เปิดตัวกลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงาน ออกแถลงการณ์ถึงคสช. เสนอ4แนวทางเร่งด่วนให้พิจารณาขอลดค่าก๊าซแอลพีจี เหลือ21.38 บาทต่อกิโลกกรัม
ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค ซอยราชวิถี 7 กลุ่มจับตาการปฏิรูปพลังงาน (จปพ.) หรือ THAI ENERGY REFORM WATCH (TER WATCH) ที่ประกอบด้วยภาควิชาการและประชาชนร่วมแถลงข่าวเปิดตัวกลุ่มพร้อมออกแถลงการณ์ฉบับที่ 1 เพื่อเสนอข้อเรียกร้องเร่งด่วนต่อคณะรักษาความสงบเรียบร้อย (คสช.) ในประเด็นเรื่องการปฏิรูปพลังงาน คือ 1.เปิดโอกาสให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการเสนอข้อมูลและแสดงความเห็นในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองอย่างเท่าเทียมกับภาครัฐและภาคธุรกิจ เช่น ประเด็นการแยกโครงข่ายท่อส่งก๊าซธรรมชาติ เพื่อตั้งบริษัทใหม่และแปรรูปเป็นเอกชนในตลาดหลักทรัพย์, การขายหุ้น ปตท. เป็นต้น, 2.ยกเลิกการขึ้นราคาก๊าซหุงต้ม หรือ แอลพีจีกับประชาชน โดยมีขั้นตอนคือ อันดับแรกต้องยกเลิกมติ ครม. เมื่อวันที่ 19 พ.ย.2551 สมัยรัฐบาลของนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ อดีตนายกฯ ที่กำหนดให้จัดสรรก๊าซแอลพีจีที่ผลิตได้ในประเทศไปให้ภาคปิโตรเลียมใช้เป็นลำดับแรกร่วมกับภาคครัวเรือน ขั้นตอนต่อมาต้องออกมติเกี่ยวกับการจัดสรรก๊าซแอลพีจีใหม่ โดยกำหนดให้ก๊าซแอลพีจีที่ผลิตได้จากโรงแยกก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทยเป็นทรัพยากรธรรมชาติของคนไทยทุกคน และจัดสรรให้ภาคครัวเรือนได้ใช้ก่อน ในราคาตามต้นทุนที่แท้จริงและบวกกำไรที่เป็นธรรมอย่างเหมาะสมกับผู้ใช้และผู้ผลิต โดยไม่อิงราคาตลาดโลก และเมื่อเหลือจึงจัดสรรให้ภาคอื่นๆใช้ หากไม่พอให้ภาคอุตสาหกรรมทุกประเภทรับภาระการนำเข้าเอง รวมถึงให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติ เผยแพรรายงานต้นทุนประกอบการที่แท้จริงด้วย และขั้นสุดท้าย ให้ลดราคาก๊าซแอลพีจีภาคครัวเรือนที่ปัจจุบันราคาประมาณ 22.13 บาทต่อก.ก. ให้เหลือ 21.38 บาทต่อ ก.ก. ซึ่งเท่ากับราคาแอลพีจีของภาคขนส่ง ทั้งนี้ต้องกำหนดมาตรการป้องกันการลักลอบใช้ก๊าซแอลพีจีผิดประเภทและการลักลอบส่งขายต่างประเทศ
3.ยกเลิกโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสำเร็จรูปที่อิงราคาสมมติว่านำเข้าจากประเทศสิงคโปร์ ในส่วนของค่าพรีเมี่ยม เช่น ค่าขนส่ง, ค่าประกันภัย, ค่าความสูญเสียระหว่างการขนส่งจากประเทศสิงคโปร์มายังโรงกลั่นในประเทศไทย นอกจากนี้รัฐบาลต้องกำหนดราคาจำหน่ายเชื้อเพลิงสำเร็จรูป เช่น น้ำมันดีเซล, น้ำมันเบนซิน ตามราคาส่งออกจากประเทศไทยซึ่งกำหนดโดยกลไกตลาดโลกและให้บริษัทน้ำมันเผยแพร่รายงานต้นทุนที่แท้จริงของโรงกลั่นและโรงแยกก๊าซธรรมชาติ และ4. ให้ปรับปรุงโครงสร้างของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ โดยให้มีตัวแทนภาคประชาชนที่มีความรู้และดำเนินการศึกษาเรื่องดังกล่าว ไม่ใช่เป็นข้าราชการเกษียณ หรืออดีตรัฐมนตรีเข้าไปเป็นกรรรมการในสัดส่วนที่เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมต่อการกำหนดนโยบายและแผนพฒนาพลังงานของประเทศโดยตรง
