บริหารความฟลุ้คสไตล์ 'วรวุฒิ วาริการ'

ผมว่าถ้าเราไม่สนุกกับสิ่งที่ทำ จะไม่มีวันเก่ง และถ้าไม่เก่งที่สุดจะทำอะไรออกมาได้ไม่ดี
คงพูดได้ว่าระดับท้อบในธุรกิจอีคอมเมิร์ซย่อมต้องมีชื่อ "เอ็นโซโก้" อยู่อย่างแน่นอน จึงเปรียบไปก็คงคล้ายกับยักษ์ ทว่าที่ผ่านมาอาจเป็นยักษ์ที่ไม่ค่อยขยับแข้งขยับขา ไม่ออกมาแผลงฤทธิ์อย่างที่ควรจะเป็น
แต่หลังจากที่ได้ผ่านร้อนผ่านหนาวมายาวนานถึง 4 ปี อีกทั้งล่าสุดยังมีความพร้อมในเรื่องของเงินทุนด้วยอยู่ภายใต้บริษัท ไอบาย กรุ๊ป จำกัด (iBuy)ประเทศออสเตรเลีย เป็นจังหวะเวลาที่สมควรแห่งการประกาศศักดาของ เอ็นโซโก้ (เสียที) และเป็นหน้าที่ของ "วรวุฒิ วาริการ" ซึ่งเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ บริษัท เอ็นโซโก้ (ประเทศไทย) จํากัดได้เพียง 2 เดือนเท่านั้น
แม้จะเป็นมือใหม่ ในแง่ของการเป็นผู้บริหารเบอร์หนึ่ง แต่วรวุฒิ นั้นถือได้ว่าเป็นลูกหม้อของเอ็นโซโก้เพราะเข้ามาร่วมงานตั้งแต่ในช่วงยุคเริ่มต้น และเขาเองก็รับทราบว่าถูกวางตัวให้ก้าวขึ้นเป็นตำแหน่งเบอร์หนึ่ง ดังนั้นระยะเวลาที่ผ่านมาเขาจึงทำการศึกษาองค์กรในทุกๆ มิติไม่ว่าจะเป็นภาพรวมธุรกิจ กลไกตลาด ผลิตภัณฑ์ ตลอดจนวัฒนธรรมองค์กร เป็นต้น
ส่วนแบ็คกราวน์ก่อนหน้าวรวุฒิเคยทำงานกับ บริษัท จีอีแคปปิตอล ประเทศไทย จํากัด กลุ่มธุรกิจในเครือธนาคาร กรุงศรี จำกัด (มหาชน) ในตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายขาย ดูแลผลิตภัณฑ์ บัตรเครดิต ประกันชีวิต
"ประสบการณ์ที่ผ่านมาผมพบว่าทุกธุรกิจย่อมต้องแสวงหาผลกำไร ไม่แตกต่างกัน แต่สิ่งที่ดีที่ผมได้มาจากชีวิตการทำงานสายแบงก์ ก็คือวิธีคิดที่เป็นเฟรมเวิร์คมากขึ้น คือถ้าทำแล้วได้อะไร ไม่ทำจะเสียอะไร มีวิธีการทำแบบไหนบ้าง ที่จะทำให้ถึงเส้นชัย ถ้าใช้เงินสิบบาทไปเส้นชัยต้องใช้ระยะเวลาเท่าไหร่ จะได้อะไร"
ดังนั้น พนักงานของเอ็นโซโก้เวลานี้จึงไม่ควรแปลกใจกับคำถามของเอ็มดีที่มีอยู่บ่อยๆ ว่า ตอนนี้บริษัทเราอยู่ตรงไหน สิ่งที่ว่าทำแล้วดีหน้าตาเป็นอย่างไร ถ้าไม่ทำจะเสียหายอะไรไหม ถ้าเสียเสียอะไร ถ้าได้จะได้อะไร บริษัทของเราไปได้เร็วขนาดไหน เร็วกว่าคู่แข่งหรือไม่ ฯลฯ
