สุภรัฐ จิราธิวัฒน์ ภารกิจพิชิตเป้าGlobal Hotel

"สุภรัฐ จิราธิวัฒน์" ผู้ขอเป็นส่วนหนึ่งในการผลักดันกลุ่มโรงแรมเซ็นทรัล ก้าวขึ้นสู่การเป็น Global Company
ชั้น 25 ของโรงแรมเซ็นทารา แกรนด์ แอท เซ็นทรัลเวิลด์ ราชประสงค์ ย่านธุรกิจสำคัญกลางมหานครกรุงเทพ คือที่ทำงานของหนุ่มใหญ่ทายาทจิราธิวัฒน์ "เอฟ- สุภรัฐ จิราธิวัฒน์ เอื้อวัฒนะสกุล" ที่ปัจจุบันสลัดคราบแชมป์เปี้ยนนักแข่งรถโกคาร์ทหลายสมัยไว้เบื้องหลัง มาสวมบทบาท รองประธาน ฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซาจำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL ภายใต้การดูแลธุรกิจโรงแรมของผู้เป็นลุง “สุทธิเกียรติ จิราธิวัฒน์" ประธานกรรมการบริษัทเซ็นทรัลพลาซ่า
สุภรัฐ คือทายาทของ “เสรี-มุกดา เอื้อวัฒนะสกุล” ซึ่ง มุกดา ผู้แม่ คือ ทายาทลำดับที่ 6 ของ เจ้าสัว "เตียง" ผู้ก่อตั้งอาณาจักรเซ็นทรัล ฉะนั้นเขาจึงมีศักดิ์เป็นหลานตา
เอฟถูกดึงตัวมาช่วยงานในกิจการโรงแรมและรีสอร์ท ตามการชักชวนของลุงสุทธิเกียรติ ที่เห็นแววความสนใจในธุรกิจโรงแรม บวกกับความที่เขาใช้ชีวิตอยู่เมืองนอกมาตั้งแต่เด็กจนจบระดับอุดมศึกษา ยังกลายเป็นข้อดีในการปรับตัวเข้ากับคนต่างชาติ ซึ่งเป็นคุณสมบติเด่นในการบริหารธุรกิจโรงแรม
สุภรัฐ เล่าว่า เขาเป็นคนเดินทางบ่อย เฉลี่ย 1 เดือนจะใช้ชีวิตอยู่เมืองไทยไม่ถึง 20 วัน ที่ต้องเดินทางไปทั่วโลกเพราะต้องดีลงานโรงแรมที่มีแผนจะขยายให้ครอบคลุมทั่วโลก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการยกระดับโรงแรมเครือเซ็นทรัลสู่การเป็น Global Company ภายในปี 2571 หรือราว 15 ปีจากนี้
“กลุ่มเซ็นทรัลมีแผนจะยกระดับธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทให้เป็น Global Company จากตอนนี้เราเป็น International Company แต่ยังไม่พอธุรกิจยังต้องพัฒนาไม่หยุดยั้ง เราถือเป็น 1 ใน 8 ธุรกิจหลักของกลุ่มเซ็นทรัล ที่เข้าไปลงทุนใน 11 ประเทศมากที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มธุรกิจอื่นๆ"
ขณะที่สุทธิเกียรติ เคยเปรยอยู่เสมอว่า “ทำไมโรงแรมไทย ถ้าจะไปต่างประเทศจะต้องเข้าไปลงทุนเองเท่านั้น เราต้องคิดกลับข้างกัน ให้โรงแรมอื่นๆ ทั่วโลกวิ่งมาเราบ้าง”
กลายเป็นเป้าหมายในอนาคตของโรงแรมในกลุ่มเซ็นทรัล ที่จะต้องเพิ่มสัดส่วนการเป็นผู้รับบริการโรงแรมมากขึ้น
“อีกหน่อยสัดส่วนการรับบริหารโรงแรมก็จะเพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เยอะว่าการสร้างและเป็นเจ้าของโรงแรม ตอนนี้ตั้งเป้ารับบริหารไว้ที่ 80% อีก 20% เป็นเจ้าของโรงแรม จากปัจจุบัน 70% เป็นการรับบริหารให้คนอื่น อีก 30% เป็นเจ้าของโรงแรมเอง”
การจะเป็น Global Company ที่สำคัญยังอยู่ที่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้โดนใจลูกค้า ทั้งคุณภาพ ราคา ความสะดวกสบาย ทำให้ลูกค้ารู้สึกถึงความเป็นคนพิเศษทุกครั้งที่เข้ามาใช้บริการ
นี่คือ การบ้านที่นักบริหารเช่นเขาต้องคิด
"การทำธุรกิจนี้ต้องเข้าใจเทรนด์ของนักท่องโลกตัวจริง ว่าต้องการความรู้สึกพิเศษแตกต่างไม่เหมือนใคร ตามไลฟ์สไตล์ที่ชื่นชอบความยูนีค บ่งบอกความเป็นตัวของตัวเอง การเลือกที่พักเพื่อให้เหมาะและตรงกับความต้องการจึงเป็นเรื่องสำคัญ เช่นกระแส Asian หรือ กระแสตะวันออกกำลังมาแรง เราต้องคิดแล้วว่าจะทำอย่างไรให้วิถีตะวันออกเข้ามามีส่วนผสมอยู่ในการบริการของโรงแรม บวกกับตอนนี้กลุ่มคนชั้นกลางมีรายได้เพิ่มมากขึ้น มีการเดินทางท่องเที่ยวมากขึ้น สะท้อนจากการเติบโตของสายการบินต้นทุนต่ำที่เพิ่มจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้ธุรกิจโรงแรมขยายตัวไปด้วย"