ทั้งนี้ในแถลงการณ์ดังกล่าวได้ระบุถึงรายชื่อผู้ก่อตั้งกลุ่ม จปพ. จำนวน 11 คน ได้แก่ นายเดชรัตน์ สุขกำเนิด อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษมศาสตร์, นายประสาท มีแต้ม นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านข้อมูลพลังงาน, นายไพบูลย์ ช่วงทอง อาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี, นายศุภกิจ นันทะวรการ นักวิจัยมูลนิธินโยบายสุขภาวะ, นายสันติสุข โสภณศิริ กรรมการมูลนิธิเสถียรโกเศศ-นาคะประทีป, ม.ล.กร กสิวัฒน์ เกษมศรี นักวิชาการด้านพลังงาน, น.ส.จริยา เสนพงศ์ ผู้ประสานงานด้านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, นายธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการรณรงค์กรีนพีซเอเชียตะวันออกเฉียงใต้, นายอิฐบูรณ์ อ้นวงษา หัวหน้าศูนย์พิทักษ์สิทธิผู้บริโภค มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค, น.ส.รสนา โตสิตระกูล อดีตสว.กทม. และ น.ส.บุญยืน ศิริธรรม อดีตสว.สมุทรสงคราม ทั้งนี้ยังได้เปิดโอกาสให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมแสดงความเห็นและมีส่วนร่วมกับ จปพ. ผ่านช่องทาง www.facebook.com/กลุ่มจับตาปฏิรูปพลังงานไทย-Thai-Energy-Reform-Watch และ http://terwatch.wordpress.com
ในช่วงท้ายของการออกแถลงการณ์ น.ส.บุญยืน กล่าวว่าข้อเรียกร้องของจปพ. ไม่ใช่เพื่อให้ได้มาซึ่งของราคาถูก แต่เพื่อต้องการให้เกิดความเป็นธรรมกับอนาคตประชาชนผู้ใช้พลังงานและประเทศ รวมถึงเพื่อให้เกิดการปฏิรูปกลไกด้านพลังงานจากเดิมที่มีการผูกขาดอยู่กับฝ่ายผู้มีอำนาจ ทั้ง
ด้าน นายอิฐบูรณ์ กล่าวด้วยว่าอยากให้มีการทบทวนบทบาทของผู้ที่มีอำนาจที่เข้าไปมีส่วนเกี่ยวกับการกำกับหรือกำหนดนโยบายด้านพลังงาน หลังจากที่ทราบว่ามีผู้มีอำนาจบางคนได้เข้าเป็นกรรมการบริหาร (บอร์ด) ของคณะกรรมการที่เกี่ยวกับพลังงานด้วย ซึ่งทำให้ถูกมองได้ว่าการประกาศชะลอการขึ้นราคาก๊าซแอลพีจีนั้นเพื่อให้เกิดประโยชน์กับกลุ่มใดกันแน่ ระหว่างภาคครัวเรือนหรือปิโตรเคมี
ขณะที่น.ส.รสนา กล่าวว่าข้อเสนอเร่งด่วนต่อคสช.อย่างเป็นรูปธรรมนั้นจะได้ทำหนังสือถึงหัวหน้า คสช. อีกครั้ง ส่วนข้อเสนอดังกล่าวจะนำไปสู่การปฏิบัติหรือไม่ จปพ.จะได้ติดตามอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตามตนอยากให้การปฏิรูปพลังงานเป็นสิ่งที่เกิดจากการพูดคุย ด้วยข้อมูลที่เกี่ยวข้องบนหลักการของความถูกต้อง ไม่ใช่เป็นไปในแนวทางของประชานิยม ที่พลังงานมีราคาถูกเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงการไม่ผูกขาด
"หาก คสช.ต้องงการคืนความสุขให้ประชาชนต้องเร่งดูแลเรื่องปากท้องของประชาชน โดยให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย เราไม่ได้บอกว่าให้ผู้ทำธุรกิจไม่มีกำไร แต่การได้กำไรต้องอยู่บนพื้นฐานที่เหมาะสมไม่ใช่ผลักภาระของภาคธุรกิจทั้งหมดมาให้ประชาชน" น.ส.รสนา กล่าว








