วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ภารกิจช่วยเด็กช่างสร้างชาติ 'มูลนิธิเอสซีจี'

ความขาดแคลนของบุคลากรสายช่างอุตสาหกรรมยังคงสวนทางกับ ค่านิยม ของผู้ปกครองรวมถึงเด็กไทยที่มองอาชีพนี้ไปในแง่ลบ

เป็นเส้นทางเดินยังคงไม่มาบรรจบกัน ระหว่าง "ดีมานด์" กับ "ซัพพลาย"

เพราะช่างถูกมองเป็นงานที่เหนื่อยและหนักไม่ได้นั่งสบายอยู่ในห้องแอร์ มิหนำซ้ำคงไม่มีโอกาสขยับขึ้นเป็นผู้บริหารระดับสูงขององค์กร รวมถึงข่าว "ยกพวกตีกัน" ที่ถูกตีแผ่จากสื่อมากมาย ที่ผ่านมาเด็กที่เรียนสายช่าง จึงถูกมองเป็นเด็กหางแถว เด็กหลังห้องที่ไร้โอกาส จนถึงขั้นเป็นบุคคลที่ไร้ตัวตน

อย่างไรก็ดีมีข้อมูลของ สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ระหว่างปี 2550-2553 พบว่ากว่า 60% ของผู้ที่สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เลือกที่จะศึกษาต่อในสายสามัญ (ม.4 - ม.6) เพื่อที่จะก้าวเข้าสู่รั้วมหาวิทยาลัย แต่เมื่อสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีแล้วกลับไม่มีงานรองรับอย่างเพียงพอ ทำให้เกิดสถิติการว่างงานเพิ่มขึ้นในทุกๆ ปี ต่างจากผู้สำเร็จการศึกษาอาชีวะ โดยเฉพาะสาขาช่าง

ที่เป็นที่ต้องการของตลาดแรงงานอย่างมาก

สอดคล้องกับข้อมูลจาก กองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ระหว่างปี 2550 - 2554 พบว่าประเทศไทยมีความต้องการแรงงานที่จบการศึกษาระดับ ปวช. - ปวส. มากกว่าแรงงานที่จบการศึกษาระดับปริญญาตรีหรือสูงกว่า ถึง 2.5 เท่า

ขณะที่ "ถาวร ชลัษเฐียร" รักษาการเลขาธิการ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวถึงภาพรวมความต้องการบุคลากรในสายช่างอุตสาหกรรมว่า จากการที่อัตราค่าแรงขั้นต่ำปรับขึ้นเป็น 300 บาท ส่งผลให้ทุกกลุ่มอุตสาหกรรมจำเป็นต้องปรับขบวนการผลิต โดยหันมาใช้เทคโนโลยีแทนการใช้แรงงานระดับล่างมากขึ้น จึงมีความต้องการบุคลากรช่างอุตสาหกรรมในสายงานการผลิตที่มีทักษะและสามารถควบคุมขบวนการผลิตมากขึ้น ตามไปด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้จบสาขาช่างอุตสาหกรรม ในระดับ ปวช. - ปวส.

ทั้งหมดเป็นการตอกย้ำว่าในความเป็นจริง นอกจากจะเป็นอาชีพที่หางานได้ง่ายแสนง่ายแล้ว รู้หรือไม่ว่าอาชีพช่างก็มีโอกาสสร้างเนื้อสร้างตัวขยับขึ้นเป็นผู้ประกอบการหรือเจ้าของกิจการได้โดยง่ายเช่นกัน และในสังคมไทยนั้นมีกรณีศึกษาของผู้ที่เรียนจบสายช่างแล้วประสบความสำเร็จ มีกิจการใหญ่โต มีพนักงานภายใต้การดูแลจำนวนเป็นหลักร้อยกระทั่งหลักพันอยู่จำนวนไม่น้อยเลย

ดังนั้นในปี 2556 ที่ผ่านมามูลนิธิเอสซีจี จึงคิดริเริ่ม "โครงการเด็กช่างสร้างชาติ" โดยมอบทุนการศึกษาจำนวน 500 ทุนสำหรับเด็กที่เรียนช่างสาขาอุตสาหกรรมโดยเฉพาะ

