั้งราคา
นางสาวสารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เปิดเผยว่าองค์กรผู้บริโภค "ไม่เห็นด้วย" กับหลักเกณฑ์ประชาพิจารณ์ ที่กำหนดราคาขั้นต่ำคูปองที่ 690 บาท โดยเห็นว่าไม่ควรกำหนดราคาคูปองในขั้นตอนรับฟังความคิดเห็น เพราะการสำรวจราคากล่องรับสัญญาณ ภาคพื้นดินขององค์กรผู้บริโภค พบว่ามีสินค้าที่ต่ำกว่าราคา 690 บาท
"การกำหนดราคาคูปองขั้นต่ำ 690 บาท แสดงว่าจะไม่มีการเสนอราคาคูปองต่ำกว่าอัตราดังกล่าว ทั้งที่สินค้าในตลาดมีราคาต่ำกว่า และ กสทช.ไม่จำเป็นต้องใช้งบประมาณสนับสนุนทั้งหมด จากราคาขั้นต่ำในการประมูลทีวีดิจิทัลที่มูลค่า 15,190 ล้านบาท"
นอกจากนี้สนับสนุนการใช้คูปอง สำหรับแลกซื้อหรือเป็นส่วนลดสำหรับอุปกรณ์ ที่สามารถรับชมทีวีดิจิทัล ได้ครบทั้ง 48 ช่อง ทุกประเภท ทั้งช่องสาธารณะ ธุรกิจ และชุมชน เนื่องจาก กสทช. กำหนดให้มีการจัดสรรช่องทีวีดิจิทัลรวม 48 ช่อง การกำหนดให้บางกล่องรับสัญญาณรับทีวีดิจิทัลได้ 36 ช่อง จึงไม่เหมาะสม
ทั้งนี้ เห็นด้วยกับหลักเกณฑ์และเงื่อนไขประชาพิจารณ์ ที่กำหนดให้แจกคูปองทีวีดิจิทัล ครอบคลุมทุกครัวเรือนทั่วประเทศ เนื่องจากคลื่นความถี่ เป็นสื่อสาธารณะที่ประชาชนทุกคนมีสิทธิได้ใช้ประโยชน์อย่างเท่าเทียม
หนุนราคา"กล่อง-สายอากาศ"
นายสุภาพ คลี่ขจาย ประธานชมรมผู้ประกอบการโทรทัศน์ระบบดิจิทัลภาคพื้นดิน และประธานที่ปรึกษา บริษัทไทยทีวี จำกัด เจ้าของช่องทีวีดิจิทัล "ไทยทีวี และโลก้า" กล่าวว่าจุดยืนของผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล สนับสนุนราคาคูปองที่ใช้แลกซื้ออุปกรณ์รับชมทีวีดิจิทัล ขั้นต่ำครอบคลุมราคากล่องดิจิทัล ภาคพื้นดิน และสายอากาศ โดยผู้บริโภคจะต้องไม่มีภาระจ่ายเงินเพิ่ม เพื่อเป็นแรงจูงใจให้ผู้บริโภคเปลี่ยนการรับชมทีวีอนาล็อกสู่ดิจิทัล
"หากราคาคูปอง 690 บาท สามารถซื้อกล่องและสายอากาศได้ครบ ผู้ประกอบการเห็นด้วยกับราคาดังกล่าว จุดยืนของเราไม่ต้องการให้ผู้ชมมีภาระจ่ายเงินเพิ่ม"
สำหรับมุมมองในฐานะผู้บริหารช่องไทยทีวีและโลก้า สนับสนุนให้คูปอง ใช้แลกซื้อและเป็นส่วนลดอุปกรณ์ดิจิทัลภาคพื้นดินเป็นหลัก เนื่องจากการประมูลทีวีดิจิทัล เป็นการก้าวสู่ยุคโทรทัศน์ระบบดิจิทัลภาคพื้นดิน เงินที่ได้จากการประมูล จึงควรสนับสนุนให้ระบบดิจิทัลภาคพื้นดิน เป็นแพลตฟอร์มหลักของประเทศ
เสนอคสช.ปลดล็อกประมูล4จี
นายฐากร กล่าวอีกว่า ภายในสัปดาห์หน้าสำนักงาน กสทช. จะทำหนังสือรายงานเหตุผลความจำเป็นเกี่ยวกับการเปิดประมูลคลื่นความถี่ 1800 เมกะเฮิรตซ์ 900 เมกะเฮิรตซ์ และการเปิดโครงการส่งเสริมและพัฒนาแนวทางการศึกษาพื้นฐานบริการโทรคมนาคมในพื้นที่ห่างไกล (ยูเอสโอ) 2 จังหวัดนำร่องคือ พิษณุโลก และหนองคาย ตามที่ คสช.ได้มีคำสั่งก่อนหน้านี้ให้ชะลอการประมูลออกไป
