อานิสงส์บอลโลกยอดสั่งซื้อชุดกีฬาพุ่ง 'ไนกี้-อาดิดาส-พูม่า' โกย 1.2 พันล้าน
การ์เม้นท์ไทยรับอานิสงส์บอลโลก คำสั่งซื้อชุดกีฬา 3 แบรนด์ "ไนกี้-อาดิอาส-พูม่า" ทะลัก 4 ล้านตัว มูลค่ากว่า 1.2 พันล้าน หวัง "บอลยูโร" 2 ปีข้างหน้า หนุนยอดส่งออกพุ่งอีกรอบ
นายวัลลภ วิตนากร รองประธาน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไฮเทคกรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า มหกรรมแข่งขันฟุตบอลโลก 2014 เป็นผลดีต่อผู้ประกอบการเสื้อผ้ากีฬาของไทยซึ่งได้รับคำสั่งซื้อจาก 3 แบรนด์เสื้อผ้ากีฬาระดับโลก ได้แก่ ไนกี้ อาดิดาส และพูม่า รวมจำนวน 4 ล้านตัว ผลิตให้กับ 12 ทีมชาติ จากทั้งหมด 32 ทีม คิดเป็นมูลค่า 1,200 ล้านบาท
โดยผลิตชุดกีฬาแบรนด์ไนกี้ ให้กับ ทีมชาติฮอลแลนด์ โปรตุเกส เกาหลีใต้ กรีซ บราซิล ส่วนพูม่า ผลิตให้กับ ทีมชาติอิตาลี เป็นต้น นอกจากนี้ยังผลิตชุดกีฬาสำหรับลงสนามซ้อมให้กับบางทีมอีกด้วย
“ไทยผลิตชุดกีฬาให้ทีมฟุตบอลชาติต่างๆ 10 ทีม อีก 2 ทีมผลิตที่เวียดนาม ซึ่งเป็นโรงงานการ์เมนท์ของคนไทยไปตั้งในเวียดนาม แต่ละกลุ่มรับออเดอร์ล่วงหน้ามาแล้ว 7-9 เดือน มีส่วนช่วยกระตุ้นยอดส่งออกเครื่องนุ่งห่มเพิ่มมากขึ้น"
สำหรับแบรนด์ที่บริษัทการ์เม้นท์ไทยผลิตให้ ประกอบด้วย แบรนด์ไนกี้ ภายใต้การผลิตของไนซ์กรุ๊ป และไฮเทคกรุ๊ป แบรนด์อาดิดาส ผลิตโดยลิเบอร์ตี้กรุ๊ป และไนซ์กรุ๊ป ส่วนแบรนด์พูม่า ผลิตโดย ฮงเส็งกรุ๊ป ซึ่งกลุ่มนี้จะใช้โรงงานผลิตในไทยและเวียดนาม ส่วนคำสั่งซื้อที่เหลือกระจายไปจีนและอินโดนีเซียตามฐานการผลิตของแต่ละแบรนด์
หลังจากจบการแข่งขันฟุตบอลโลก กลุ่มผู้ประกอบการเสื้อผ้ากีฬา ยังจะมีคำสั่งซื้อเข้ามาจากการแข่งขันฟุตบอลยูโร ซึ่งจัดขึ้นในอีก 2 ปีข้างหน้า โดยแต่ละทีมที่เข้ารอบจะต้องตัดชุดใหม่ ซึ่งกระตุ้นยอดส่งออกเสื้อผ้าสำเร็จรูปได้จำนวนหนึ่ง
นายวัลลภ กล่าวต่อว่า ปัจจุบัน "ไทย" เป็นผู้ผลิตเสื้อผ้ากีฬา อันดับ 3 ของโลก รองจาก จีน และอินโดนีเซีย โดยไทยเป็นแหล่งผลิตเสื้อผ้ากีฬาเพื่อส่งออกตั้งแต่ 12 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการย้ายฐานการผลิตมายังไทย และความได้เปรียบในด้านต้นทุนค่าแรง ทำให้ไทยได้รับโควตาส่งออกเพิ่มมากขึ้น
โดยไทยส่งออกชุดกีฬาปีละ 50 ล้านตัว ผ่านผู้ประกอบการ 4 ราย ได้แก่ ไฮเทคกรุ๊ป ไนซ์กรุ๊ป ฮงเส็งกรุ๊ป และลิเบอร์ตี้ กรุ๊ป คิดเป็นมูลค่าส่งออก ประมาณ 1,000 ล้านดอลลาร์ หรือกว่า 32,000 ล้านบาท
"ต้นทุนวัตถุดิบในการตัดเย็บเสื้อผ้าในไทยไม่สูงมากนักอยู่ที่ 100-500 บาทต่อ 1 ตัว สำหรับเสื้อผ้ากีฬา และ 240-250 บาทต่อ 1 ตัว สำหรับเสื้อผ้าแฟชั่นทั่วไป แต่ยังมีต้นทุนอื่นๆ ได้แก่ ค่าไฟ ค่าขนส่ง ค่าจ้างแรงงาน และอัตราภาษีต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องทำให้ต้นทุนในภาพรวมปรับตัวสูงขึ้น"
สำหรับปัญหาของอุตสาหกรรมเสื้อผ้าสำเร็จรูป ได้แก่ การขาดแคลนแรงงาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นแรงงานส่วนเกินจากภาคเกษตร เมื่อเข้าสู่ฤดูเพาะปลูกและเก็บเกี่ยวแรงงานเหล่านี้จะกลับไปทำงานในภาคเกษตร
ขณะที่การขึ้นค่าแรงขั้นต่ำเป็นวันละ 300 บาท ทำให้แรงงานบางส่วนเลือกงานมากขึ้น ไม่นิยมทำงานที่ใช้แรงงานมาก ทางออกของผู้ประกอบการส่วนใหญ่จึงเลือกใช้แรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน และย้ายโรงงานตัดเย็บไปเพื่อนบ้านหรือแนวตะเข็บชายแดน
อย่างไรก็ดี ประเทศเพื่อนบ้านมีต้นทุนสูงในเรื่องของค่าพลังงาน เช่น ค่าไฟฟ้าในพม่าราคาสูง 10 บาทต่อหน่วย กัมพูชา 8 บาทต่อหน่วย ทั้งแรงงานประเทศเพื่อนบ้านมีการเคลื่อนย้ายสูง เทียบฝีมือแรงงานของไทยประณีตกว่า