เป็นการต่อยอดโครงการที่ชื่อว่า "SCG Sharing the Dream" ซึ่งก่อตั้งเมื่อปี 2524 และมอบทุนการศึกษาแก่เด็กและเยาวชนตั้งแต่ระดับประถมศึกษาจนถึงปริญญาตรีที่มีความประพฤติดี มุ่งมั่นตั้งใจ แต่ขาดทุนทรัพย์ เฉลี่ยปีละ 4,000 ทุน

"สุวิมล จิวาลักษณ์" กรรมการและผู้จัดการมูลนิธิเอสซีจี กล่าวว่า โครงการเด็กช่างสร้างชาติ เกิดจากการทบทวนภารกิจต่างๆที่มูลนิธิได้ทำไป ซึ่งแน่นอนการมอบทุนการศึกษาให้เด็กเรียนจบระดับปริญญาตรีเป็นเรื่องที่ดี ทว่ากลับไม่ได้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดแรงงานอย่างแท้จริง มีความจำเป็นต้องเพิ่มทุนการศึกษาให้เด็กที่เรียนสายช่าง ในหมายเหตุที่ว่าไม่ได้ตัดทิ้งทุนการศึกษาปริญญาตรีคือยังคงดำเนินคู่ขนานกันไป

ซึ่งในปี 2557มูลนิธิเอสซีจีจะเพิ่มทุนให้โครงการเด็กช่างสร้างชาติเป็น 750 ทุน เพื่อขยายโอกาสให้กว้างขวาง ในที่นี้ยังหมายถึงการสร้าง "ช่างน้ำดี" ป้อนให้กับตลาดอุตสาหกรรมประเทศไทยอีกด้วย โดยภายในปี 2560 คาดว่าจะมีจำนวนช่างจากโครงการดังกล่าวถึง 1,500 คน

ช่างในโครงการนี้จะต้องเป็นที่หนึ่งบนเวทีประกวดระดับโลก อีกทั้งช่างไทยต้องเก่งแบบเหนือเมฆ แม้การเปิดประตูประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะทำให้มีคนต่างชาติทะลักเข้ามายื้อแย่งงานก็ตาม แต่ช่างไทยจะต้องเป็นหัวหน้าเป็นผู้ควบคุม นี่คือความมุ่งหวังของมูลนิธิเอสซีจี

และไม่ได้เป็นฝันใหญ่ที่ไกลเกินจริง เพราะโครงการเด็กช่างสร้างชาตินั้นมีกระบวนการที่ช่วยพัฒนาศักยภาพให้เด็กๆ เป็นคนเก่งที่ทั้ง "รู้ลึก" (ทักษะช่าง)และ "รู้กว้าง" (ความรู้รอบตัว ภาษาอังกฤษ เป็นต้น) พร้อมๆกับการบ่มเพาะให้พวกเขาเป็น "คนดีมีจิตอาสา" ทั้งนี้ทั้งนั้นสุวิมลบอกว่า ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้จริงย่อมต้องอาศัยพันธมิตร ที่เป็นองค์กรธุรกิจชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน (รับเข้าฝึกงาน ส่งผู้เชี่ยวชาญมาฝึกอบรม ฯลฯ)

การหว่านพืชกว่าจะเห็นผลย่อมต้องอาศัยระยะเวลาเช่นเดียวกับโครงการนี้กว่าจะเห็นผลลัพธ์ต้องรอคอยเด็กจบการศึกษาในอีก 4-5 ข้างหน้า ซึ่งการวัดผลที่ชัดเจนเป็นเรื่องเกรดและจำนวนเด็กที่เรียนจบจริงๆ นอกจากนั้นมูลนิธิฯยังวางแผนว่าจะนำเด็กที่จบจากโครงการที่อยู่ในระดับหัวกะทิมาเป็นโรลโมเดลเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กรุ่นหลังๆ ให้รับรู้ว่าอาชีพช่างสามารถยืนในสังคมได้อย่างสง่างามเช่นกัน