ความที่โรงแรมกลุ่มเซ็นทรัล มีความเป็นตะวันออกอยู่แล้ว บวกกับความเป็นไทย จึงถือเป็นจุดขายสำคัญ
เอฟบอกว่า กลุ่มธุรกิจโรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทรัล พยายามที่จะขายความเป็น Thai Hospitality เพิ่มดีกรีความเข้มข้นเข้าไปทดแทน Asian Hospitality มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การใช้ความนุ่มนวล อ่อนหวานแบบไทย การยกมือไหว้แบบไทย ที่ทุกอย่างต้องทำออกมาจากใจ ไม่ใช่สักแต่ว่าไหว้ แม้พนักงานในต่างประเทศจะเป็นคนท้องถิ่น (Local Staff) แต่ก็ต้องยกมือไหว้บริการลูกค้าที่เข้าพัก จะไหว้สวยหรือไม่สวยไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่ากับทำจากใจ
ขณะที่มาตรการการให้บริการ จะยึดตามมาตรฐานตะวันตก
“โรงแรมหลายๆ แห่งมี GM ที่เป็นฝรั่ง เพราะเราอยากได้วิธีการทำงานของเขามาปรับใช้กับการทำงานของเรา” เขายกตัวอย่าง
การผลักดันกลุ่มธุรกิจโรงแรมของเซ็นทรัลสู่เป้าหมายการเป็นโรงแรมระดับโลก ยังต้องเกิดจากการ "วางแผน" การทำงานเดินหน้าตามกรอบใหญ่ที่เป็นเหมือนพันธกิจ (Mission) นั่นคือ การวางแผนระยะ 15 ปี ที่จะเพิ่มจำนวนห้องพักเป็น 22,000 ห้อง จากปัจจุบันประมาณ 8,000-9,000 ห้อง ให้ได้ !!
โดยแบ่งการลงทุนเป็น 3 เฟส ๆ ละ 5 ปี ในเฟสแรกเริ่มดำเนินการไปแล้วคือช่วง 2556-2561 เน้นการลงทุนในกลุ่มเอเชีย
เฟสที่สอง จะเริ่มต้นในปี 2562-2567 เน้นการลงทุนในกลุ่มเอเชียใต้และยุโรป เช่น อินเดีย หรือศรีลังกา
ส่วนเฟสสุดท้าย จะเริ่มในปี 2568-2571 กลุ่มเซ็นทรัลมีแผนที่จะขยายการลงทุนเข้าไปในทวีปอเมริกาและอเมริกาเหนือ โดยเน้นการรับบริหารเชนโรงแรมระดับ 4-5 ดาว ทั้งในรูปแบบรีสอร์ทและซิตี้โฮเทล
“เฉลี่ยทุก 5 ปี เราจะมีห้องเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 3,000-4,000 ห้อง จากปัจจุบันเรามีโรงแรม 43 แห่ง ประมาณ 8,000-9,000 ห้อง ในอีก 4-5 ปีข้างหน้าจะมีโรงแรมเพิ่มขึ้นเป็น 60 แห่ง หรือคิดเป็นจำนวนห้องพักประมาณ 12,000-13,000 ห้อง ซึ่งหากครบตามแผน 15 ปี ทางกลุ่มจะมีห้องพักกว่า 20,000 ห้อง"
การขยายงานที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ยังต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการพัฒนา "บุคลากร" ให้มีความพร้อมทั้งในเรื่องจำนวนและคุณภาพ ซึ่งถือเป็น "โจทย์ใหญ่" ที่นักบริหารเช่นเขารวมทั้งทายาทจิราธิวัฒน์ทั้งหลาย ต้องร่วมกันคิด ไม่เท่านั้นยังเปิดกว้างรับ "ผู้บริหารคนนอก" เข้ามาอุดช่องว่างในการบริหาร โดยในช่วงไม่กี่ปีมานี้กลุ่มเซ็นทรัลเปิดรับผู้บริหารในดับสูงที่เป็นคนจากภายนอกเพิ่มมากขึ้นถึง 10-20%
เอฟ เล่าว่า แผนหนึ่งในการผลิตบุคลากร คือการประสานกับสถาบันการศึกษาหลายแห่ง เพื่อเปิดหลักสูตรการเรียนการสอนด้านการท่องเที่ยวและโรงแรม ถ่ายทอดองค์ความรู้ที่เกิดขึ้นจริงในสนามธุรกิจสู่สถาบันการศึกษา เพื่อให้ช่วยผลิตบุคลากรออกมาให้ตรงกับความต้องการ ซึ่งถือเป็นปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมโรงแรม จากภาวะ Turn Over ของบุคลากรที่มีสัดส่วนสูง
ต้องดูกันต่อไปว่า ภารกิจพิชิตเป้าของทายาทผู้นี้ จะสัมฤทธิผลหรือไม่ ?
แชมป์เปี้ยนในสนามโกคาร์ท จะเป็นแชมเปี้ยนในสนามธุรกิจหรือไม่ ระยะเวลาอันยาวไกลจากนี้คือบทพิสูจน์







