'ทิวา ยอร์ค 'Head Coach' ผู้รักการเปลี่ยนแปลง

ลูกครึ่งไทย-อเมริกันHead Coach start upธุรกิจ ปั้น'Dealfish'ฮิตขายของ ต่อให้เปลียนชื่อOLXก็ไม่ล่าถอย เพราะการเปลี่ยนแปลงคือชีวิตที่ไม่ตาย
ชั้น 19 สำนักงานย่านรัชดาภิเษก ที่ตั้งของ บริษัท ดีเอฟ มาร์เก็ตเพลส ผู้ให้บริการเว็บไซต์ขายสินค้าออนไลน์ยอดฮิตในเมืองไทย Dealfish ที่เพิ่งเปลี่ยนชื่อใหม่เมื่อมีนาคมที่ผ่านมา เป็น OLX เพื่อให้สอดคล้องกับอีกกว่า 100 ประเทศทั่วโลก ตามแผนการตลาดของบริษัทแม่ในอเมริกา ที่มีแผนจะนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ในอนาคตอันใกล้
"ทิวา ยอร์ค" ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ดีเอฟ มาร์เก็ตเพลส จำกัด ไกด์กิตติมศักดิ์พาทัวร์บริษัท เอ่ยปากว่าไม่ชอบให้ใครเรียกว่า "ประธานกรรมการ" มากนักด้วยเหตุผลสั้นๆ "มันดูห่างเหิน"กับทีมงานร่วมร้อยชีวิตเจ้าตัวบอกให้เรียกว่า Head Coach ดูจะเหมาะกว่า
บุคลิกกระฉับกระเฉง ตลอดเวลา ทักทายพนักงานแบบเป็นกันเองขณะที่เดินผ่านแผนกต่างๆ ในออฟฟิศที่ตกแต่งในบรรยากาศสบายๆ ฉีกกฎออฟฟิศในสไตล์อนุรักษ์นิยมประหนึ่งว่ากำลังเดินอยู่ในออฟฟิศของกูเกิล แน่นอนสถานที่แห่งนี้สามารถสะท้อนตัวตนของหนุ่ม Head Coach วัย 40 คนนี้ได้เป็นอย่างดี
ตัวจริง "ทิวา" คร่ำหวอดในแวดวงอินเทอร์เน็ตมากว่า 15 ปี ถนัดสื่อสารภาษาอังกฤษมากกว่าภาษาไทย โดยเขาตัดสินใจย้ายกลับมาอยู่เมืองไทยถาวรเมื่อ 10 กว่าปีก่อน กับความฝันในการเป็นนักพัฒนาเว็บไซต์ที่ดีที่สุดของไทย โดยมี Jaff Bezose ผู้ก่อตั้งและผู้บริหารเว็บไซต์ขายหนังสือที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง Amazon เป็นคนต้นแบบ
“เว็บไซต์ Amazon หันมาขายของทุกอย่างที่สามารถแปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน เว็บไซต์ OLX ก็น่าทำได้เช่นกัน” เขาบอก
สิ่งที่เขาอยากจะเห็นมากที่สุดคือ สักวัน OLX .co.th จะเป็น TOP of Mind ในระดับโลกรวมทั้งในไทย เมื่อคนคิดถึงการซื้อขายสินค้าออนไลน์ก็ต้องคิดถึงเว็บไซต์นี้ แม้ว่าปัจจุบันเว็บไซต์ดังกล่าวจะห่างชั้นกับ Amazon อยู่มาก
"เราจึงต้องช่วยกันพัฒนาให้ดีที่สุด” เขาบอก
แต่สำหรับในไทยเว็บไซต์นี้ถือเป็น "เบอร์1" ในไทยสำหรับซื้อขายสินค้าออนไลน์จากบรรดานักช้อปออนไลน์จำนวนมาก และยังติดอันดับ 1 ใน 10 ของเว็บไซต์ยอดนิยมในไทยจากการจัดอันดับของ Sanook.com
“ทุกวันนี้ชีวิตของเราผูกพัน แยกกันไม่ออกกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือ สมาร์ทโฟนตัวเชื่อมเทคโนโลยีไปสู่คนโดยไม่รู้ตัว”
เขายังบอกว่า..“เชื่อไหมว่าลูกผมอายุแค่ 18 เดือนยังใช้สมาร์ทโฟนได้แล้ว” ก่อนจะเล่าให้ฟังว่า..