วรวุฒิรู้ดีว่าเบอร์หนึ่งไม่อาจสร้างความสำเร็จเพียงลำพัง แต่มันจะเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วม ความรู้สึกภาคภูมิใจ จิตวิญญานแห่งความเป็นเจ้าของของพนักงานทุกคน
หมายถึง ต้องไม่ใช่ลงไปสั่งการ ตรงกันข้ามในช่วงเริ่มต้นทำหน้าที่เอ็มดี วรวุฒิ จึงใช้วิธีนั่งจับเข่าคุยกับทีมงานและถามพวกเขาว่า ต้องการจะเห็นเอ็นโซโก้เติบโตเป็นเช่นไร และทุกคนจะช่วยทำให้มันเป็นจริงได้อย่างไร
อีกกลวิธีหนึ่งที่เขาบอกว่าไม่ควรมองข้ามก็คือ บรรยากาศการทำงานที่เต็มไปด้วยความสุขความสนุก เพราะมันจะนำมาซึ่งผลลัพธ์การทำงานที่เป็นเลิศ
สอดคล้องกับคำพูดที่ว่า "People rarely succeed unless they have fun in what they are doing, first" คนเราจะต้องสนุกกับสิ่งที่ทำก่อนถึงจะทำมันออกมาได้ดี หากคนเราสนุกกับงานที่ทำ จะสามารถอยู่กับมันได้ทั้งวัน และทุ่มเทให้มันอย่างเต็มที่
"มีคนชอบพูดว่า ถ้าเราไม่เก่งจะทำอะไรได้ไม่ดี แต่ผมว่าถ้าเราไม่สนุกกับสิ่งที่ทำ จะไม่มีวันเก่ง และถ้าไม่เก่งที่สุดจะทำอะไรออกมาได้ไม่ดีต่างหาก"
ดังนั้น จึงไม่เพียงมุ่งขับเคลื่อนธุรกิจ โดยการนำเสนอสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูกค้าเท่านั้น ในตำแหน่งเอ็มดี วรวุฒิยังทำหน้าที่นำเสนอสิ่งดีๆ ให้กับพนักงานของเอ็นโซโก้ด้วย
ซึ่งโครงการแรกที่เขาจัดขึ้นมาเพื่อหวังสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งความสุขก็คือ งานปาร์ตี้ในธีมของงานวัด โดยเปิดโอกาสให้พนักงานแต่งตัวสไตล์ลูกทุ่ง มาร้องรำทำเพลง รวมถึงยังมีการแจกรางวัลให้กับพนักงานที่สามารถแชร์ดีลและมีคนมากดไลท์ได้มากที่สุดอีกด้วย และแม้จะมีเรื่องเงินๆทองๆหรือรางวัลมาเป็นตัวจูงใจ แต่วรวุฒิบอกว่าเขาตั้งใจใช้เงินมาสร้างให้เกิดความสุขและสนุกเท่านั้น
"ผมอยากให้ความรู้สึกเป็นเจ้าของเกิดขึ้นในตัวพนักงาน เพราะเวลาที่เราลอนซ์ดีลใหม่ๆ ออกไป แม้ว่าจะไม่ใช่เซลล์แต่พนักงานคนอื่น ๆก็อยากจะแชร์ต่อ เพราะคิดว่ามันคือดีลของเขาถ้าทำก็อาจได้รับรางวัล ซึ่งเราจะให้รางวัลเฉพาะเวลาที่เรามีดีลกับธุรกิจรายใหญ่ๆ ไม่ได้แจกรางวัลกันทุกครั้ง"
