ชี้ไร้รัฐบาลประเทศ'อ่วม' จี้ทุกฝ่ายเร่งหาทางออก สินค้าอุปโภคบริโภคปรับแผน ประคองตัว รักษาฐานทางตลาด ชะลอลงทุน
ภาคธุรกิจเรียกร้องทุกฝ่ายร่วมหาทางออกประเทศ ห่วงการเมืองยังหาทางออกไม่ได้ ประเทศเข้าสู่ภาวะไร้รัฐบาลในปีนี้ ส่งผลกระทบความเชื่อมั่นอย่างหนัก ด้าน'ศุภวุฒิ'คาดจีดีพีปีนี้โต 1.1% จากภาคส่งออก เลิกหวังลงทุน-บริโภคในประเทศ ขณะกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคประคองตัว รับกำลังซื้อหดจากผู้บริโภคไม่เชื่อมั่น-ไร้งบภาครัฐกระตุ้น
ตัวแทนรัฐบาลและคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นัดหารือวันเลือกตั้งวันนี้ (14 พ.ค.) แต่ภาคธุรกิจยังไม่มั่นใจว่าจะเกิดขึ้นและสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ทันในปีนี้ ซึ่งจะเป็นสถานการณ์ส่งผลกระทบต่อประเทศอย่างหนัก โดยเฉพาะความเชื่อมั่นในสายตาชาวต่างชาติ
นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่าผู้ที่เกี่ยวข้องทุกๆ ฝ่ายต้องร่วมกันหาทางออกให้กับประเทศ โดยมองประโยชน์โดยรวมของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง จะทำให้ได้ทางออกและคำตอบที่ดีที่สุด ซึ่งที่ผ่านมาทุกฝ่ายต่างก็มีประสบการณ์และเห็นการปรับเปลี่ยนของสถานการณ์มาตามลำดับอยู่แล้ว
“หากไม่มีรัฐบาลจะทำให้ประเทศสะดุด ทั้งความเชื่อมั่นนักลงทุน นักท่องเที่ยว การบริโภค การจับจ่ายได้รับผลกระทบ เราคาดหวังในสิ่งที่ดีขึ้นและมีทางออกที่ดีเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศได้เร็วที่สุด”
ในฐานะภาคธุรกิจภายใต้ปัญหาการเมืองขณะนี้ เห็นว่าต้องหารูปแบบและแนวทางขยับตัวไปตามสถานการณ์ พร้อมมุ่งสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับประเทศไทย อย่างการลงทุนต่อเนื่องของภาคเอกชนรายใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นการเปิดบริการลักชัวรี่มอลล์ขนาดใหญ่ “เซ็นทรัล เอ็มบาสซี” ของกลุ่มเซ็นทรัล และแผนการลงทุนของกลุ่มเดอะมอลล์ มูลค่ากว่า 5 หมื่นล้านบาท เป็นหนึ่งในกลไกเรียกความเชื่อมั่นคู่ค้า นักลงทุนได้มองเห็นโอกาสและศักยภาพประเทศไทยได้เป็นอย่างดี
นายฐาปน กล่าวต่อว่า สำหรับผลประกอบการช่วง 4 เดือนที่ผ่านมาของกลุ่มไทยเบฟ ถือว่าเอาตัวรอดและประคับประคองได้ ไม่ต่ำกว่าเป้าหมายมาก อยู่ในภาวะที่ทุกคนเข้าใจ
ฉุดเชื่อมั่นวูบ ‘ประเทศย่ำแย่’
เช่นเดียวกับ นายทศ จิราธิวัฒน์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท กลุ่มเซ็นทรัล จำกัด กล่าวว่า ความขัดแย้งทางการเมืองขณะนี้ทำให้ประเทศเสียหาย ย่ำแย่มากๆ ต้องทำให้เกิดการประนีประนอมโดยเร็วที่สุด
“หากประเทศไม่มีรัฐบาลเป็นอะไรที่แย่มากสำหรับไทยซึ่งมีศักยภาพสูงสุดในภูมิภาค แต่ทำไมถึงเป็นแบบนี้”
หากสถานการณ์ทางการเมืองไม่คลี่คลายและไม่สามารถมีการเลือกตั้ง จัดตั้งรัฐบาลได้ ส่งผลกระทบความเชื่อมั่นต่างชาติต่อประเทศมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ตาม ภาคธุรกิจจำเป็นต้องประคับประคองสถานการณ์เดินหน้าต่อไป โดยปีนี้กลุ่มเซ็นทรัลยังคงยึดแผนลงทุนเดิมภายใต้งบประมาณกว่า 4.4 หมื่นล้านบาท ในการขยายกิจการค้าปลีก ศูนย์การค้า โรงแรม ร้านอาหาร ฯลฯ ทั้งในและต่างประเทศ ยังไม่มีการปรับแผนลงทุน
