"ไอโอดี" เผยบริษัทจดทะเบียนไทยติดอันดับ "อาเซียนซีจีสูงสุด" เป็นปีที 2 คะแนนนำโด่งในหมวดการดูแลผู้ถือหุ้น
สถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ ไอโอดี (IOD) เปิดเผยผลสำรวจการกำกับกิจการที่ดี ของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ในภูมิภาคอาเซียน หรือ อาเซียน ซีจี สกอร์การ์ด (ASEAN CG SCORECARD) ประจำปี 2556/57 ที่ได้จากการสำรวจบริษัทจดทะเบียนในอาเซียนรวม 529 บริษัท โดยบริษัทจดทะเบียนไทยมีอันดับคะแนนสูงสุดในอาเซียน และมีบริษัทจดทะเบียนไทย 4 บริษัทที่ติด 1 ใน 10 อันดับที่มีคะแนนสูงสุด
นายบัณฑิต นิจถาวร กรรมการผู้อำนวยการ สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย หรือ ไอโอดี เปิดเผยเผยว่า ภาพรวมคะแนนซีจีของบริษัทจดทะเบียนในอาเซียนปรับตัวดีขึ้นทุกประเทศ โดยมีคะแนนเฉลี่ยอยู่ที่ 67.66 คะแนน จากปีก่อนหน้ามีคะแนน 53.66 โดยบริษัทจดทะเบียนไทย มีอันดับคะแนนสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ย 75.39 คะแนน รองลงมาคือ มาเลเซีย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ มีคะแนนเฉลี่ย 71.69,71.68 และ 57.99 ตามลำดับ
การสำรวจในครั้งนี้จะสำรวจจากบริษัทจดทะเบียน ที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวม (มาร์เก็ตแคป) สูงสุด 100 อันดับแรก และเป็นบริษัทที่มีการเผยพี่รายงานประจำปีเป็นภาษาอังกฤษบนเว็บไซต์ แบ่งเกณฑ์การให้คะแนนเป็น 5 หมวด คือ หมวดสิทธิของผู้ถือหุ้น การดูแลผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน บทบาทของผู้มีส่วนได้เสีย การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส และหมวดความรับผิดชอบของคณะกรรมการ (บอร์ด) โดยบริษัทจดทะเบียนไทยได้คะแนนสูงสุดในหมวดสิทธิของผู้ถือหุ้นและการดูแลผู้ถือหุ้นอย่างเท่าเทียมกัน
บจ.สิงคโปร์มีพัฒนาการสูงสุด
แม้ว่าบริษัทจดทะเบียนไทยจะได้คะแนนสูงสุด แต่สิงคโปร์มีพัฒนาการสูงสุด โดยมีการเพิ่มขึ้นของคะแนนสูงถึง 16 คะแนน เพราะหมวดที่สิงคโปร์ทำได้ดี คือ การเปิดเผยข้อมูลและความโปร่งใส มีน้ำหนักในการให้คะแนนสูง ส่วนหมวดที่ไทยทำได้ดี มีน้ำหนักคะแนนไม่ค่อยมาก
บริษัทจดทะเบียนไทย จึงมีพื้นที่ในการพัฒนาซีจีอีกมากเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้กับตลาดทุนไทย ส่งเสริมให้หุ้นไทยเป็นหลักทรัพย์อาเซียนที่น่าลงทุน โดยเฉพาะการพัฒนามาตรฐานซีจี ทั้งในด้านการกำหนดนโยบาย ควบคู่ไปกับการนำนโยบายไปปฏิบัติจริงให้เกิดผลเป็นรูปธรรม และการพัฒนาในหมวดความรับผิดชอบของกรรมการ ที่มีน้ำหนักต่อการให้คะแนนสูงสุดถึง 40%
"คะแนนที่ดีขึ้นของไทย ไม่ได้มาจากหมวดหลักๆ ต้องระมัดระวังว่าหลักปฏิบัติต่างๆ ไม่ได้มีการปรับปรุงให้ดีขึ้น โดยเฉพาะในหมวดกรรมการ ที่จะดูเรื่องอำนาจหน้าที่ การกำหนดหลักปฏิบัติเรื่องธรรมาภิบาล และจำนวนบริษัทที่นั่งเป็นกรรมการไม่ควรเกิน 5 บริษัท เพราะจะมีผลต่อการจัดสรรเวลาในการเข้าประชุม"
เขากล่าวต่อว่า หากบริษัทจดทะเบียนไทยมีพัฒนาการในหมวดที่คะแนนยังไม่สูง นอกจากทำให้อันดับคะแนนเพิ่มขึ้นแล้ว ยังส่งผลดีต่อบริษัทในด้านการเติบโตที่ยั่งยืน และเป็นที่สนใจของนักลงทุนมากขึ้น เพราะปัจจุบันนักลงทุนต่างชาติให้น้ำหนักต่อเรื่องการกำกับดูแลกิจการที่ดี และความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ในการตัดสินใจลงทุนมากขึ้น