โดยสำนักงานกสทช.จะชี้แจงรายละเอียดทุกอย่าง เพื่อหวังให้ คสช. อนุญาตดำเนินโครงการต่อไปได้เช่นเดียวกับอนุญาตให้แจกคูปองตามโครงการสนับสนุนประชาชน ในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัลไปแล้ว
ทั้งนี้ รายละเอียดหนังสือชี้แจงคสช. จะยกตัวอย่างเปรียบเทียบข้อดี จากการผลประโยชน์ที่ประเทศได้รับหลังจากประมูลคลื่นความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ ว่าหากเปิดประมูลคลื่น 1800 เมกะเฮิรตซ์ตามแผนเดิมภายในเดือนส.ค.นี้ ราคาใบอนุญาตละ 11,600 ล้านบาท และการประมูลคลื่นความถี่ 900 เมกะเฮิรตซ์ราคา 8,445 ล้านบาท สำหรับจำนวน 7.5 เมกะเฮิรตซ์ และ 11,260 ล้านบาทสำหรับจำนวนใบอนุญาตที่ 11,260 ล้านบาทนั้นแล้ว ประเทศจะได้รับประโยชน์อื่นๆ นอกจากรายรับจากการประมูลใบอนุญาต ยังมีผลต่อเนื่องจากการลงทุนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ส่งเสริมมูลค่าตลาดรวมของเทคโนโลยีที่เกี่ยวเนื่อง ซึ่งส่งผลดีต่อภาพรวมในการกระตุ้นเศรษฐกิจ
"ตามจริงสำนักงานกสทช.จะเร่งทำหนังสือเอกสารรายละเอียดทุกอย่างให้เสร็จภายในสัปดาห์นี้แต่ไม่ทัน ดังนั้นจึงตั้งใจว่าภายในสัปดาห์หน้าจะเสร็จทุกอย่าง และหวังว่าคสช.จะเห็นความสำคัญในการเปิดประมูลคลื่นทั้ง 2 ย่านและโครงการยูเอสโอด้วย เพื่อให้คสช.ปลดล็อคเหมือนกับที่ให้กสทช.เดินหน้าการแจกคูปองทีวีดิจิทัลได้แล้ว"
อย่างไรก็ดี สำนักงาน กสทช.ได้รายงานผลประโยชน์ที่ได้รับจากการประมูลใบอนุญาต 3จี 2.1 กิกะเฮิรตซ์โดยแบ่งเป็นผลประโยชน์ทางตรงตือ มีรายได้จากการประมูลคลื่นและส่งเข้ากระทรวงการคลังเพื่อเป็นรายได้แผ่นดินได้จำนวน 41,000 กว่าล้านบาท และมีรายได้จากการเก็บค่าธรรมเนียมใบอนุญาต 3จีดังกล่าวปีละ 3,000 ล้านบาท
ส่วนผลประโยชน์ทางอ้อมมีการลงทุนในการวางโครงข่าย สถานีฐาน การสร้างสายเคเบิลในช่วง 3-5 ปีมากกว่า 60,000 ล้านบาทต่อปี มูลค่าตลาดสมาร์ทโฟนในปีนี้ เติบโตขึ้นปีละ 30% จากช่วงก่อนการประมูลคิดเป็น 60,000 ล้านบาท มูลค่าการใช้งานอินเทอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์มือถือเติบโตขึ้น 26% จากปีก่อนคิดเป็น 15,000 ล้านบาท มูลค่าการทำธุรกรรมผ่านโทรศัพท์มือถือ หรือโมบาย แบงก์กิ้ง เช่นการโอนเงิน และการชำระค่าบริการมากกว่า 7 แสนล้านบาท และมูลค่าตลาดของอินเทอร์เน็ต ดาต้า เซ็นเตอร์ขยายตัวขึ้น 20% คิดเป็น 2,000 ล้านบาท









