วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

RS

เดือน มิ.ย. เก็งกำไรบอลโลก แต่ครึ่งปีหลังยังเสี่ยง

ประเด็น

เข้าสู่เดือน มิ.ย. เตรียมรับปัจจัยบวกจากเทศกาลบอลโลก (12 มิ.ย.-13 ก.ค.) ที่ RS เป็นผู้บริหารลิขสิทธิ์การถ่ายทอดสด 64 แมชต์ เบื้องต้นผู้บริหาร RS ระบุว่าสามารถขายสปอนเซอร์ได้แล้วเกือบ 500 ล้านบาท ใกล้เคียงกับรอบที่แล้ว นอกจากนี้ ยังมีรายได้จากการขายสิทธิ์ต่อให้กับ PSI และ AIS รวมทั้งโครงการคาดว่าจะมีรายได้กว่า 600 ล้านบาท และคาดว่าจะมีกำไรราว 85 ล้านบาท (รับรู้ในงวด 2Q57F 90%) ซึ่งยังไม่รวมโอกาสที่ RS จะสามารถขายกล่องรับสัญญาณดาวเทียมบอลโลก (หรือ Sunbox) เพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ กรณีฟ้องร้องกับ กสทช. ประเด็นกฎ Must Have ยังอยู่ระหว่างรอคำตัดสินของศาลอุทธรณ์ซึ่งจะมีผลกระทบต่อโอกาสการขายกล่อง Sunbox แต่ไม่ส่งผลกระทบต่อรายได้จากการขายสปอนเซอร์และการขายสิทธิ์ให้ PSI และ AIS มูลค่ารวมประมาณ 600 ล้านบาท

ผลกระทบและความเห็น

คาดกำไรงวด 2Q57F ฟื้นตัวโดดเด่น จากงวด 1Q57 ที่มีผลขาดทุน 5 ล้านบาท เราประเมินว่า RS จะมีกำไรจากการบริหารลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกรวม 80 ล้านบาท ซึ่งจะรับรู้ในงวด 2Q57F ประมาณ 70 ล้านบาท รวมกับธุรกิจหลัก (เพลงและสื่อทีวีและวิทยุ) ที่คาดว่าจะฟื้นตัวดีขึ้นจากการเป็นช่วงไฮซีซั่น คาดงวด 2Q57F RS จะมีกำไรสุทธิกว่า 146 ล้านบาท ทั้งนี้ ภายใต้สมมติฐานว่า RS จะสามารถขายกล่อง Sunbox ได้จำนวน 3 แสนกล่อง จาก ณ ปัจจุบันสามารถขายได้แล้วประมาณ 1 แสนกล่อง

แต่งวดครึ่งปีหลังยังเสี่ยง จากธุรกิจเพลงซึ่งเป็นธุรกิจหลักมีแนวโน้มหดตัวรุนแรงกว่าคาด งวด 1Q57 มีรายได้หดตัวกว่า 58% YoY จากผลกระทบของภาวะเศรษฐกิจและเป็นไปตามการเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภค และงวดครึ่งปีหลัง RS จะมีต้นทุนเพิ่มจากการลงทุนทีวีดิจิทัลเข้ามาราว 60 ล้านบาท ขณะที่การเติบโตของรายได้ยังไม่แน่นอน เราคาดงวด 2H57F RS จะมีกำไรอยู่ที่ 161 ล้านบาท ลดลง 26% YoY

คำแนะนำและเหตุผล

ระยะสั้นเก็งกำไร แต่ระยะยาวระมัดระวัง เรามองว่าในช่วงเดือน มิ.ย. หุ้น RS จะได้ปัจจัยหนุนจากการแข่งขันบอลโลกที่จะทำให้มีกำไรเติบโตโดดเด่นในงวด 2Q57F หากประเมินมูลค่าหุ้นตามประมาณการกำไรปี 2557F ของผู้บริหารที่ 450 ล้านบาท ด้วย P/E กลุ่ม Media ที่ 20 – 25 เท่า จะอยู่ที่ 8.80 – 11.00 บาท แต่อย่างไรก็ดี หลังจากสิ้นสุดการแข่งขันฟุตบอลโลกแล้วเราคาดว่าหุ้น RS จะถูกกดดันจากความกังวลของธุรกิจเพลงที่หดตัวมากกว่าคาด และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการลงทุนทีวีดิจิทัล เราจึงยังคงมูลค่าเหมาะสมที่ 8.10 บาท ประเมินด้วยวิธีคิดลดกระแสเงินสด (WACC 12% Terminal Growth 5%) คงคำแนะนำ “ถือ”