หนุนคสช.ปราบคอร์รัปชัน
ส่วนกรณีที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีคำสั่งเรื่องการป้องกันและปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชัน เป็นเรื่องที่ดี เพราะเป็นการแสดงความตั้งใจในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง นอกจากนี้ มีข้อเสนออยากให้ทำเพิ่มเติมใน 3 ส่วน คือ เรื่องการเปิดเผยข้อมูลของรัฐตาม พ.ร.บ.ข้อมูลข่าวสาร เพราะจากผลการศึกษาทั้งของไอโอดี และทีดีอาร์ไอ พบว่ายังทำได้ไม่เต็มที่
นอกจากนี้ต้องการให้หน่วยงานรัฐเปิดเผยข้อมูลการติดต่อประสานงานว่าต้องเตรียมอะไรบ้าง ระยะเวลาในการดำเนินการ และขั้นตอนในการอนุมัติเพื่อจะได้ติดตามได้ว่าปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนไหน รวมถึงอยากเห็นหน่วยงานภาครัฐเปิดให้มีประชาชน บุคคลที่ 3 หรือหน่วยงานภายนอกมาร่วมตรวจสอบในกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ
เขากล่าวต่อว่า เห็นด้วยกับคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่มีมติคงอัตราดอกเบี้ยที่ 2% เนื่องจากเห็นว่าแนวโน้มเศรษฐกิจจะฟื้นตัวครึ่งปีหลัง หลังจากหมดความกังวลจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ขณะที่ภาคธุรกิจมีความเชื่อมั่นมากขึ้น สะท้อนจากที่ภาคเอกชนกลับมาลงทุนในโครงการต่างๆ
ส่วนอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ จะกลับไปเติบโตที่ 2% ได้หรือไม่ ต้องรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจในไตรมาส 2 ว่าจะขยายตัวได้ดีขึ้นจากไตรมาส 1 หรือไม่ และตัวเลขในเดือนมิ.ย. จะดีขึ้นจากเดือนพ.ค. ที่ผ่านมาหรือไม่ แต่เชื่อว่าครึ่งปีหลังภาวะเศรษฐกิจจะขยายตัว
ดึงดูดนักลงทุนเบนเข็มลงทุนไทยมากขึ้น
ทั้งนี้ประเด็นสำคัญที่ต้องติดตามคือภาคการส่งออก เพราะขณะนี้เศรษฐกิจโลกยังฟื้นตัวไม่ชัดเจน โดยกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ได้ปรับลดการขยายตัวเศรษฐกิจโลกลง โดยเฉพาะสหรัฐ ที่จะมีผลต่อภาคการส่งออกไทย ซึ่งหากการส่งออกดีขึ้น เป็นไปตามเป้า ก็น่าจะช่วยให้จีดีพีของไทยในปีนี้เติบโต
นอกจากนี้ การที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีนโยบายแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชัน ทำให้นักลงทุนที่ชะลอการลงทุนก็เริ่มกลับมา ถึงแม้ภาครัฐอาจปรับทอนลดวงเงินงบประมาณได้ แต่ก็ได้เร่งเดินหน้าโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนทั้งในและต่างประเทศมากขึ้น เพราะการที่เลือกลงทุนโครงการเฉพาะที่เป็นประโยชน์จริงจะช่วยลดปัญหาการรั่วไหลของงบประมาณ
ด้าน นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า คะแนนซีจีของไทยที่อยู่ในอันดับ 1 ของอาเซียน สะท้อนให้เห็นว่า บริษัทจดทะเบียนไทยมีความน่าสนใจลงทุน และช่วยจูงใจให้นักลงทุนมาลงทุนมากขึ้น เพราะในการตัดสินใจลงทุนปัจจุบัน นอกจากเรื่องผลตอบแทนแล้ว นักลงทุนยังคำนึงถึงการกำกับดูแลกิจการที่ดี









