รายงาน..เปิดผลสอบ8โครงการ'เร่งด่วน' สั่งยกเลิก'อ่างเก็บน้ำ-งบ3.5แสนล.'
พล.ท.อนันตพร กาญจนรัตน์ ปลัดบัญชีทหารบก ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ได้ชี้แจงรายละเอียดถึงการตรวจ 8 โครงการเร่งด่วน ภายหลังชี้แจงการประชุมคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) มีรายละเอียดดังนี้
พล.ท.อนันตพร กล่าวว่าในระหว่างการประชุมคสช. เพื่อขับเคลื่อนการบริหารราชการแผ่นดินที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.เป็นประธาน วานนี้ (17 มิ.ย.) ได้รายงานความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการการลงทุนของภาครัฐที่มีขนาดการลงทุนเกินกว่า 1,000 ล้านบาท ซึ่งคตร.อยู่ระหว่างลงพื้นที่และขอข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อตรวจสอบ 8 โครงการเร่งด่วน รวมทั้งจะมีการตรวจสอบอีก 28 โครงการที่มีขนาดการลงทุนเกินกว่า 1,000 ล้านบาทของปีงบประมาณ 2557 วงเงินรวมกว่า 4 หมื่นล้านบาทที่กรอบงบประมาณอยู่แล้วและอยู่ระหว่างการขออนุมัติจากคสช.
"จะมีการตรวจสอบให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ เพื่อให้โครงการที่ไม่มีปัญหาจะสามารถดำเนินการได้ทันทีและทำให้เม็ดเงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจ ส่วนโครงการที่ยังไม่สามารถตรวจสอบได้แล้วเสร็จในระยะเวลาที่กำหนดก็ให้มีการชี้แจงสาเหตุของความล่าช้าต่อ คตร.ต่อไป"
จากการตรวจสอบโครงการต่างๆ ในเบื้องต้น พบว่ามีบางโครงการควรที่จะมีการทบทวนราคากลาง รวมทั้งทบทวนระเบียบการจัดซื้อจัดจ้าง (ทีโออาร์) รวมทั้งให้แต่ละหน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบ เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้ให้ข้อมูลและตั้งข้อสังเกตกับโครงการต่างๆ ไว้กลับไปทบทวนความเหมาะสมของโครงการ โดยเฉพาะโครงการซึ่งมีที่มาตั้งแต่ต้นว่าอาจไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อประชาชน
ผลการตรวจสอบโครงการเร่งด่วน 8 โครงการ ในเบื้องต้น มีดังนี้
โครงการอ่างเก็บน้ำของกรมชลประทาน 2 โครงการ เข้าข่ายต้องยกเลิก
โครงการบริหารจัดการน้ำ ในหลักการจะเป็นการใช้งบประมาณปกติในการทำโครงการโดยไม่ใช้เงินจากแหล่งเงินตามพระราชกำหนดบริหารจัดการน้ำ พ.ร.ก. 3.5 แสนล้านบาท
โครงการจัดการเรียนการสอนโดยใช้คอมพิวเตอร์พกพา (แทบเล็ต) ของกระทรวงศึกษาธิการและกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ซึ่ง สตง.ได้ข้อมูลการดำเนินงานและปัญหาของโครงการนี้ โดยหน่วยงานเจ้าของโครงการได้แจ้งมายัง คตร.ในการขอปรับเปลี่ยนวงเงินประมาณ 6,000 ล้านบาทของปีงบประมาณ 2556 - 2557 ไปใช้ในโครงการอื่นที่มีวัตถุประสงค์ที่คล้ายกัน เช่น โครงการที่สร้างการเรียนรู้และพัฒนาทักษะของนักเรียน
โครงการจัดซื้อจัดจ้างหัวรถจักรของการรถไฟ (รฟท.) คตร.ให้เวลา 3 วันเพื่อให้ รฟท.ส่งข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างให้ คตร.ตรวจสอบภายใน 3 วัน