"ศุภวุฒิ"คาดฉุดเศรษฐกิจไทยโต1.1%
นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวิจัย บล.ภัทร กล่าวว่ามีความเป็นไปได้สูงที่การเลือกตั้งจะถูกเลื่อนออกไปจนถึงปลายปี และทำให้การจัดตั้งรัฐบาลอาจไม่ทันภายในปีนี้ ซึ่งในกรณีนี้ จะส่งผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมองว่าเศรษฐกิจไทยกรณีที่ไม่มีรัฐบาลทั้งปีเติบโตได้เพียง 1.1%
“คิดว่าการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่กำหนดไว้ในวันที่ 20 ก.ค.นี้ ต้องเลื่อนออกไปแน่นอน เพราะกกต.บอกแล้วว่า อาจต้องเลื่อนวันเลือกตั้งออกไปก่อน แม้แต่ตอนนี้ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่เลยว่า คุณนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รักษาการนายกรัฐมนตรี สามารถยื่นทูลเกล้าฯ ร่างพ.ร.ฎ.การเลือกตั้ง (พ.ร.ฎ.แก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้ง ส.ส. เป็นการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. ...) ได้หรือไม่” นายศุภวุฒิ กล่าว
แต่นายศุภวุฒิ มองว่าแม้จะได้รับผลกระทบจากการเมือง แต่เศรษฐกิจไทยปีนี้ คงไม่เลวร้ายถึงขั้นเดินเข้าสู่ภาวะถดถอย แม้การบริโภคและการลงทุนปีนี้ยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะภาคการลงทุน มีความเป็นไปได้สูงที่จะติดลบ แต่สามารถชดเชยได้จากภาคการส่งออกที่แนวโน้มเศรษฐกิจโลกเริ่มดีขึ้นตามลำดับ
“ตัวเลข 1.1% เรามองว่ามาจากภาคการส่งออกเป็นหลัก แม้ไตรมาสแรกจะติดลบ แต่แนวโน้มจะดีขึ้นมากช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่การบริโภคและการลงทุนยังไม่ดีนัก โดยการบริโภคจะเห็นว่า ระดับหนี้ครัวเรือนของเราสูง ขณะที่การลงทุนปีนี้ มีโอกาสติดลบด้วย และนอกจากภาคการส่งออกแล้ว ก็ยังไม่เห็นว่าจะมีภาคเศรษฐกิจไหน ช่วยประคับประคองการเติบโตเศรษฐกิจไทยได้” นายศุภวุฒิกล่าว
ทั้งนี้ บล.ภัทร ประเมินแนวโน้มการเติบโตของภาคการส่งออกไทยไว้ที่ 3.5% แม้ไตรมาสแรกตัวเลขการส่งออกจะติดลบเล็กน้อย แต่จะเริ่มดีขึ้นในไตรมาส 2 ส่วนไตรมาส 3 และไตรมาส 4 จะเป็นไตรมาสที่การส่งออกฟื้นตัวได้ชัดเจน
เชื่อมีเลือกตั้ง-รัฐบาลอายุสั้น
นายศุภวุฒิ เชื่อว่าท้ายที่สุดแล้วประเทศคงต้องมีการเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาลขึ้นได้ แต่เป็นรัฐบาลที่มาบริหารประเทศในช่วงเวลาสั้นๆ 12-18 เดือน โดยรัฐบาลชุดนี้ มุ่งเน้นการสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูปทางการเมือง โดยการแก้ไขรัฐธรรมนูญเต็มฉบับ และนำร่างแก้ไขดังกล่าวไปสู่การลงประชามติ ปัญหา คือ กระบวนการดังกล่าว ต้องใช้เวลานาน และร่างแก้ไข อาจไม่ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนได้ ทำให้ต้องกลับมาตั้งต้นใหม่
นอกจากนี้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งครั้งต่อไป ไม่สามารถจะกระตุ้นเศรษฐกิจได้มากนัก หากเสนอมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น รัฐบาลอาจถูกตำหนิว่า เป็นการดำเนินนโยบายประชานิยม ควรให้การปฏิรูปทางการเมืองที่จำกัดขอบเขตของนโยบายดังกล่าว ได้รับความเห็นชอบจากประชาชนเสียก่อน
นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ทางออกเดียวที่น่าจะทำให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวกลับมาได้อย่างจริงจัง นั่นคือ ทุกฝ่ายควรลงเลือกตั้งและเคารพเสียงของประชาชน
“ถ้าจะให้เศรษฐกิจไทยฟื้นกลับมาได้เร็ว การเมืองต้องไปตกลงกันให้ได้ว่าจะเอาการเลือกตั้ง หรือเอานายกคนกลาง กรณีนี้ผมเกรงว่า ถ้าเอานายกคนกลาง สถานการณ์จะยิ่งหนักกว่าเดิม เพราะอีกฝ่ายคงไม่ยอม ปัญหาก็ไม่จบ” นายศุภวุฒิ กล่าว
ไม่มีรัฐบาลกระทบเบิกจ่ายรัฐ
สำหรับกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค ได้ปรับกลยุทธ์ทางธุรกิจไปก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ก็ยังวิตกมากขึ้นจากสถานการณ์การเมือง หากไม่สามารถเลือกตั้งและตั้งรัฐบาลใหม่เข้ามาบริหารประเทศได้ในปีนี้
นายอลงกรณ์ ชูจิตร รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท แอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ “แอลจี” กล่าวว่าหากภายใต้สมมติฐานปีนี้ไม่มีรัฐบาลและไม่มีการเลือกตั้ง ส่วนตัวมองว่าจะกระทบกับการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐ ซึ่งถือเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงมาก เพราะใกล้ถึงช่วงจัดเตรียมงบประมาณปี 2558
"หากมองในเชิงภาพรวมธุรกิจ ทุกวันนี้ธุรกิจต่างๆ อยู่ในสภาพที่ไม่สู้ดีนัก สิ่งที่ทำได้จะต้องประคองตัว เพื่อรักษาฐานการตลาดของตัวเองไว้ ขณะที่นักลงทุนจะลงทุนน้อยลง เพราะไม่มีความชัดเจนในเรื่องต่างๆ"
สำหรับตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้า นายอลงกรณ์ กล่าวว่าได้รับผลกระทบพอสมควร เพราะในไตรมาสแรกเติบโตทรงตัว ขณะที่ไตรมาส 2 ผ่านมาได้ 1 เดือนยังไม่สู้ดีนัก ส่วนไตรมาส 3 ไม่ต้องพูดถึงเพราะเป็นช่วงโลว์ซีซั่น แต่เชื่อว่าจะได้รับแรงขับเคลื่อนจากไตรมาส 4 เพราะเป็นช่วงของเทศกาล ซึ่งช่วยกระตุ้นอารมณ์การจับจ่ายของผู้บริโภคขึ้นมาบ้าง และอาจจะดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตามหากมองทั้งปีเชื่อว่าภาพรวมตลาดไม่น่าจะเติบโต
ธุรกิจต้องช่วยเหลือตัวเอง
ด้านนายบุญฤทธิ์ มหามนตรี ประธานกรรมการ บริษัท ไลอ้อน (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภคในเครือสหพัฒน์ มองว่าการเมืองกับธุรกิจต่างคนต่างเดิน และเชื่อว่าไม่มีอะไรต้องเปลี่ยนแปลงหรือปรับแผนธุรกิจ เพราะสถานการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมานานพอสมควร
ขณะที่ภาคธุรกิจจะต้องช่วยเหลือตัวเอง ซึ่งนักลงทุนที่คุ้นเคยกับประเทศไทยก็ยังคงลงทุนในไทยต่อเนื่อง ส่วนที่ไม่คุ้นเคยจะต้องระมัดระวัง ต้องศึกษา และมองอะไรให้ชัดเจนยิ่งขึ้น