“ไม่นานนี้ ผมนอนดูทีวีเล่นกับลูกที่บ้าน เอาโทรศัพท์วางไว้ จู่ๆ ลูกผมก็สามารถเปิดใช้งาน ใช้มือเลื่อนๆ ใส่รหัสผ่านที่ผมตั้งค่าเอาไว้ได้ นั่นทำให้ผมคิดว่า การเข้าถึงเทคโนโลยีในยุคนี้ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป และนักพัฒนาทั้งหลายก็ควรที่จะทำให้มันกลายเป็นเรื่องง่ายๆ เข้าถึงผู้ใช้แบบไม่รู้ตัว ทำให้เขาคิดว่านี่มันคือชีวิตประจำวันของเขา”
จากเหตุการณ์วันนั้น กลายเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้ "ทิวา" มุ่งมั่นพัฒนาเทคโนโลยีให้กลายเป็นเรื่องง่ายสำหรับทุกคน เป้าหมายคือ อยากเห็นเว็บไซต์ OLX.co.th เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของผู้คน ที่ท้าทายยิ่งกว่านั้นอยากเห็นคนไทยขายสินค้าผ่านออนไลน์กันมากขึ้น
เขายังบอกว่า ยิ่งภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว ยิ่งทำให้มีคนเข้ามาใช้บริการเว็บไซต์มากขึ้น ส่วนหนึ่งเพราะต้องการขายสินค้าเพื่อนำเงินมาจับจ่ายในชีวิตประจำวัน ทำให้บริษัทต้องพัฒนาระบบรองรับและสร้างความพึงพอใจกับลูกค้าให้มากที่สุด
การทำงานที่นี่ "เปลี่ยนแปลง" อยู่ตลอดเวลา วันนี้เป็นแบบนี้ วันพรุ่งนี้ก็เปลี่ยนได้ถ้าเราเห็นว่าอะไรดีกว่า บนแนวคิดที่บอกว่าเราต้องยึดความพึงพอใจลูกค้าเป็นสำคัญ เราจึงต้องเปลี่ยนนั่น ปรับนี่ตลอดเวลาเพื่อให้ออกมาดีที่สุด
“ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่า การทำงานของคนเรา ถ้าไม่มีการเปลี่ยนแปลง เท่ากับว่าเรากำลังจะตายลงอย่างช้าๆ"
นอกจากนี้ สิ่งที่บริษัททุ่มเทพัฒนามาตลอดคือ ทำอย่างไรจะให้ตรงและโดนใจผู้ใช้บริการทุกคนมากที่สุด
"เรามองว่าอะไรที่มีขั้นตอนเยอะก็จะพยายามลดขั้นตอนและตัดทิ้งออกไปให้เหลือขั้นตอนน้อยที่สุด อยากทำให้เทคโนโลยีเป็นเรื่องง่ายสำหรับคนไทย ถ่ายรูป เปิดเข้าเว็บ แล้วโพสต์ ทำนองนั้น
สำหรับกลุ่มเป้าหมายของเว็บไซต์นี้ มีหลากหลายตั้งแต่อายุ 25 ปี ไปจนถึง 60 ปี
"OLX มีโจทย์ๆ หนึ่งว่า ทำอย่างไรให้คนรุ่นแม่รุ่นป้าขึ้นไป รู้สึกว่าการใช้เทคโนโลยีไม่ใช่เรื่องยุ่งยากอีกต่อไป หากคนรุ่นนี้มองว่าการเข้าถึงเทคโนโลยีไม่ยาก คนรุ่นใหม่ก็ยิ่งมองว่าง่ายมากๆ"