ถามเขาว่ามีประเมินผลภายหลังจัดกิจกรรมหรือไม่ เขาบอกว่าดูคร่าวๆ จากผลการทำงานของแต่ละคนก็ดีขึ้น พนักงานไม่ได้รู้สึกว่าเดินทางมาทุกเช้าเพื่อมาทำงาน แต่กระหายใคร่รู้ว่าในแต่ละวันบริษัทจะมีรายการดีลอะไรใหม่ๆ เกิดขึ้นบ้าง แล้วหาทางเข้ามามีส่วนร่วม
"อีกเรื่องที่มองเห็นได้ก็คือ ผมว่าคนลาออกน้อยลงนะ และพวกเขาก็ยิ้มแย้มแจ่มใสมากขึ้น มาทำงานเช้า กลับช้ามากขึ้น มีการแชร์ดีลกันเยอะขึ้น และมาบอกกับผมว่าไม่ต้องห่วงพวกเขาพร้อมลุย แถมยังบอกว่าชอบปาร์ตี้มากแล้วจะจัดอีกไหม"
และนี่ถือเป็นข้อได้เปรียบของผู้บริหารโลคัลที่สามารถรับรู้ได้ถึงความอารมณ์ความรู้สึกของพนักงานที่เป็นคนไทยด้วยกัน ซึ่งวรวุฒิบอกว่าธุรกิจอีคอมเมิร์ซนั้นข้ามฝั่งมาจากโลกตะวันตกแน่นอนในเบื้องต้นอาจต้องให้ฝรั่งมาทำหน้าวางรากฐาน แต่ก็คงไปได้ไม่ไกลเพราะมองคนไทยได้ไม่ขาด กระทั่งลุกขึ้นมาจัดงานสังสรรค์เฮฮาในแบบของงานวัด
ประสบการณ์ที่เคยทำงานฝ่ายขายเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยในการรู้ใจคนด้วยหรือไม่ คำตอบที่ได้ก็คือ คิดว่าคงใช่ วรวุฒิบอกว่าทุกวันนี้เพียงเขาเพียงมองตาคนก็รู้ใจ รู้ว่าคน ๆนั้นกำลังเฝ้ามองหาอะไร
"แต่ผมเองก็ต้องเรียนรู้อีกหลายสิ่งหลายอย่าง ค่อยๆ เป็นค่อยๆไป การบริหารจัดการต้องอาศัยผสมผสานทั้งเครื่องมือการตลาดต่างๆ การตัดสินใจอย่างมีเหตุและผล มีการนำไอทีมาช่วยเสริมเพื่อให้ดีลของเอ็นโซโก้น่าสนใจ ทำให้คนเห็นเราได้มากยิ่งขึ้น"
ถามว่า ความสุขสนุกของพนักงานส่งผลสะท้อนในเรื่องของธุรกิจ ยอดขายอย่างไร วรวุฒิบอกว่าระยะเวลาที่เขาบริหารมาเป็นเวลา 2 เดือนถือว่าไปได้สวยถ้าเปรียบเป็นกระดานหุ้นก็เขียวทั้งกระดาน
"เป้าหมายของผมจากนี้ก็คือ จะตั้งใจทำงานอย่างทุ่มเทไปอย่างน้อยอีก 2 ปี และหวังให้บริษัทเดินไปในทิศทางที่ถูกต้อง เพราะเพียงแค่ 2 เดือนแรกหรือแค่เพียงปีเดียวที่ทำได้ผมถือว่าฟลุ้ค แต่ถ้าทำได้ต่อเนื่อง 2 ปีติดต่อกันมันจะไม่ใช่เรื่องฟลุ้คอีกต่อไป"
จะฟลุ้คหรือไม่ก็คงต้องคอยติดตาม แต่ที่ถือว่าครบถ้วนโดยสมบูรณ์แล้วก็คือ ประสบการณ์ทำงานของวรวุฒิ ไม่ว่าจะเป็นช่องทางที่ต้องเผชิญหน้ากับลูกค้า หรือ Face-to-face ช่องทางเทเลเซลล์ กระทั่งมาจบที่เอ็นโซโก้ซึ่งเป็นช่องทางออนไลน์ ดอทคอม
"ผมเป็นหนึ่งในไม่กี่คนในประเทศไทยที่รู้หมดทุกช่องทางการขาย นี่คือ Career Path ของผม"