เช่นเดียวกับนาย นายมาร์คอส เพอร์ตี้ กรรมการผู้จัดการ จีเอ็ม ประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์การเมืองของไทยที่ไม่ปกตินั้นเกิดขึ้นระยะหนึ่งแล้ว แต่ก็ไม่มีผลต่อการตัดสินใจทำธุรกิจในไทย ซึ่งเห็นได้จากยังลงทุนอย่างต่อเนื่อง เช่น การลงทุนโรงงานผลิตเครื่องยนต์ การลงทุนพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่ ทั้งโคโลราโด และเทรลเบลเซอร์ ช่วงปลายปีที่ผ่านมา และการยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนในโครงการอีโค คาร์ รุ่น 2 ช่วงปลายเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา
“จีเอ็มให้ความสำคัญกับฐานการผลิตไทย เป็นฮับ การผลิต การขาย และส่งออก ในภูมิภาคอาเซียน เรายืนยันว่ายังมั่นใจไทยเหมือนเดิม เรามีวิสัยทัศน์ระยะยาว วางแผนธุรกิจด้วยการมองไปในอนาคต ไม่ได้มองในระยะสั้นๆ”
นายเพอร์ตี้ กล่าวว่า แม้สถานการณ์ในปัจจุบัน ซึ่งเศรษฐกิจชะลอตัว และยอดขายรถยนต์หดตัวอย่างรุนแรง 46% ในช่วงไตรมาสแรกที่ผ่านมา แต่หากดูทิศทางยอดขายของเชฟโรเลต ก็จะเห็นได้ว่ามีการพัฒนาขึ้น โดยเดือนมี.ค.มียอดขายที่ดีกว่าก.พ. 40% เดือน เม.ย.ดีกว่าเดือน มี.ค. 3% และเชื่อว่าเดือน พ.ค.นี้ จะมียอดขายที่ดีขึ้น
อสังหาฯพลิกแผน2การเมืองแรง
นายวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานกลยุทธ์การตลาด บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) กล่าวว่า ปัญหาการเมืองส่อบานปลายในขณะนี้ ต้องดูใน 2 ประเด็น คือ การเมืองยืดเยื้อต่อไปนานเท่าไร ซึ่งตอนนี้ผ่านมาแล้ว 6 เดือน กับ มีเหตุการณ์รุนแรงหรือไม่ แต่ไม่ว่าเหตุการณ์จะเป็นแบบไหนก็ล้วนส่งผลต่อภาพรวมเศรษฐกิจ การชะลอลงทุนของภาคเอกชน รวมถึงการลงทุนของต่างชาติที่จะเข้ามาลดลง ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นผลกระทบในวงกว้างมากขึ้นแล้ว
อย่างไรก็ตาม บริษัทจะยังคงแผนลงทุนเดิม เพราะเป็นการแผนงานด้วยภาพอนาคต (Scenario Planning) โดยใช้สมมติฐานความไม่แน่นอนการเมือง แต่สิ่งที่ต้องปรับคือ กระบวนการบริหารจัดการ โดยจะมีการประชุมทุกอาทิตย์ เพื่อประเมินสถานการณ์ให้สอดคล้องกับตลาด พร้อมกับการใช้ “พอร์ต แมนเนจเม้นท์” หรือการบริหารความเสี่ยง โดยการบริหารพอร์ตลงทุนระหว่างโครงการแนวราบ และแนวสูง ให้มีความสมดุลกัน เพราะโครงการแนวสูงจะมีความเสี่ยงแง่การลงทุนสูงกว่า
“สิ่งสำคัญต้องหันกลับมาดูระบบต่างๆ การบริหารสภาพคล่องด้านการเงิน ต้องมีเงินสำรองไว้ เงินซื้อที่ งบลงทุน ต้องบริหารไม่ให้ลงทุนมาก หรือน้อยเกินไป”
ยอมรับญี่ปุ่นมองการลงทุนประเทศอื่น
นางกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร ประธานกรรมการบริหาร บริษัท โตชิบา ไทยแลนด์ จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายเครื่องใช้ไฟฟ้า ภายใต้แบรนด์ “โตชิบา” เปิดเผยว่า ภาคธุรกิจจะต้องตั้งมั่นอยู่บนการบริหารความเสี่ยง ต้องปรับตัวเพื่อให้อยู่รอด พร้อมทั้งหาตลาดใหม่ๆ ชดเชยกับรายได้ที่หายไป ขณะเดียวกันจะไม่เห็นการลงทุนในธุรกิจใหม่ๆ โดยเฉพาะนักลงทุนที่มองการลงทุนเพียงระยะสั้นๆ
ทั้งนี้ หากสถานการณ์การเมืองรุนแรงจะทำให้ภาพรวมธุรกิจแย่ ขณะที่นักลงทุนโดยเฉพาะชาวญี่ปุ่นที่คำนึงถึงความปลอดภัย อาจจะทำให้มีการย้ายฐานการลงทุนไปยังประเทศต่างๆ ที่เปิดกว้าง อาทิ พม่า ลาว กัมพูชา และอินโดนีเซีย มากขึ้น