ทิวา ยังให้ข้อมูลว่า เฉลี่ยแต่ละวันมีผู้คลิกชมเว็บไซต์ประมาณ 16 ล้านเพจวิว จากรายการสินค้าทั้งหมดกว่า 5.5 ล้านรายการในทุกหมวด ได้แก่ รถยนต์ อสังหาริมทรัพย์ อุปกรณ์กีฬา แฟชั่น และพระเครื่อง ซึ่งเป็นหมวดยอดนิยมอันดับต้นๆ ในเว็บไซต์
“เรามองว่าเว็บไซต์ยังมีช่องทางเติบโตได้อีกมาก อย่าลืมว่าตอนนี้คนไทยส่วนใหญ่ไม่มีใครไม่รู้จักเฟซบุ๊ค (Facebook) โดยเฉพาะกรุงเทพ ฯ ถือว่าเป็นประเทศที่มีคนเล่นเฟซบุ๊คมากที่สุดในโลก
จากสถิติเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2556 ของ SocialBakers เว็บไซต์จัดอันดับและเก็บสถิติต่าง ๆ บนโซเชียลมีเดีย ที่ทาง Sanook ใช้อ้างอิง ระบุว่ากรุงเทพฯ ติดอันดับ 1 เมืองที่มีผู้ใช้เฟซบุ๊คมากที่สุดในโลก ด้วยจำนวน 12.8 ล้านบัญชี รองจากจาการ์ต้าของอินโดนีเซีย ที่มีจำนวน 11.7 ล้านบัญชี
“เป็นสิ่งที่ผมเชื่อว่า เราไปได้ดีแน่นอน ซึ่งทุกๆ ปีเราก็เติบโตต่อเนื่องอยู่แล้วในแง่ของคนที่เข้ามาใช้บริการ โดยเฉพาะในอนาคตที่ราคาสมาร์ทโฟนจะถูกลงๆ ทำให้คนเข้ามาใช้มากขึ้น ตลาดก็มีเพิ่มมากขึ้น”
เมื่อถามถึงการเติบโตในแง่รายได้ ทิวา บอกว่า..
"พูดตรงๆ เรายังไม่คิดเรื่องนั้น ไม่คิดเรื่องกำไรมากนัก ซึ่งปัจจุบันก็ไม่มีรายได้เข้ามาอยู่แล้ว มีแต่เม็ดเงินสนับสนุนจากบริษัทแม่ นั่นเพราะเรายังไม่ต้องการขายโฆษณาในพื้นที่เว็บไซต์ของเราเอง ทั้งที่มีสินค้าต่างๆ ติดต่อเข้ามาเป็นจำนวนมาก แต่เรายังไม่พร้อม เพราะเราต้องการพัฒนาเว็บไซต์ไปเรื่อยๆ เพื่อให้โดนใจลูกค้าก่อน"
พร้อมอธิบายว่า มีหลายคนไม่เข้าใจในธุรกิจนี้ Startup ในเมืองไทยเพิ่งเกิดขึ้น 2-3 ปีนี้ แต่ในสหรัฐอเมริกา Startup เกิดขึ้นมาเป็น 10 ปีแล้ว ดูอย่างเฟซบุ๊คใช้เวลาพัฒนานานหลายปีกว่าจะมีวันนี้ได้ หรือแม้แต่ทวิตเตอร์ปีนี้ก็ยังไม่มีกำไรอะไรเลย ธุรกิจพวกนี้คือหาทุนพัฒนาไปเรื่อยๆ เมื่อถึงจุดที่ว่าพร้อมก็ขายทำกำไร แล้วก็สร้างธุรกิจใหม่ขึ้นมา
ก่อนจะพักเที่ยงทิวาหนุ่มลูกครึ่งคนนี้ให้ข้อคิดอีกอย่างหนึ่งที่น่าสนใจว่า..การทำงานที่ดีที่สุดคือ Work as a team ส่วนเขาเป็นเพียงโค้ชที่คอยตบให้ลูกน้องเข้าที่เข้าทางก็เท่านั้น
+++++++++++++++
(ล้อมท้ายเรื่อง)
ผู้ใช้บริการมือถือและอินเทอร์เน็ตในไทย
Internet 24 ล้านราย
Smart phone 15 ล้านราย
Mobile 82 ล้านราย
Tablet 1 ล้านราย
ที่มา ศูนย์วิจัยกสิกรไทย







