วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ยอดขอลงทุน5เดือน3แสนล.บีโอไอชี้ครึ่งหลังฟื้น

"บีโอไอ"เผยยอดคำขอรับส่งเสริมในช่วง 5 เดือนแรกวงเงินลงทุน 3.08 แสนล้านบาท ลดลง 42% ชี้ความเชื่อมั่นนักลงทุนมีแนวโน้มสดใส

ภายหลังจากแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ชุดใหม่ โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นประธานกรรมการด้วยตัวเองนั้น ทางสำนักงานบีโอไอที่เป็นฝ่ายเลขา ได้เตรียมประชุมนัดแรกขึ้นในวันเสาร์ 14 มิ.ย. นี้ โดยเตรียมเสนอให้อนุมัติหลายโครงการที่ผ่านการพิจารณาของอนุกรรมการมาก่อนหน้านี้และเป็นโครงการที่ไม่กระทบกับสิ่งแวดล้อม

ทาง บีโอไอ จะยึดหลักการตามที่หัวหน้า คสช.ให้นโยบายไว้ สำหรับการส่งเสริมการลงทุน โดยจะต้องมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับคนไทยด้วย โดยจะต้องไม่นำทรัพยากรมาใช้ก่อนจะนำกำไรส่งกลับไปยังประเทศ ซึ่งไทยจะเสียประโยชน์

บีโอไอชี้นักลงทุนฟื้นเชื่อมั่น

นายอุดม วงศ์วิวัฒน์ไชย เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ภายหลังการแต่งตั้งบอร์ดบีโอไอ นักลงทุนกลุ่มที่ชะลอการตัดสินใจยื่นขอรับส่งเสริมก่อนหน้านี้ จะเกิดความมั่นใจและตัดสินใจยื่นขอรับส่งเสริมเข้ามาในช่วงครึ่งปีหลัง 2557 และหากบอร์ดบีโอไอพิจารณาอนุมัติให้การส่งเสริมแก่ได้เร็ว ก็จะส่งผลดีต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจของประเทศ ซึ่งจะมาจากเม็ดเงินลงทุนของโครงการที่ได้รับส่งเสริม และการจ้างงานใหม่อีกหลายแสนตำแหน่งในช่วงปี 2558

เผย 5 เดือน ขอส่งเสริม 3 แสนล้าน

สำหรับสถิติการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2557 ม.ค.-พ.ค. 2557 พบว่า มีจำนวนโครงการยื่นขอรับส่งเสริม 515 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 308,300 ล้านบาท โดยจำนวนโครงการลดลง 39% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ซึ่งมีจำนวน 848 โครงการ ขณะที่มูลค่าเงินลงทุนลดลง 42% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่ผ่านมา ที่มีมูลค่า 537,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ การขอรับส่งเสริมในช่วง 5 เดือนแรกปีนี้ เป็นการยื่นขอรับส่งเสริมเพื่อขยายการลงทุน ของนักลงทุนรายเดิมที่เคยลงทุนในไทยแล้ว จำนวน 260 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 168,000 ล้านบาท และเป็นโครงการลงทุนของนักลงทุนรายใหม่จำนวน 255 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนประมาณ 140,000 ล้านบาท จำนวนโครงการที่ใกล้เคียงกันระหว่างนักลงทุนใหม่และรายเดิม สะท้อนให้เห็นว่า นักลงทุนรายใหม่มีความมั่นใจต่อการลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น จากเดิมที่มีสัดส่วนน้อยกว่านักลงทุนรายเก่า

ยานยนต์-ชิ้นส่วนนำโด่งขอลงทุน

สำหรับยอดขอรับส่งเสริมในช่วง 5 เดือนแรกของปีนี้ พบว่า กลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีการขยายการลงทุน ได้แก่ กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ ชิ้นส่วนยานยนต์ และเครื่องจักร จำนวน 122 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 164,100 ล้านบาท ซึ่งเป็นผลมาจากการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล ระยะที่ 2 หรือ อีโคคาร์ 2 และช่วยให้เกิดการยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุนมูลค่าหลายหมื่นล้านบาทจากกลุ่มผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์

ส่วน อันดับ 2 กลุ่มอุตสาหกรรมบริการและสาธารณูปโภค มีคำขอรับการส่งเสริม 166 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนรวม 78,400 ล้านบาท มีโครงการที่สำคัญ เช่น การผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ กิจการเขตอุตสาหกรรม กิจการเขตอุตสาหกรรมโลจิสติกส์ กิจการขนส่งทางอากาศ กิจการสนามแข่งรถ กิจการผลิตไฟฟ้าจากชีวมวล อันดับ 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเคมี กระดาษ และพลาสติก มีการขอรับส่งเสริมการลงทุนจำนวน 42 โครงการ มูลค่ารวม 25,400 ล้านบาท

ต่างชาติขอส่งเสริมลดลง 5%

ส่วนการยื่นขอรับส่งเสริมของโครงการลงทุนทางตรงจากต่างประเทศ ในช่วง 5 เดือนแรก ม.ค.-พ.ค.มีจำนวน 334 โครงการ เงินลงทุนทั้งสิ้น 230,000 ล้านบาท โดยมูลค่าเงินลงทุนลดลง 10 %จากช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีมูลค่าเงินลงทุน 256,000 ล้านบาท

ทั้งนี้ โครงการลงทุนจากญี่ปุ่นเป็นกลุ่มที่ยื่นขอรับส่งเสริมมากที่สุด จำนวน 168 โครงการ เงินลงทุน 72,800 ล้านบาท ซึ่งแม้ว่า โครงการและมูลค่าเงินลงทุนจากญี่ปุ่นจะปรับลดลง เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน แต่ยังมีโครงการลงทุนจากหลายประเทศ ที่มีการยื่นขอรับส่งเสริมเพิ่มมากขึ้น โดยโครงการลงทุนจากสหภาพยุโรป มีมูลค่าเงินลงทุน 64,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 300% หรือ 3 เท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

โครงการลงทุนจากสหรัฐมีมูลค่าเงินลงทุน 41,200 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 570% หรือเกือบ 6 เท่าตัว เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่โครงการลงทุนจากเกาหลีใต้ มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 12,300 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 150%และโครงการลงทุนจากจีน มีมูลค่าเงินลงทุนรวม 9,400 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 260% หรือกว่า 2 เท่าตัว