--------------------------------------

เงื่อนไขโครงการ

เปิดโอกาสให้นักเรียนที่จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่สามารถเข้าศึกษาต่อระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) สาขาช่างอุตสาหกรรม ในปีการศึกษา 2557 ได้เป็นที่เรียบร้อย หากเรียนต่อสาขาช่างกลโรงงาน, ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ หรือช่างยนต์จะได้รับการพิจารณาเป็นพิเศษ มีความขยันหมั่นเพียร มีเกรดเฉลี่ยสะสม (GPA) ม.1-ม.3 ไม่ต่ำกว่า 2.7 ซึ่งจะพิจารณาควบคู่ไปกับผลคะแนน O-NET ประจำปีการศึกษา 2556

สิทธิประโยชน์ที่นักเรียนทุนเด็กช่าง สร้างชาติ จะได้รับ

-การส่งเสริมให้ได้เข้าฝึกงานกับหน่วยงานต่างๆและโอกาสฝึกงานในประเทศต่างๆในกลุ่มอาเซียน

-การเข้าร่วมกิจกรรมเสริมสร้างจิตอาสา และการทำสาธารณประโยชน์

-การเสริมทักษะวิชาการที่จำเป็น เช่น ภาษาอังกฤษ

-การสนับสนุนให้เข้าสอบวัดระดับช่างฝีมือ ของกรมแรงงานฯ เพื่อส่งเสริมทักษะอาชีพ

ข้อดีของการเรียนอาชีวะ สาขาช่างอุตสาหกรรม

-การศึกษาอาชีวะใช้ระยะเวลาเรียนที่สั้นกว่า (เรียน ปวช = 3 ปี เรียน ปวส = 2 ปี รวม 5 ปี / การเรียนสายสามัญ ม. ปลาย = 3 ปี, มหาวิทยาลัย = 4 ปี รวม 7 ปี)

-มีโอกาสหารายได้พิเศษไปพร้อมๆ กับการฝึกทักษะวิชาชีพระหว่างเรียน ทำให้มีประสบการณ์ในการทำงานจริง

-หางานง่าย เป็นเจ้าของกิจการได้ มีทักษะอาชีพติดตัว โยกย้ายไปทำงานต่างประเทศได้ง่าย มีรายได้สูง โดยเฉพาะเป็นช่างทักษะฝีมือแรงงาน

-อาชีวศึกษามีหลักสูตรหลากหลายให้เลือกตามความถนัด เน้นภาคปฏิบัติมากกว่าทฤษฎี สามารถเรียนต่อ ปริญญาตรี-โท-เอก ได้

-สร้างคนให้มีความรับผิดชอบ อดทน และมีความละเอียดรอบคอบ

รายละเอียดทุนเด็กช่าง สร้างชาติ

1.ระดับ ปวช. สาขาช่างอุตสาหกรรม จะทุนศึกษาแรกเข้า ปีการศึกษาละ 20,000 บาท

เมื่อจบการศึกษาในแต่ละปี จะพิจารณาให้ทุนตามผลการเรียน ดังนี้

-GPA 2.70 ขึ้นไปจะได้รับทุน 20,000 บาท

-GPA 2.50-2.69 จะได้รับทุน 15,000 บาท

2.ระดับ ปวส. สาขาช่างอุตสาหกรรม จะได้รับทุนต่อเนื่อง โดยพิจารณาจาก(GPA) ปวช.1-ปวช.3

-GPA 2.70 ขึ้นไจะได้รับทุน 25,000 บาท

-เกรดเฉลี่ย 2.50-2.69จะได้รับทุน 20,000 บาท

** ทั้ง ปวช และ ปวส หาก GPA ต่ำกว่า 2.50 มูลนิธิฯ จะยกเลิกการให้ทุน โดยพิจารณาเป็นกรณีๆ ไป

น้องๆ ที่สนใจสมัครขอรับทุนสามารถเข้าไปดูกติกาเงื่อนไขการสมัครพร้อมดาวน์โหลดใบสมัครที่ www.scgfoundation.org ตั้งแต่วันนี้ - วันที่ 30 พฤษภาคม 2557 หรือสอบถามเพิ่มเติม โทร. 0 2586 3446 หรือ คลิก www.facebook.com/SCGFoundation.scholarship