วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

กกร.เสนอ3แนวทางฟื้นฟูประเทศ

กกร.เสนอ3แนวทางฟื้นฟูประเทศ กระตุ้นศก.-ช่วยเอสเอ็มอี-สร้างเชื่อมั่น

คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร. ) ซึ่งประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย เสนอมาตรการสำคัญ 3 ด้านต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) มีรายละเอียดดังนี้

กกร.เห็นถึงความสำคัญในการมีส่วนร่วมสนับสนุนการเร่งรัดการฟื้นฟูพัฒนาประเทศ จึงได้จัดทำข้อเสนอแนะและแนวทางในการดำเนินการเกี่ยวกับมาตรการสำคัญ 3 ด้าน ในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ให้การช่วยเหลือเอสเอ็มอี และ การเรียกความเชื่อมั่นที่มีต่อประเทศไทยกลับคืนมา ดังนี้

มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ

1) เร่งรัดการออกพระราชกฤษฎีกาขยายเวลาการลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ภาษีเงินได้นิติบุคคล และภาษีเงินได้บุคคล ธรรมดา ออกไปปี 2 ปี ซึ่งกกร.ได้จัดทำข้อเสนอไปยังรักษาการนายกรัฐมนตรี ที่ผ่านมา (เมื่อวันที่ 8 พ.ค. 2557) ซึ่งขณะนี้ กระทรวงการคลัง (กรมสรรพากร) อยู่ระหว่างการดำเนินการเพื่อนำเสนอต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)

2) เร่งรัดทบทวนการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ทั้งนี้ คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุนได้จัดประชุมคณะกรรมการฯ ครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 1 พ.ค. 2557 เพื่อพิจารณาวาระสำคัญในการอนุมัติส่งเสริมการลงทุนโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ที่รอการพิจารณาประมาณ 400 โครงการ วงเงินทุนรวมกว่า 660,000 ล้านบาท แต่เนื่องจากมีการรัฐประหาร ดังนั้น จึงควรเร่งรัดทบทวนการแต่งตั้งคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (ด้วยมีโครงการยื่นขอบีโอไอ ค้างอยู่กว่า 700,000 ล้านบาท)

3) เร่งการเจรจาเขตการค้าเสรี เพื่อกระตุ้นกิจกรรมภาคการส่งออก โดยเฉพาะกับสหภาพยุโรป (Thai-EU FTA) รวมทั้ง การเริ่มเจรจา FTA กับประเทศที่มีศักยภาพสำหรับการส่งออกและการลงทุนของไทย เช่น ปากีสถาน เป็นต้น

4) การจัดตั้งคณะกรรมการภาครัฐและเอกชน เพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (หรือ กรอ.) เพื่อเป็นกลไกการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน

มาตรการเพื่อช่วยเหลือเอสเอ็มอี

กกร. เห็นถึงความสำคัญในการทำงานร่วมกันระหว่างบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ภายใต้กระทรวงการคลังและธนาคารพาณิชย์เพื่อเป็นกลไกหลักที่สำคัญในการช่วยเหลือ SMEs ให้เข้าถึงแหล่งเงินทุน เนื่องจากผู้ประกอบการเอสเอ็มอีประสบปัญหาสภาพคล่องเนื่องจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจ

กกร.เห็นว่าการปล่อยสินเชื่อให้ได้ถึงผู้ประกอบการได้เร็วที่สุด คือการปล่อยสินเชื่อผ่านธนาคารพาณิชย์ ในช่วงสภาวะที่เศรษฐกิจที่ไม่แน่นอนซึ่งรัฐบาลรักษาการมีปัญหาการจัดสรรงบประมาณ สมาคมธนาคารไทยและกระทรวงการคลัง ได้ร่วมมือกัน จัดหาสถาบันการเงินระหว่างประเทศเพื่อเข้าร่วมค้ำประกันสินเชื่อกับ บรรษัทประกันสินเชื่อขนาดย่อม (บสย.) ให้สามารถเพิ่มระดับการค้ำประกันจากเดิมค้ำประกันความสูญเสียจากโครงการ บสย. ที่ระดับสูงสุดที่ 18% เป็น 50%

เนื่องจากปัจจุบัน ประเทศไทยมีรัฐบาลที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เต็มที่แล้วและไม่มีข้อจำกัดเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณ กกร.จึงเห็นควรให้มีการเสนอต่อ คสช. เป็นการเร่งด่วน เพื่อพิจารณาให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณที่จำเป็นให้แก่บสย.โดยตรง เพื่อเพิ่มระดับการค้ำประกันความสูญเสียจากระดับสูงสุด 18% เป็น 50% เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการเร่งรัดบรรเทาความเดือนร้อนของผู้ประกอบการเอสเอ็มอี

เร่งสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย

กกร. ยังเห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย โดยการดำเนินการประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจกับนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติ เพื่อเร่งฟื้นฟูและสร้างความ เชื่อมั่นกลับคืนมา ซึ่งภาคเอกชนสามารถดำเนินการได้เองผ่านทางคู่ค้าในประเทศต่างๆ

นอกจากนี้ภาคเอกชนจะนำคณะภาคเอกชนไทย เดินทางเยือนประเทศต่างๆ เพื่อร่วมประชุมและเจรจาธุรกิจ การค้าการลงทุน ตลอดจน เพื่อเป็นการกระชับความสัมพันธ์ทางธุรกิจ การค้า และการลงทุน รวมทั้ง เพื่อชี้แจงสถานการณ์และการสร้างความเชื่อมั่นต่อประเทศไทย เช่น เวทีการประชุม Asian Business Summit (ABS) ครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 14-15 ก.ย. 2557 ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ ซึ่งจะมีนักธุรกิจชั้นนำ จาก 11 ประเทศในเอเชียเข้าร่วมประชุมกว่า 150 คน การนำคณะภาคเอกชนไทยเยือนประเทศต่างๆ เช่น ปากีสถาน เวียดนาม เป็นต้น

กกร. ยังได้สรุปภาพรวมภาวะตลาดเงินตลาดทุนจนถึงสิ้นเดือนที่ หลังจากคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้เข้าดำเนินการยุติความขัดแย้งทางการเมืองและหาทางออกเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป ว่า การดำเนินการดังกล่าว ผลกระทบต่อตลาดการเงิน ดังนี้

ค่าเงินบาทอ่อนค่าลงทันที 0.6% จาก 32.4 บาทต่อดอลลาร์ สู่ระดับ 32.6 บาทต่อดอลลาร์ แต่จบวันอ่อนตัวลงเพียง 0.4%

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดตลาดร่วงลงทันที 27.5 จุด แต่ปรับดีขึ้นระหว่างวันมาปิดที่ 1,396.84 จุด หรือลบ 0.6% จากวันก่อนหน้า และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลมีการเปลี่ยนแปลงไม่มาก

การปรับตัวของตลาดเงินตลาดทุน ถือว่าดีกว่าการรัฐประหารในปี 2549 ซึ่งเงินบาทอ่อนลง 1.3% และดัชนีตลาดหลักทรัพย์ลดลง 1.3%

อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดพบว่า ปฎิกิริยาจากตลาดหุ้นไทยเป็นบวก โดย ณ วันที่ 30 พ.ค. 2557 โดยดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดที่ 1,415.73 จุด สูงกว่าเมื่อวันที่ 21 พ.ค. ก่อนเกิดการรัฐประหาร ซึ่งตลาดปิดที่ 1402.92 จุด และสูงกว่าวันที่ 19 พ.ค. ก่อนวันประกาศกฎอัยการศึก ซึ่งตลาดปิดที่ 1410.63 จุด