โครงการสนับสนุนประชาชนในการเปลี่ยนผ่านไปสู่การรับชมโทรทัศน์ภาคพื้นดินในระบบดิจิทัล(กสทช.) เป็นโครงการที่ คตร.จะลงไปดูในรายละเอียดของแผนการแจกคูปองให้ประชาชนเพื่อสนับสนุนการรับชมทีวีดิจิทัลว่าตัวเลขที่กสทช.กำหนดว่าการแจกกล่อง "set top box" จำนวน 22 ล้านกล่อง และมีการกำหนดมูลค่าคูปอง 1,000 บาท ว่ามีเกณฑ์ในการคำนวณอย่างไรมีความเหมาะสมหรือไม่ โดยอาจจะมีการพิจารณาให้ปรับลดราคาลงหากพบว่าการคำนวณราคาไม่มีความเหมาะสม
ขณะที่ประเด็นการดึงเอารายได้จากการประมูลทีวีดิจิทัล ที่ กองทุนวิจัยและพัฒนากิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมเพื่อประโยชน์สาธารณะ ที่ กสทช.ดูแลอยู่เป็นวงเงินรวมประมาณ 5 หมื่นล้านบาทส่งเข้ากระทรวงการคลัง พล.ท.อนันตพรกล่าวว่า คสช.พิจารณาเรื่องนี้ว่ากสทช.มีรายได้ที่มากพอสมควรถ้าสามารถนำรายได้ในส่วนที่เหมาะสมส่งเข้ารัฐบาลก็จะเป็นผลดีต่อการบริหารงบประมาณโดยรวม
อย่างไรก็ตามในขณะนี้ได้มีการสั่งการให้ กสทช.จัดทำรายงานรายละเอียดรายรับรายจ่ายขององค์กรมาเสนอในการประชุม คตร.ในวันที่ 18 มิ.ย.นี้เพื่อประกอบการพิจารณาในเรื่องดังกล่าวต่อไป
กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน ของสำนักนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คตร.มองว่าการใช้เงินในโครงการนี้มีลักษณะเป็นเบี้ยหัวแตกและที่ผ่านมาไม่ได้เกิดผลให้เกิดการอนุรักษ์พลังงานมากนัก คตร.จึงต้องการให้การปรับแผนการใช้เงินในกองทุนนี้เกิดประสิทธิภาพตรงตามวัตถุประสงค์ในการอนุรักษ์พลังงานมากขึ้น
โครงการพัฒนาท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเฟส 2 ปี 2554- 2560 ของ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) คตร.มองว่าโครงการดังกล่าวมีความล่าช้ากว่าแผนที่วางไว้มากจึงต้องเข้าไปตรวจสอบถึงสาเหตุของการล่าช้าในการลงทุน
โครงการสร้างโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ยุคที่ 3 ของบริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน) คตร.ต้องการเข้าไปตรวจสอบความคุ้มค่าของระบบการแบ่งปันผลประโยชน์ระหว่างภาครัฐกับเอกชน รวมทั้งต้องการตรวจสอบด้วยว่าภาครัฐเป็นผู้เสียประโยชน์หรือได้ประโยชน์ในโครงการเหล่านี้
“การตรวจสอบโครงการของ คตร.ไม่ได้หมายความว่าหน่วยงานนั้นๆ มีความผิด เพียงแต่มีการตรวจสอบเพื่อก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยหัวหน้า คสช.ได้ให้นโยบายว่าทุกโครงการที่จะมีการอนุมัติจะต้องตอบประชาชนให้ได้ว่ามีประโยชน์อย่างไร และมีความคุ้มค่าอย่างไร นอกจากนั้นหัวหน้า คสช.ยังสั่งการให้การจัดทำราคากลางในการประมูลจัดซื้อจัดจ้างแต่ละโครงการให้มีความเข้มงวดมากขึ้นตามเกณฑ์ของป.ป.ช.มีการประกาศราคากลางทางสื่อและเว็บไซต์ รวมทั้งเพิ่มกลไกการตรวจสอบโดยดึงภาคประชาชน และหน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบ เช่น ปปช. สตง. และสภาพัฒน์ เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้โครงการการลงทุนของภาครัฐมีความโปร่งใสมากขึ้น” พล.ท.อนันตพรกล่าว









